ที่ของความฝัน
ฉันมีหนังสือที่ชอบอยู่หลายเล่ม แต่มีเล่มที่ชอบมาก ๆ อยู่ไม่กี่เล่ม ฉันเรียกมันว่าหนังสือเล่มโปรด หนังสือที่ได้ชื่อนี้เป็นหนังสือที่ฉันหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มเดิมมากกว่า 20 รอบ แต่ละรอบของการอ่านมันทำให้ฉันมองเห็นจุดที่พลาดไปอย่างน่าเสียดาย บางรอบฉันมั่นใจมากว่าได้อ่านครบทุกตัวอักษรแล้ว แต่เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง มันจะมีจุดที่ฉันต้องคิดว่า “เอ๊ะ พลาดตรงนี้ได้ไงนะ” หรือเป็นเพราะเมื่อวันเวลาผ่านไป เราได้รู้ได้เห็นอะไรที่กว้างขึ้น ได้รับความรู้ และประสบการณ์จากรอบข้างมากขึ้น จึงส่งผลให้ตัวอักษรเดิมแปรความหมายที่เปลี่ยนไปก็เป็นได้

“ฉันอ่านหนังสือเล่มเดิม ตอนจบเหมือนเดิม แต่ไม่เคยได้อะไรเหมือนเดิม นอกจากความประทับใจ” 

“ทำไมไปที่เดิม” 
“ทำไมไม่ลองไปหาประสบการณ์ที่อื่น”
 
ทุกครั้งที่เกิดการกระทำ มักจะมีคำถามเกิดขึ้นมาด้วยเสมอ ฉันไม่รู้ว่าคำว่าประสบการณ์ในความหมายของคำถามนั้นหมายถึงอะไร อาจจะหมายถึงความแปลกใหม่ แต่ประสบการณ์สำหรับฉันไม่ได้หมายถึงความแปลกใหม่เพียงอย่างเดียว หลายครั้งที่ฉันรู้สึกว่า “การที่เราไปยืนมองตัวเองที่จุดเดิมจะทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น” คำว่าประสบการณ์ของฉันจึงอาจจะต่างจากประสบการณ์ของคนอื่นอยู่บ้าง

บทที่ 1 เมื่อ...ทริปที่จัด ขัดใจแม่ 
ครั้งแรกที่ไปฝึกเป็นครูหัดโรงเรียนบ้านหลวง ฉันมีเพื่อนร่วมเดินทาง 6 คน แต่ครั้งนี้มีเพียงฉัน มิลค์ และหนิงที่จะไปอีกครั้ง ฉันยอมรับว่ารู้สึกกังวล เรา 3 คน เป็นคนที่เรียกว่าสุดโต่งเหมือนกัน หากคิดจะทำอะไรคงทำสุด ๆ ไม่มีใครห้ามกันแน่นอน เมื่อเราวิเคราะห์ตัวเองอย่างนั้นจึงไปอ้อนวิวกับเชอร์รี ผู้มีความตรงไปตรงมา และเป็นเจ้าแห่งเหตุผลให้ไปด้วยกันอีกครั้ง เชอร์รีตอบตกลง แต่วิวติดธุระกับทางบ้าน พวกเรา 4 คนจึงมาปรึกษาเรื่องการเดินทาง แต่ก็ไม่ตัดสินใจกันสักที เพราะแต่ละคนยังเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มี 4 คนแน่นอน และก็เป็นไปตามที่คิดไว้ เมื่อเราปรับวันเวลา และความเข้าใจหลาย ๆ อย่างลงตัว วิวก็ตกลงร่วมเดินทางไปกับเรา เราก็ไม่รอช้ารีบจองตั๋วรถทันที เพราะกลัวว่าจะมีใครบางคนเปลี่ยนใจอีกครั้ง (เหมือนมัดมือชกกลาย ๆ เลยแฮะ ฮ่าๆๆ)

บทที่ 2 เมื่อ...จะตกรถ (อีกครั้ง) 
ครั้งก่อนเราเดินทางด้วยรถไฟฟรี ผลที่ได้คือการมองทุกอย่างช้าลง ได้ทบทวนตัวเองมากขึ้น และขาบวม ใช่ค่ะ 2 วัน 3 คืน บนรถไฟเรานั่งเล่น นั่งหลับ นั่งร้อน นั่งอยู่ท่าเดียวทำให้ตอนลงจากรถไฟรู้สึกว่ากางเกงคับจัง แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ครั้งนี้เราเลือกไปรถทัวร์ แต่เป็นเพราะการเดินทางครั้งนี้เรามีเวลาที่จะไปอยู่กับชีวิตแบบที่เราเรียกว่า ‘ในฝัน’ ไม่นาน เราจึงเลือกเส้นทางที่เราจะไปให้ถึงเร็วที่สุด วันเดินทางของเราตรงกับวันพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น การจราจรติดขัดมาก แต่ “เจ๊ก”(คนพิเศษของเชอร์รี) ก็พาเราฝ่ามาถึงในเมือง เราไปบขส.1 ตามที่พนักงานขายตั๋วบอก แต่..พอเราไปถึง เขาบอกพวกเราว่ารถทุกคันให้ไปขึ้นที่บขส.3 พวกเราจึงต้องไปผจญกับรถติดอีกครั้ง โดยมีเวลาให้อีกแค่ 8 นาที ฉันรีบโทรไปแจ้งพนักงานบริษัทรถ เขาบอกว่าจะรออีก 20 นาที

