ครอบครัว = ความรัก ?
ความรักของครอบครัวไม่ว่าจะรูปแบบไหนมันก็คือ “ความรัก”

มีโอกาสไม่บ่อยนักที่จะได้เล่าเรื่องชีวิตครอบครัวให้ใครได้ฟัง อาจเป็นเพราะไม่มีใครถาม หรืออาจเป็นที่เราไม่ค่อยมีคนที่สนิทใจพอจะเล่าให้ฟัง

ถ้าพูดถึงชีวิตครอบครัว
หลายคนอาจจะวาดฝันไว้
เป็นภาพ พ่อ แม่ ลูก อยู่ด้วยกัน ในบ้านสุขสันต์
แต่ในความเป็นจริง
 ก็มีหลายครอบครัวที่ไม่มีภาพแบบนั้น 
แต่พวกเขาก็ยังคงมีความสุข 
หรือบางคนอยู่กันพร้อมหน้าแต่เหมือนคนไม่คุ้นเคยกันก็มี

สำหรับชีวิตของเรา
จะเรียกว่ามีความสุขก็อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก 
แต่เอาเป็นว่า 
อย่างน้อยเราก็พอใจในครอบครัวรูปแบบนี้
‘ของเรา’

เท่าที่จำความได้ตั้งแต่เด็กก็เติบโตมากับ ตา ยาย
ซึ่งในตอนนั้นเราก็เรียกทั้งคู่ว่าพ่อ กับ แม่ 
และเราก็เข้าใจแบบนั้นจริงๆว่าเราเป็นลูกคนเล็ก
และมีพี่สาวสองคน 

แต่ในความเป็นจริง
พี่สาวคนโตที่เราเข้าใจ 
เขากลับเป็นแม่แท้ๆของเราเอง
ทำให้เราในช่วงชีวิตตอนนั้นเกิดความสับสน
ว่าสรุปแล้วเราจะเรียกใครว่าแม่
แล้วถ้าแม่แท้ๆคือแม่ของเราจริงๆ แล้วพ่อไปไหน
หรือทำไมเราต้องมีคนที่เรียกว่าแม่ 2 คน
สำหรับเด็กในวัย 6 ขวบที่พึ่งขึ้น ป.1 
มันคงเป็นเรื่องที่ยากที่เข้าใจ

แต่ความจริงก็คือความจริงนั้นแหละ
ช่วงชีวิตตอนนั้นเลยต้องอยู่กับความสงสัย
ว่าจริงๆแล้ว พ่อไปไหน แล้วใครคือพ่อของเรา
ทำไมแม่ถึงไม่พูดเรื่องพ่อ
ทำไมไม่มีใครในบ้านพูดถึงเรื่องพ่อของเราเลย

เราในตอนนั้นก็ไม่ได้สนิทกับแม่เท่าไหร่
เพราะเราอยู่กับตา และยาย 
ส่วนแม่ก็ทำงานอยู่คนละจังหวัด
จนแม่ของเราแต่งงาน 
แล้วเขาก็มีลูกคนใหม่
มันทำให้ความสัมพันธ์ของเรายิ่งไกลกันกว่าเดิม

เราเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตในช่วงนั้น
ทำไมแม่ถึงอยู่กับน้องแค่คนเดียว
แล้วทำไมไม่เอาเราไปอยู่ด้วย
แต่ก็คงเป็นคำถามเด็กๆที่ไม่เคยได้ถาม

จนวันนึงบังเอิญได้เจอ ปู่กับ ย่า
ทำให้ได้รู้เรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับพ่อ
ยายเริ่มเล่าเรื่องพ่อให้ฟังมากขึ้น
ปู่กับย่า ติดต่อมาเป็นระยะ
ช่วงหลังๆก็ให้พ่อเป็นคนติดต่อหาเราเอง

ครั้งแรกที่ได้คุยกับพ่อ
ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
มันเหมือนชีวิตเราได้จิ๊กซอว์เพิ่มมาอีกหลายชิ้น
มันมีภาพเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อกับพ่อในช่วงนั้น
ยังคงเป็นการพูดคุยผ่านโทรศัพท์
พ่อยังคงไม่ได้มาเจอหน้าเรา