“กึก..กึก” เสียงนี้ดังออกมาพร้อมการกระตุกของรถตอนเข้าโค้ง ทำให้พวกเรามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ดังที่คาดรถเจ๊กมีปัญหาเรื่องสายพานทำให้ขับไปต่อไม่ได้ พวกเรารีบลงจากรถแล้วยืนโบกรถอยู่ข้างถนน สุดท้ายเราได้ขึ้นรถบัสร้อยเอ็ดที่กำลังจะเข้าบขส.พอดี รถบัสจอดปุ๊บเราก็รีบวิ่งขึ้นรถทัวร์ของเราทันที ก่อนรถจะออกฉันเดินเอากาแฟที่ซื้อมาไปให้คุณลุงคนขับรถ คุณป้าที่เก็บตั๋วจึงแซวว่าฉันติดสินบนลุงให้รอ โถ คุณป้าทำให้ความตั้งใจของฉันไขว้เขว จากทีแรกฉันซื้อกาแฟมาฝากคนขับรถ เพื่อให้กาแฟเป็นสิ่งย้ำเตือนคนขับว่าเขามีหลายชีวิตที่ต้องรับผิดชอบให้พาไปส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัย แต่เมื่อคุณป้าพูดมาอย่างนั้นฉันจึงเออออไปตามน้ำ เอาวะ ติดสินบนก็ได้ แต่ต้องพาเราไปเชียงใหม่อย่างปลอดภัยนะคะ

บทที่ 3 เมื่อ..ถึงเชียงใหม่ 
รถเคลื่อนมาจอดที่อาเขต เราก็รีบลงไปทำธุระส่วนตัว แล้วนั่งรถแดงไปตั้งต้นที่ขนส่งช้างเผือก ไปกินข้าวซอยร้านเดิม คุณป้าร้านข้าวซอยต้อนรับเราเป็นอย่างดีเลย การมาครั้งนี้เรามีงานรองจากการสอนคืองานเที่ยว หลังจากกินข้าวซอยเสร็จ เราจึงเหมารถแดงมุ่งหน้าขึ้นไปเที่ยวดอยปุย พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ และไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ สิ่งที่ทำให้การเดินทางของเรามีสีสันมากที่สุดคงเป็นการทำมิชชั่นระหว่างทาง วันนั้นเราทำเป็นลืมว่าเราเป็นใคร เราทำอะไรบ้า ๆ ตามที่จับสลากได้อย่างตั้งใจ เมื่อเริ่มอายก็จะคิดว่า “ไม่เป็นไร ไม่มีใครรู้จักเรา” มันดีมากจริง ๆ นะ เหมือนเราได้ปลดปล่อยตัวเองจากตัวตนที่หนัก ๆ เลยทีเดียว

4. เมื่อ...เราได้เจอ 
ครึ่งแรกของ 1 วันผ่านไปเร็วมาก ครึ่งหลังเรารีบเดินทางไปดอยอินทนนท์เพราะกลัวจะมืดเสียก่อน เราตั้งใจว่าจะไปนอนดูดาวรับลมหนาว ๆ 1 คืน ซึ่งบนดอยอินทนนท์ก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเลย การเดินป่าตั้งแต่ตี 5 เป็นอะไรที่รู้สึกดีมาก ๆ อากาศเย็น ๆ ท้องฟ้ามืด ๆ ทางข้างหน้าเป็นอย่างไรก็สุดจะรู้ แต่เรารู้ว่าเราต้องปลอดภัยแน่นอน เพราะข้างหน้าสุดคือพี่พราหมณ์ ไกด์คนเก่งที่รอบรู้ทุกเรื่องในป่า ถัดลงมาก็เป็นพี่ ๆ ที่คอยส่องไฟให้เดิน ข้าง ๆ คือเพื่อนที่เดินจับมือ และเดินไปด้วยกัน ข้างหลังปิดท้ายด้วยพี่ ๆ ที่คอยระวังหลังให้ การเดินทางในครั้งนั้นมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ความประทับใจมากที่สุด คือ ระหว่างทางที่เรากำลังสับสน เพราะเรามาแบบแผนหละหลวม ต้องโทษฉันที่จัดทริปแต่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลสถานที่เท่าที่ควรจะทำ ฉันจองที่พัก และพาเพื่อน ๆ มา โดยที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของอินทนนท์ อาจเป็นเพราะเราเพิ่งเข้าวัดมา อานิสงค์บุญจึงส่งพี่ ๆ กลุ่มหนึ่งมาดูแลเรา (แบบงง ๆ) พี่ ๆ เป็นใครก็ไม่รู้ แต่สัญชาตญาณบอกว่าเชื่อพี่เขาเถอะ จากที่เป็นแค่คนหารค่ารถกลายเป็นว่าพี่ ๆ เป็นคนพาเที่ยวอินทนนท์ และคอยดูแลเราซะอย่างนั้น คงต้องขอบคุณราคารถเหลืองขึ้นอินทนนท์ที่ราคาแพงมาก ๆ จนทำให้พี่ ๆ เดินเข้ามาหาเรา สามารถพูดได้เลยว่าพี่ ๆ คือความทรงจำระหว่างทางที่ดีที่สุดในครั้งนั้น ขอบคุณมากนะคะ

บทที่ 4 เมื่อ...ขึ้นรถฟ้าอีกครั้ง 
หลังจากเมารถแล้ว เมารถอีกเราก็มานั่งรอรถฟ้าไปอมก๋อย ระหว่างรอเราก็เข้ามานั่งจกไก่ดิบอินทนนท์ในวัด ตอนนั้นมองหน้าเพื่อนแล้วตลกมาก เมารถก็เมาแต่หิวมากกว่า ไก่ดิบไก่สุกไม่สนกินได้หมด หลังจากนั้นเราก็รอ ร้อ รอ จนมีคนมาบอกว่ารถขึ้นอมก๋อยรอบสุดท้ายเสีย ต้องรออีก จนเวลา 17.00 น. เราจึงได้ขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ การเดินทางไปอมก๋อยเป็นตำนานที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง เส้นทางที่สูงชัน คดเคี้ยว ซึ่งเมื่อถึงทางโค้ง 90 องศา (มิลค์, 2560) เมื่อไร มือมิลค์กับมือเชอร์รีจะประสานกันทันที ส่วนฉันกับวิวก็ทั้งลุ้น ทั้งสวดมนต์ไปตลอดทาง ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว อากาศเย็นมาก และยังมืดเร็วกว่าปกติ ริมถนนก็ไม่มีหลอดไฟเลย หนทางข้างหน้าดูอันตรายมาก ทุกคนบนรถจึงพร้อมใจกันตื่น ลุ้น และเอาใจช่วยคนขับรถไปด้วยกัน ในเส้นทางที่คดเคี้ยว และสูงชันที่ทุกคนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องนั้น กลับมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจความน่ากลัวนั้น “หนิง” หลับตลอดทาง และปล่อยร่างกายไหวเอนไปตามแรงสะบัดของรถ เมื่อรถจอดฉันถามเธอว่าหลับลงได้ยังไงนี่ เธอตอบฉันมาว่า “ก็มันไม่มีอะไรนี่” หน้าทุกคนนี่ “โหววววว”

บทที่ 5 เมื่อ...มาถึงอมก๋อย

และแล้วเราก็มาถึงอมก๋อยในเวลาค่ำค่ะ ตอนอยู่บนรถเราพูดกันว่าบรรยากาศแบบนี้มีหมูกระทะคงจะดีเนอะ พอลงจากรถคุณครูอี๊ดกับคุณครูเบญจาก็รีบมาต้อนรับพร้อมบอกพวกเราว่า “ปะ ไปกินหมูกระทะกันลูก ครูท่านอื่นรออยู่ร้านแล้ว” อากาศเย็น 10 องศากับหมูกระทะ ความ ฟินกว่านี้หายากมากค่ะ ฮ่า ๆ หลังจากนั้นครูก็พาเราไปที่ ๆ เป็นจุดหมายพวกเรา โรงเรียนบ้านหลวงนั่นเองค่ะ ไม่ผิดคาดเลย แม้จะดึกแค่ไหน เด็ก ๆ ที่พักนอนอยู่โรงเรียนก็ยังรอต้อนรับพวกเราอยู่เสมอ ยังจำรอยยิ้มดีใจที่เป็นแรงใจของครู ๆ ได้อยู่เลยค่ะ เด็ก ๆ ช่วยกันขนกระเป๋าไปที่พักของพวกเรา ครั้งนี้ได้มาพักที่บ้านพักครูที่ไม่มีใครอยู่เพราะเป็นช่วงที่อากาศหนาวมาก พอเก็บของเสร็จพวกเราจึงลงมาหาเด็ก ๆ ที่รออยู่ข้างล่าง แต่พอครูเดินลงมาพวกเขากลับวิ่งหนีไปซะอย่างนั้น ทำเอาครูอย่างพวกเราคิดมากเลยทีเดียว แต่ก็คิดว่าพวกเขามีความเขินอายตามประสาเด็ก และเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ เพราะวันต่อมาพวกเขาก็กลับมาเป็นเด็กร่าเริง สดใส และตั้งใจฟังสิ่งที่เราสอนเป็นที่สุด