จนวันนึงในช่วงอายุ 13 ปี
มีคนแปลกหน้าคนนึงมารับที่โรงเรียนหลังกลับจากเข้าค่ายลูกเสือ
เขามาพร้อมกับย่า
เขาบอกว่าเขาคือพ่อของเรา
ความรู้สึกตอนนั้นมันพูดอะไรไม่ออก
มันเหมือนการรอคอยได้สิ้นสุดลง
ในที่สุดก็ได้เจอพ่อ
ในที่สุดคำถามในวัยเด็กก็มีคำตอบ

มันเหมือนสิบกว่าปีที่ผ่านมา
วันนั้นมันคือวันที่ดีที่สุดแล้ว
พ่อบอกว่าตอนนี้พ่อมีครอบครัวใหม่
และมีน้องชายให้เราอีกหนึ่งคน

ความรู้สึกสับสนกลับมาอีกครั้ง
กลัวว่าเราจะยิ่งห่างจากพ่อไปทั้งที่เราพึ่งเจอกัน
กลัวว่าความรู้สึกจะเป็นเหมือนกับแม่ตอนที่มีน้องสาวให้เราตอนนั้น

แต่ก็ต้องขอบคุณพ่อ
ที่ไม่ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวแบบนั้น
พ่อพยายามให้ความรัก
เติมเต็มทุกอย่างที่ขาดไปให้กับเรา
เหมือนเขาพยายามทดแทน สิบกว่าปีที่หายไป

หลังจากที่เจอพ่อ
เรายังคงเป็นเหมือนเดิมต่อไป
อยู่กับ ตา ยาย
ติดต่อกับพ่อเป็นระยะ
พ่อเริ่มมาหาที่บ้านมากขึ้น
ส่วนแม่
เรายังคงพูดคุยกันน้อย
เจอกันในเฉพาะเทศกาลที่แม่กลับบ้าน
รักษาระยะห่างได้อย่างดีเยี่ยมเลยหล่ะ

เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราเจอ
สำหรับคนอื่นจะเรียกมันว่าอะไร
แต่สำหรับเรา
พวกเขาทุกคนคือครอบครัวของเรา

เราอาจจะไม่มีบ้านที่สุขสันต์
ทานข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูก

แต่เรา

มี ตากับยาย ที่คอยให้ความรักเลี้ยงดูเรา
คอยสอนเรา ไม่เคยทำให้เรารู้สึกขาด
มี ปู่กับยา ที่คอยดูแลเราอยู่ห่างๆ คอยเฝ้าดูเรา
มี แม่ 
ที่ถึงแม้จะไม่ค่อยได้คุยกัน 
แต่เราก็เชื่อว่าเขาก็รักเราไม่น้อยไปกว่าที่เรารักเขา
เราอาจจะแสดงออกกันไม่เก่ง
แต่แม่ก็ยังคงดูแล สนับสนุนเรา 
ถึงจะไม่ได้พูดว่ารักกันขนาดไหน
 แต่ความรู้สึกของเรามันคือเรื่องจริงเสมอ
มี พ่อ
ที่ถึงแม้ว่าจะเราจะพบกันในเวลาที่ไม่นาน
แต่พ่อ 
เป็นฝ่ายสนับสนุน 
ที่ซัพพอร์ตเราในทุกก้าวเดินอย่างเต็มที่
พ่อ ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเรามากกว่าตัวเราเอง
พ่อ ที่เป็นที่ปรึกษา เป็นเพื่อน 
เป็นคนที่พยายามเติบโตไปพร้อมกับเรา
เป็นคนที่จะศึกษาในเรื่องที่เราแค่พูดว่าน่าสนใจอย่างละเอียด แล้วมาแนะนำเรา
เป็นคนที่ติดปีกให้เราลองหัดบินเริ่มต้นสิ่งใหม่
เป็นคนที่คอยยืนดูเราในวันที่เราเริ่มหัดบินเองได้

คำว่าครอบครัวสำหรับเรา
อาจจะไม่ต้องอยู่ด้วยกัน
ไม่ต้องมีคำว่าบ้านสุขสันต์
ไม่ได้ทานข้าวพร้อมหน้ากัน

แค่ในวันนี้ 
เรายังคงมอบความรัก
ส่งความรู้สึกห่วงใย
ให้กันและกัน

สิ่งนั้นแหละที่เราเรือกมันว่า
“ครอบครัว”

เพราะ ครอบครัว = ความรัก 

ขอให้ทุกคน ได้พบกับครอบครอบครัวที่ความรักให้แก่กัน















SHARE

Comments