บทที่ 6. เมื่อ...ถึงคราวกีฬากลุ่ม 
โชคดีมากเลยค่ะที่เราขึ้นไปในช่วงกีฬากลุ่ม (กลุ่มสุวรรณคีรี) ทำให้เราได้เรียนรู้อีกหลาย ๆ บริบทของคนเป็นครู งานกีฬาที่นั่นก็เหมือนกับงานกีฬาโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ราบค่ะ เพียงแต่การแต่งหน้า ทำผม เตรียมชุดสำหรับขบวนนั้นจะเป็นคุณครูทำให้หมดเลย ไม่มีร้านเหมือนที่บ้านเรา งานนี้เป็นการเปิดโลกสำหรับพวกเราพอสมควรค่ะ เพราะไม่มีใครเชี่ยวชาญในด้านนี้เลย เราแต่งหน้า ทำผม แต่งตัวให้เด็ก ๆ ตามแบบที่คุณครูท่านอื่นออกแบบ และแบบที่พวกเราคิดว่าสวยแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่สนุกมากจริง ๆ ค่ะ ครูและนักเรียนต้องมาตั้งแต่ตีสี่ ในวันที่อุณหภูมิ 10 องศา ใช้เวลาไปจนเกือบแปดโมง พวกเราก็รีบวิ่งไปให้ทันขบวน

สำหรับการจัดขบวนกีฬาเป็นการจัดแบบง่าย ๆ เป็นโรงเรียน โดยโรงเรียนบ้านหลวงได้รับเกียรติให้เป็นขบวนแรกเพราะเป็นโรงเรียนเดียวที่มีวงดุริยางค์ นี่เป็นเรื่องที่ทำให้ฉันทึ่งอีกครั้ง เมื่อได้รู้ว่าวงนี้เป็นการฝึกซ้อมโดยครูอี๊ด แม้จะไม่ใช่วงดุริยางค์ใหญ่ ๆ หรือเพียบพร้อมอย่างที่เคยเจอ แต่กลับเป็นวงที่ทำให้ฉันน้ำตาไหลเพราะความตั้งใจอย่างหนักของผู้ฝึกซ้อม และความเอาใจใส่ในการซ้อมของนักเรียน ครูอี๊ดบอกว่าครูศึกษาเองเพราะอยากให้โรงเรียนเรามี และอยากให้นักเรียนได้เล่นอย่างที่อื่น

ในส่วนของกีฬานั้น พื้นสนามบนดอยแน่นอนว่าจะบังคับความลาดชันไม่ได้เลย ต้องยอมรับว่าเด็ก ๆ ใจเอามาก เขาฝึกทุกวัน และเก่งมาก ๆ ด้วย ความมุ่งมั่นจากแววตา รอยยิ้มเมื่อชนะ ความเศร้าหมองในตอนแพ้ ครูดีใจที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลานั้นมาก แต่ที่นั่นเล่นกีฬาแบบมีน้ำใจนักกีฬามาก เกมจบทุกอย่างจบ ทุกคนคือเพื่อนกัน แม้ว่าทีมบ้านหลวง (ที่นำโดยครูมิลค์ ครูหนิง) จะร้องเพลงเชียร์หนักที่สุดจนเรากลัวโรงเรียนอื่นหมั่นไส้เพื่อนตัวเอง (คิดเยอะจังนะ) แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้นเลย เขามองเพราะเขาไม่เคยเห็น (?) มองเพราะอยากเข้ามาร่วมร้องด้วยต่างหาก สุดท้ายเพลง “เอ๊ยหยะ ๆ ๆ ๆ เนี่ยยยย” และเพลง “..........เค้ามาเชียร์ตัวนะ เอ๊ยหยะ ๆ.....” ก็กลายเป็นเพลงฮิตในแถบนั้นทันที และเมื่อพวกเราเดินกลับทุกโรงเรียนที่ขับผ่านก็จะร้องเพลงทักทายเราด้วย 2 เพลงนั้น และเด็ก ๆ ก็จะยกมือไหว้ลาเรา นี่เป็นความประทับใจที่มีต่อคนบนดอยที่อ่อนน้อมถ่อมตนมาก มันเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้พวกเราหลงรักแล้วหลงรักอีก

บทที่ 7 เมื่อ...ครูไม่ครบ 
อีกครั้งที่พวกเราขึ้นมาแล้วต้องมีเหตุให้มีบางคนต้องกลับก่อนครั้งนี้เป็นเชอร์รีและหนิง ทั้งสองมีภารกิจค่ายตุลาวิชาการ หนิงบอกว่าตอนอยู่บนรถนั้นแทบจะร้องไห้เพราะอยากอยู่ต่อ เราอยากให้เชอร์รีและหนิงเห็นบรรยากาศที่สนาม เมื่อนักเรียนเห็นครูก้าวขึ้นรถจะกลับ พวกเขามองตามอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร บางคนวิ่งเข้ามาถามฉันว่าครูหนิงกับครูเชอร์รีไปไหน พอฉันบอกว่าครูทั้งสองคนต้องกลับก่อนค่ะ เด็กสาวร้องไห้แล้วพูดว่าทำไมหนูไม่รู้ หนูยังไม่ได้สวัสดีครูเลย ในตอนนั้นเราสามคนก็เหงามากค่ะเพราะทำงานเป็นทีมมาตลอด แต่พอคิดว่า เอาน่า เรามาทำในส่วนที่เหลือทั้งของคนที่อยู่และคนที่กลับก่อนให้ดีที่สุดเถอะ พวกเราจึงกลับมาร่าเริงและส่งมอบความสดใสสู่เด็ก ๆ ต่อไป

...ต้องมีอีกครั้งนะที่เราจะขึ้นไปพร้อมกันและลงมาพร้อมกันทุกคน ตกลงมั้ย ? 

บทที่ 8 เมื่อ...ร่างกายปรับตัวไม่ทัน
 เพื่อน ๆ มักบอกว่าอิจฉาฉัน อิจฉาที่ได้ไปลองทุกสถานที่ในอมก๋อย ใช่ค่ะ มันเป็นถ้อยคำประชด เหตุเกิดเพราะคืนนั้นฉัน มิลค์ และวิว ออกมาเตรียมสื่อที่จะติวโอเน็ตในวันต่อไป โดยมีชุมแพและพีพีมาอยู่เป็นเพื่อน คืนนั้นเป็นวันเกิดมิลค์ซึ่งฉันกับวิวได้ไปเตรียมแผนกับเด็ก ๆ ว่าเราจะร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดครูมิลค์ แต่แล้ว...ความหนาวเย็นก็คืบคลานมา อุณหภูมิลดลงไปถึง 3 องศา ตอนนั้นฉันใส่เสื้อที่หนามาก ๆ แบบใส่ไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ร่างกายก็ยังรับไม่ไหวจึงเกิดอาการช็อก ตอนนั้นวุ่นกันมาก คุณครูอี๊ดเตรียมรถพาฉันไปโรงพยาบาล จำได้ว่าครูอี๊ดและครูเบญจาให้ฉันใส่หมวก ใส่ถุงเท้า ถุงมือ หลายชั้น และพันผ้าพันคอเต็มไปหมด

ไปถึงโรงบาลฉันถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน หมอตรวจอาการ และวัดความดันให้ เครื่องวัดความดันที่นั่นยังเป็นแบบ Aneroid equipment หรือแบบที่ใช้มีบีบ จำได้ว่าพยาบาลต้องเปลี่ยนถึง 3 อัน จึงวัดได้ พอตรวจเสร็จหมอก็สั่งยาฉีดให้ ทุกคนคะ ฉันเป็นคนกลัวเข็มอยู่แล้ว แม้เข็มเล็ก ๆ ฉันยังสั่น แต่ที่นั่นใช้เข็มใหญ่ในการฉีด ตอนนั้นวิวกับครูอี๊ดรออยู่ด้านนอก ฉันไม่รู้จะทำยังไง เลยบอกหมอว่า ‘ช่วยทำให้หนูสลบก่อนฉีดได้มั้ยคะ’ พี่หมอหัวเราะแล้วบอกว่า ‘ถ้าบะฉีด กลับมาอีก ปี้จะฮื้อนอนข้างนอกหนา’ ตอนนั้นอากาศหนาวน่ากลัวกว่าเข็มค่ะให้นอนนอกห้องนี่ไม่ต่างจากเอาตัวเองไปแช่แข็งฉันเลยต้องรีบบอกหมอว่าฉีดเลยค่ะ หนูพร้อมมาก T T

หลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมงเราก็กลับบ้านกัน มิลค์รีบวิ่งลงมารับ แล้วเล่าเรื่องต่าง ๆ ระหว่างที่เราไม่อยู่ให้ฟัง มิลค์บอกว่าตอนนั้นยังอยู่ในห้องโรเนียว แต่มันนานกลัวเด็ก ๆ ง่วง

เลยบอกพวกเขาไปนอน แล้วมิลค์ก็ไปรออยู่ในบ้าน บรรยากาศบนบ้านคนเดียวนั้นวังเวงจนไม่กล้าทำอะไรเลย ฉันก็ไม่สามารถอธิบายแทนมิลค์ได้ค่ะ ไว้ลองไปสัมผัสกันดูแล้วกันนะ

เมื่อนึกถึงโรงพยาบาลอมก๋อยทีไร ฉันก็อดนำมาเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลในเมืองไม่ได้เลย ไม่ต้องถึงกับโรงพยาบาลใหญ่ ๆ แม้แต่โรงพยาบาลอำเภอเล็ก ๆ ที่บ้านฉันยังใช้เครื่องวัดความดันระบบออโต้เลย แต่ที่นี่กว่าจะวัดความดันให้คนไข้หนึ่งคนต้องเปลี่ยนเครื่องไปมา แต่เรื่องเครื่องมือยังไม่สำคัญเท่ากับบุคลากร ในคืนนั้นทั้งโรงพยาบาลมีหมอ 1 คน พยาบาล 2-3 คน เจ้าหน้าที่อีก 3 คน ในขณะที่คนป่วยล้นห้องฉุกเฉิน แต่ทุกคนทำงานอย่างขยันขันแข็ง และรวดเร็วมาก ฉันสังเกตว่าคนที่มาทำงานที่นี่ต้องศึกษาภาษากะเหรี่ยงมาด้วย เพราะคนไข้โดยส่วนมากเป็นชาวปกากะญอ หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่นี่ล้วนพูดภาษาของคนท้องถิ่นได้ทุกคน ฉันไม่รู้ว่าที่ฉันเห็นว่าโรงพยาบาลยังดูขาดบุคลากร และเครื่องมือนั้น เป็นเป็นเพราะฉันไปไม่ถูกวันที่มันครบหรือเปล่า หากเป็นอย่างที่เห็นทุกวันฉันก็อดเป็นห่วงคุณภาพด้านสาธารณสุขของเด็ก ๆ ไม่ได้ คงได้แต่รอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาอย่างฮีโร่ แม้ตอนนี้เด็ก ๆ ที่นั่นจะเห็นพี่ตูน (บอดี้สแลม) เป็นซูเปอร์ฮีโร่ไปก่อนแล้วก็ตาม

บทที่ 9 เมื่อ...ต้องติวโอเน็ต (ในอุณหภูมิไม่ถึง 10 องศา) 
ตอนกลางคืนหนาวแค่ไหน ตอนเช้าตรู่ก็หนาวเช่นกันค่ะ แม้จะหนาวแค่ไหน พวกเราทั้ง 3 คน ก็รีบลุกจากที่นอนไปอาบน้ำกัน เพราะวันนี้เป็นวันที่เป็นเป้าหมายหลักของพวกเรา ซึ่งก็คือวันที่ต้องติวโอเน็ตให้นักเรียนชั้น ป.6 นั่นเองค่ะ วันนี้ก็เป็นเช่นทุกวันที่เด็ก ๆ มากันตั้งแต่เช้า มาก่อกองไฟ แต่ละคนจะมีใบไม้ กิ่งไม้ อยู่ในมือ เพื่อเอามารวมกันเป็นเชื้อไฟ ไฟกองใหญ่ถูกจุดขึ้นมา ทั้งนักเรียนและครูมาร่วมผิงไฟกัน และเด็ก ๆ ก็หาเรื่องเล่ามาเล่าให้พวกเราฟัง ฉันหันไปพูดกับเจ้าเสือที่อยู่ข้าง ๆ ว่า ‘ที่นี่หนาวดีเนอะ เสียดายที่ไม่เกิดแม่คะนิ้ง ครูอยากเห็นบ้างจัง’ เสือส่ายหน้าแล้วตอบฉันว่า ‘อย่าเลยครับครู มันทรมาน ผมอยากให้ความหนาวมันผ่านไปเร็ว ๆ’ คำตอบของนักเรียนทำให้ฉันชะงักและได้คิดว่านักท่องเที่ยวก็จะตื่นเต้นที่จะไปสัมผัสอากาศหนาว และจะผิดหวังหากมันไม่หนาวอย่างที่คิด หรือคนมักขึ้นไปแห่ชมแม่คะนิ้งด้วยความตื่นตาตื่นใจ หากวันนั้นมันไม่มีแม่คะนิ้งเกิดขึ้นก็จะรู้สึกผิดหวัง ฉันก็เป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวค่ะ แม้ร่างกายจะรับอากาศหนาวไม่ค่อยจะไหวแต่ยังรักที่จะไปรับลมหนาวบนภูเขา ชอบที่จะเห็นเกล็ดน้ำแข็งตามพื้นหญ้า เมื่อไม่เจอมันก็จะผิดหวังหน่อย ๆ แต่คนพื้นที่นั้นเขากลับไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ความหนาวเย็นที่เราตื่นตาตื่นใจเขากลับบอกว่ามันคือความทรมาน คำพูดของเสือทำให้ฉันได้ได้คิดอะไรหลายอย่างเลยทีเดียว

เมื่อเข้าสู่ห้องติวนักเรียนก็ตั้งใจที่จะรับสิ่งที่พวกเราเตรียมให้พวกเขาเป็นอย่างดี ตั้งแต่ขึ้นมาครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ เมื่อฉันเริ่มสอนทุกสายตาจะจับจ้องมาที่ฉัน มาที่กระดาน มาที่สิ่งที่ฉันเตรียมไว้ให้เขาทุกครั้ง ฉันรักที่พวกเขาเป็นอย่างนี้ รักที่พวกเขามีความ‘อยาก’ที่จะเรียน ฉันไม่ต้องคอยวิ่งยัดเยียดให้แต่เขาจะเป็นฝ่ายเปิดรับเอาเอง ความทรงจำของที่นี่จึงเป็นเหมือนสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงใจยามลงมาสอนในโรงเรียนที่ต้องไปสอนต่อไป

เพราะความตั้งใจเต็มร้อยทำให้ผลที่ออกมาทำให้พวกเรายิ้มกันไม่หยุดเลยทีเดียว เมื่อหลังวันประกาศผลสอบแล้วครูขวัญไลน์มาบอกว่าคะแนนวิชาภาษาไทยของนักเรียนเพิ่มขึ้น สิ่งที่เราทำมันอาจจะเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย เพราะคุณครูที่นั่นล้วนให้ความสำคัญกับการเรียนของนักเรียนอยู่แล้ว รวมถึงความพยายามของตัวนักเรียน แต่อย่างไรก็ตามพวกเราก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนเล็ก ๆ นั้น ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ค่ะ

บทที่ 10 เมื่อ...เดินขึ้นไปไหว้พระธาตุ 
ก่อนจะกลับ 1 วัน เราคุยกันว่าเราจะต้องขึ้นไปสักการะพระธาตุที่อยู่แถวโรงเรียนสักครั้ง เมื่อโรงเรียนเลิก นักเรียนก็แยกย้ายไปทำภารกิจของตัวเอง หลายคนซ้อมกีฬา แม้ในใจจะอยากไปไหว้พระกับเด็ก ๆ แต่พวกเราก็ไม่อยากขัดความสนุกของเขา แต่พอเราเดินออกมายังไม่พ้นประตูโรงเรียนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่วิ่งมา พอหันกลับไป เด็ก ๆ นั่นเอง ทุกคนหยุดสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่แล้ววิ่งมาหาเพื่อจะไปไหว้พระธาตุกับพวกเรา ครูอย่างฉันจะรู้สึกอะไรได้นอกจากอบอุ่นหัวใจมากมายเหลือเกิน

ทางขึ้นพระธาตุไม่ใช่ทางที่จะเดินได้อย่างสะดวก ด้วยความสูงชันทำให้เส้นทางที่เราคิดว่าใกล้กลับกลายเป็นว่าแสนไกล แต่เป็นทางไกลที่พวกเราเต็มใจจะเดิน และมีความรู้สึกอยากให้เส้นทางทอดออกไปอีกเสียด้วยซ้ำ ก็เพราะข้างซ้าย ข้างขวา ด้านหน้า ด้านหลังของเรา คือเหล่าไกด์ตัวน้อยที่เล่าเรื่องนั่นนี่ให้ฟัง เด็กตัวน้อย ๆ ที่พร้อมจะรอแม้ครู ๆ จะเดินไม่ไหวจนขอพักเป็นช่วง ๆ

‘ครูจับแขนผมไว้ ดึงแรง ๆ เลยครับ ไม่ต้องกลัว ผมไม่ตกดอย เพราะผมเป็นเด็กดอย’ พีพีเด็กชายชั้นป.3 บอกฉัน พร้อมยื่นแขนให้ฉันดึงในช่วงทางเดินที่ชันที่สุด กว่าจะถึงพระธาตุทำเอาครูอย่างพวกเราปาดเหงื่อไปหลายรอบเลยทีเดียว

สายลมพัดแรงบนยอดดอย คล้ายกับรับรู้ถึงแรงศรัทธาของผู้ที่ขึ้นมากราบนมัสการพระธาตุ ตรงทางขึ้นฉันเห็นไทยคุกเข่าลงกราบพื้นดินก่อนเดินเข้าไปในส่วนของพระธาตุ พอกราบพระธาตุเสร็จเราก็ชมวิวบนยอดดอยต่อสักพัก และประธานหออย่างเจ้ายุ้งก็รีบลงกลับไปหุงข้าวรอน้อง ๆ ในตอนลงจากดอยนั้นไม่ยากเย็นเช่นตอนขึ้น เหมือนเช่นที่หลายคนท่านว่าจริง ๆ ว่าขาขึ้นนั้นมันยาก และเหนื่อยเหลือแสน แต่ขาลงนี่ก็ง่ายเหลือเกิน คนที่ขึ้นไปสู่จุดหมายแล้วจึงต้องพยายามเรียนรู้ในช่วงนั้นให้ได้มากที่สุดก่อนจะลงมา

เมื่อเดินลงมาถึงช่วงกลางพวกเราเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มอยู่ตรงทางขึ้น ฉันก็ตกใจกลัวว่าจะเป็นอะไรที่น่ากลัว แต่เด็ก ๆ กลับหัวเราะแล้วบอกว่า มูเซอมารอรับครับ เรื่องของเรื่องก็คือยะแลไม่รู้ว่าพวกเรามาไหว้พระธาตุกัน เมื่อเจ้ายุ้งกลับไปหุงข้าวจึงรู้และตามมา แต่คงจะคิดว่าคนอื่นคงกำลังลงมาเลยรอที่ตีนดอย กลับมาถึงโรงเรียนก็เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี

บทที่ 11 เมื่อ...ถึงคืนสุดท้าย 
กลางคืนที่เราไม่อยากให้มาถึงก็กลับมาอีกครั้ง คืนนี้เรานั่งกินข้าวที่โรงอาหารที่มีแจกันดอกไม้ป่าที่เราเก็บลงมาจากบนดอย แจกันที่เป็นแค่แก้วน้ำแต่กลับสวยและมีค่ามากมายเมื่อเราร่วมกันจัดดอกไม้ประดับลงไป เราอยู่เล่นกับเด็ก ๆ จนดึก ครั้งนี้นักเรียนไม่ค่อยพูดอะไรเหมือนครั้งที่แล้ว แต่สายตาเขานั้นมันฟ้องทุกอย่างเช่นเดียวกับสายตาครูอย่างพวกเรา สายตาที่บอกว่ายังไม่อยากแยกจาก คืนนั้นไทยสอนฉันเขียนภาษาล้านนา และอยู่ดี ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า ‘มอแบ่ มอแบ่ อมก๋อย’ ฉันไม่เข้าใจจึงถามเขาว่าแปลว่าอะไร ‘แปลว่ามาอยู่อมก๋อยครับ ให้ครู ๆ มาอยู่อมก๋อย’ หลังจากฟังไทยพูดฉันได้ตอบคำขอของเขาด้วยสายตาที่ล้นไปด้วยความรู้สึก ฉันก็หวังว่าเขาจะเข้าใจสิ่งที่ฉันสื่อได้นะ

........................

พวกเรากลับมาหาเด็ก ๆ เพราะคิดถึง แต่การกลับมาครั้งนี้ทำให้ฉันรู้ว่าการได้พบเจอมันไม่สามารถหักล้างความคิดถึงได้เลย มันกลับสานใยความผูกพันให้แน่นขึ้นทำให้ยิ่งทวีความคิดถึงเข้าไปอีก แต่ในขณะเดียวกันการกลับไปและได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เคยค้างคาในใจก็ทำให้ยามต้องลาจากเป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะเราลากันด้วยความหวังที่เป็นความจริงทั้งสองฝ่าย นักเรียนเคยหวังไว้ว่าครู ๆ จะกลับขึ้นไปหาอีก...พวกเขาสมหวังแล้ว ครูทั้งหลายก็หวังว่าจะไปเจอเด็ก ๆ อีก หวังว่าจะไปรับผิดชอบความรู้สึกเด็ก ๆ หวังว่าจะได้ขึ้นไปสักการะพระธาตุ...ครูอย่างพวกเราก็สมหวัง เราทุกคนสมหวัง การลาจากจึงเต็มไปด้วยความยินดีที่ได้พบกัน ‘ผมเสียใจที่ครูมาแป๊บเดียว แต่ผมดีใจมากกว่าที่ได้เจอครูอีก’ จำไม่ได้ว่าใครพูดแต่เสียงนี้มันยังดังก้องอยู่ในกล่องความทรงจำที่ไม่เคยปิดลงได้เลยแม้เพียงวินาทีเดียว
...............
พวกเราทั้งห้าคนเคยคุยกันว่าที่นี่เป็นเหมือนโลกของความฝันที่คอยให้พลังทั้งยามเหนื่อยล้าและเยียวยายามเจ็บปวด แต่เมื่อที่นี่คือความฝันชั่วขณะหนึ่งเราก็ต้องตื่นมาพบความจริงนั่นเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แม้จะตื่นแต่ภาพฝันที่จับต้องได้ของพวกเราก็ไม่เคยเลือนหายไป อาจจะจางบ้างในช่วงใช้ชีวิต แต่เมื่อกลับมาทบทวนคราใดภาพฝันนี้ก็ยังแจ่มชัดอยู่เสมอ
                                                                                         บันทึกที่เขียนค้างไว้
                                                                                          25 ธันวาคม 2560
SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments