(118) My favorite place is in your arms - NCT [OS]
'ฮัลโหล'

'ฮัลโหลพ่อ'

'แกโทรมามีอะไร'

'มะรืนจะบินกลับแล้วนะ จำได้ใช่มั้ย?

'อ้าวเหรอ'

'จะมารับที่สนามบินรึเปล่า?'

'ไฟลท์แกกี่โมง?'

'แลนด์ 11 โมง'

'11 โมงเหรอ? พ่อไม่ว่างติดประชุม ส่วนแม่แกก็ไปต่างจังหวัดกับเพื่อนเขากลับเย็นๆ แกนั่งแท็กซี่กลับบ้านเองได้มั้ย?'

'...'

'หงอยเลยเหรอ พ่อขอโทษนะ ยังไงตอนเย็นก็เจอกัน'

'ใช่ซะที่ไหนล่ะ พูดอะไรอย่างนั้น เจอกันนะพ่อ'



เฮ้อ...

จอง แจฮยอน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ทันทีหลังกดตัดสาย โทรศัพท์ถูกปาลงบนเตียงก่อนจะทิ้งตัวเองตามลงไป

ถึงปากจะบอกปัดแต่ก็แอบเสียใจอยู่ดี ทั้งที่ตัวเองมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองไม่ได้กลับบ้านหลายเดือนจนแทบจะเป็นปี ทั้งที่อุตส่าห์ย้ำนักย้ำหนาแล้วว่าบินกลับวันไหน แต่พอจะถึงวันจริงๆ คนในครอบครัวกลับลืมซะได้

ก็พอเข้าใจนะว่าพ่อยุ่ง เงินที่ส่งให้ได้มาเรียนทุกวันนี้ก็เงินพ่อ ส่วนแม่เองก็นานๆ ทีถึงจะได้เจอเพื่อน...แต่ทำไมถึงจะต้องไม่ว่างกันวันนั้นด้วยนะ

ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไปพักใหญ่ ไม่อยากจะทำอะไร เมื่อกี้เขายังตื่นเต้นรอเวลาที่คนในบ้านตื่นจะได้โทรหาเพื่อเตือนว่ามะรืนนี้เขาจะกลับแล้ว แต่กลายเป็นว่าพอโทรไปหากลับเจอเรื่องเซอร์ไพรส์กว่าซะอย่างนั้น ลักยิ้มที่เคยมีถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าไม่สบอารมณ์

แต่แล้วความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว แจฮยอนรีบควานหาโทรศัพท์ที่ถูกโยนไปที่ไหนสักแห่งบนเตียงก่อนจะเจอมันซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ปลายนิ้วสัมผัสลงบนโทรศัพท์เพื่อปลดล็อกและเลื่อนหาแอปพลิเคชั่นที่ใช้เป็นประจำด้วยความรวดเร็ว นิ้วโป้งขวาขยับเคลื่อนและกดเลือกด้วยความเคยชิน ในที่สุดหน้าจอก็แสดงผลส่วนที่เขาต้องการ

คนบนเตียงยกมืออีกข้างที่ว่างอยู่ขึ้นมาช่วยจับโทรศัพท์ พิมพ์ข้อความ และกดส่งในทันที

‘กูกลับมะรืนแล้วนะ มีใครมารับกูที่สนามบินตอนเที่ยงป่าว? 5555’

หลังส่งเสร็จแจฮยอนก็กดปิดหน้าจอและวางคว่ำโทรศัพท์ลงบนเตียง เขาเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวและเสื้อผ้าก่อนเดินเข้าห้องน้ำไป

ถึงตอนนี้ที่เกาหลีจะเช้าแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าพวกเพื่อนๆ น่าจะยังไม่ตื่นกัน คนที่อยู่ต่างไทม์โซนก็ได้แต่รอ



แจฮยอนใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่าปกติ เขาทั้งอาบน้ำสระผมส่วนหนึ่งก็เพื่อชำระล้างร่างกายตามปกติ แต่อีกส่วนก็เพื่อบรรเทาอาการหัวร้อนให้คลายลงบ้าง

หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเตรียมตัวออกไปข้างนอกเสร็จก็เดินกลับมาที่เตียง ชายหนุ่มพลิกโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง เมื่อเห็นหน้าจอแจ้งเตือนข้อความตอบกลับหลายข้อความเขาก็ไม่ลังเลที่จะเปิดเข้าไปไล่ดู

โดยอง: ไอแจนจะกลับมาแล้วว่ะ

วินวิน: ทักมาหาพวกกูงี้ แสดงว่าพ่อมึงไม่ว่างไปรับอ่ะดิ

เตนล์: มึงก็พูดตรงเกิน สงสารมันหน่อย

วินวิน: สงสารอะไรวะพี่ ก็พ่อมันทำงานหนักถึงได้ส่งมันไปเรียนนิวได้ป่ะ ถ้าจะสงสารก็มาสงสารกูนี่

จองอู: เย่ พี่แจนจะกลับมาแล้ว

ยูตะ: เฮ้ย มึงจะกลับแล้วเหรอ ว่างวันไหนนัดเลย

โดยอง: มันถามเรื่องใครจะไปรับมันไม่ใช่เหรอวะ?

เตนล์: เออว่ะ

วินวิน: แจนกูไม่ว่างนะ แม่กูบอกให้กลับบ้านไปทำอะไรไม่รู้อ่ะ

เตนล์: เออกูก็ไม่ว่าง มึงกลับเที่ยงแต่กูว่างแค่เย็นว่ะ

ยูตะ: กูก็ไม่ได้ ช่วงนี้พี่ที่บอโคตรเคี่ยว กูว่างเย็นเหมือนกัน

จองอู: ผมติดเรียนไปไม่ได้อ่ะพี่แจน

โดยอง: มึงบอกกูช้าอ่ะ กูเพิ่งนัดกะเพื่อนเมื่อคืน

แจฮยอนก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองรู้สึกยังไง ตอนที่พ่อบอกว่าไม่ว่างเขาก็เสียใจอยู่ประมาณหนึ่ง แต่พอนึกได้ว่ายังไม่หัวเดียวกระเทียมลีบ ตัวเองยังมีเพื่อนพี่น้องที่สนิทอยู่ ความรู้สึกน้อยใจครอบครัวก็ลดลงไปมาก เพื่อนก็ออกจะเยอะจะต้องมีสักคนบ้างแหละที่มารับเขาได้

...แต่สุดท้ายก็ไม่

นั่นยิ่งทำให้เฟลกว่าตอนแรกด้วยซ้ำ ที่สำคัญ...ในกลุ่มมีกัน 7 คนรวมตัวเอง แต่กลับมีคนตอบแค่ 5 คน อีกคนหนึ่งไม่คิดจะสนใจเลยด้วยซ้ำ

เฮ้อ...

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์เป็นรอบที่ล้าน

ช่างแม่ง...กลับจากสนามบินเองก็ได้วะ

มือเรียวค่อยๆ เก็บโทรศัพท์ใส่ในกระเป๋ากางเกง

ครืด...

การสั่นเตือนทำให้ชายหนุ่มที่เพิ่งจะเก็บโทรศัพท์ดึงมันออกมาจากกางเกงอีกครั้ง

John: แจน

ข้อความสั้นๆ ที่ถูกส่งมาส่วนตัวทำให้มุมปากของแจฮยอนยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

J: ว่า?

เขากดเข้าไปตอบข้อความอย่างรวดเร็ว

John: ที่บอกว่าให้ไปรับเที่ยงนี่ เครื่องแลนด์กี่โมง

หัวใจที่ห่อเหี่ยวเพราะถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วนค่อยๆ พองโต มันเต้นแรงขึ้นในทุกวินาทีที่ผ่านไป ข้อความจากอีกฝ่ายทำให้ถึงกับซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ ลักยิ้มของแจฮยอนปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบวัน

J: แลนด์ 11 โมง พี่จะมารับเหรอ?

ชายหนุ่มจ้องมองโทรศัพท์ไม่วางตาเหมือนกลัวว่าถ้าหากพลาดไปแม้เพียงเสี้ยววินาทีก็อาจจะไม่เห็นข้อความตอบกลับ

John: Safe flight นะ

ความน้อยใจที่เกิดตอนที่พ่อกับพี่ๆ เพื่อนๆ คนอื่นบอกว่าไม่ว่างรวมกันยังไม่ได้ครึ่งของความรู้สึกตอนนี้ด้วยซ้ำ แจฮยอนแทบจะปาโทรศัพท์ทิ้งเพราะข้อความสุดท้ายของอีกฝ่าย อุตส่าห์ทักมาหาส่วนตัวแทนที่จะตอบอยู่ในกรุ๊ป ถามว่าแลนด์กี่โมง ทำให้คนอื่นตั้งความหวังแล้วมาทำเมินคำถามที่ว่าจะมารับมั้ยด้วยการบอกแค่ ‘Safe flight’ เนี่ยนะ

แม่ง!




 
ชายหนุ่มต่อแถวยืนรอผ่านตม.อย่างหัวเสียเพราะจำนวนคนที่เยอะเกินไป...อันที่จริงเขาหัวเสียมาตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้วด้วยซ้ำที่ใครต่อใครก็พากันไม่ว่าง โดยเฉพาะคนที่มาให้ความหวังลมๆ แล้งๆ แถมตอนนั่งเครื่องกลับมายังประเทศบ้านเกิดยังซวยต้องนั่งติดกับคู่แม่ลูกที่เด็กเอาแต่ร้องไห้ตลอดไฟลท์ เครื่องบินก็ดันมาถึงเลทกว่าเวลาไปเกือบครึ่งช.ม. ไหนจะแถวรอผ่านตม.ที่ยาวเหยียดแต่กลับมีพนักงานตรวจคนเข้าเมืองอยู่แค่ 3 คน

ซวยชะมัด

ทันทีที่ผ่านตม. ไปได้เขาก็เดินตรงไปยังสายพานเพื่อรอรับกระเป๋าในทันที แจฮยอนไม่อยากจะรออะไรต่อไปอีก

เมื่อเห็นกระเป๋าของตัวเองไหลมา ชายหนุ่มก็เข้าชาร์จและยกออกจากสายพาน คนที่กำลังอารมณ์เสียรีบลากกระเป๋าใบใหญ่ผ่านศุลกากรไปด้วยความรีบร้อน ในตอนนี้เขาคิดถึงเพียงแค่บ้านหลังโตและห้องนอนส่วนตัว อยากจะทิ้งตัวลงบนฟูกอันใหญ่แล้วก็หลับไปซะจะได้ลืมเรื่องแย่ๆ ใน 2-3 วันนี้ไปให้หมด

ภาพที่ได้เห็นตอนผ่านประตูออกมาทำเอาแจฮยอนที่ไม่สบอารมณ์อยู่ก่อนแล้วยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ ป้ายชื่อรอรับคน ผู้คนที่มายืนรอรับเพื่อน พี่ น้อง ญาติสนิท มิตรสหาย หรือคนรัก แต่ไม่มีสักคนที่มารอเขา

แม่ง

แจฮยอนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นพร้อมๆ กับลากกระเป๋าเพราะอยากเลี่ยงภาพที่ทำให้เห็นแล้วรู้สึกโกรธขื้นไปกว่าเดิม



เสียงตะโกนดังลั่นสนามบินที่มาจากทางด้านหลังเรียกความสนใจให้แจฮยอนต้องหันกลับไปมอง

สิ่งที่ปรากฏขึ้นด้านหลังทำให้ดวงตาดวงเล็กของชายหนุ่มเบิกกว้าง ปากค่อยๆ ฉีกยิ้มออกแบบห้ามไม่อยู่

“พี่!”

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก้าวขายาวไม่กี่ก้าวก็เดินมาถึงเขา อีกฝ่ายหอบจนตัวโยนจึงไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้เปิดปาก “นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”

“พี่มาได้ไง” เมื่ออยู่ต่อหน้าคนตรงหน้า แจฮยอนก็กลายเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง

“ก็กลัวว่าถ้าไม่มาจะมีคนงอนแล้วไม่ยอมตอบคำถามเราอ่ะ” คนตัวสูงไม่พูดเปล่าๆ ระหว่างที่กำลังคุยมือข้างซ้ายก็เอื้อมไปชิงเอากระเป๋าใบใหญ่มาจากน้อง ส่วนมือขวาที่ว่างก็เอื้อมไปขยี้หัวอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู

“แล้วทำไมถึงไม่บอกตั้งแต่ตอนที่แชทมา ตอบมาแค่ Safe flight พี่นี่โคตรแย่” คนตัวเล็กเริ่มโวยวาย อันที่จริงตั้งแต่ที่หันมาเห็นอีกฝ่ายอารมณ์โกรธที่ค้างมา 2-3 วันก็หายไปหมด การเจอหน้าคนคนหนึ่งช่วยได้มากกว่าเตียงนุ่มๆ ที่บ้านด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องโวยวายสักหน่อย โทษฐานที่ทำให้ไม่สบอารมณ์มาได้หลายวัน

“ขอโทษนะแจน พี่เมีงานเมื่อเช้า ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะมารับทันมั้ย ถ้าบอกว่ามาได้แต่สุดท้ายดันไม่มาแจนก็ยิ่งโกรธพี่น่ะสิ” ชายหนุ่มกล่าวขอโทษขอโพย ทำไมเขาถึงจะไม่อยากมารับล่ะ แต่เพราะรู้นิสัยอีกฝ่ายดีถึงไม่อยากตอบส่งๆ ในสิ่งที่อาจจะเป็นไปไม่ได้ “ดีกันนะ” 

มือขวาที่ก่อนหน้านี้ใช้ลูบหัวอีกฝ่ายถูกดึงลงมาตรงกลางระหว่างทั้งคู่ ซอ ยองโฮหุบนิ้วที่เหลือยกเว้นเพียงนิ้วก้อย

แจฮยอนมองอีกฝ่ายที่พยายามง้ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดึงมือของตัวเองขึ้นมาเกี่ยวก้อยกับอีกฝ่าย

“เราหายโกรธตั้งแต่เห็นหน้าพี่แล้ว”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้าของทั้งสองคน ไอแห่งความสุขแผ่ซ่านจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมารู้สึกได้

“งั้นก็คงต้องพูดว่า...ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” ยองโฮอ้าแขนทั้งสองข้างออกจากกัน แจฮยอนเห็นแล้วก็รู้หน้าที่ของตัวเองในทันที คนตัวเล็กพุ่งตัวเข้ากอดอีกฝ่าย ส่วนคนเป็นพี่ก็โอบกอดคืนอย่างอบอุ่น

คนในอ้อมกอดหันไปกระซิบเบาๆ เพื่อบอกสิ่งที่อยากพูดให้กับคนเป็นพี่ได้ฟัง “ที่ที่เราชอบที่สุดไม่ใช่เกา ไม่ใช่นิว ไม่ใช่บ้าน หรือเตียงหรอกนะ...แต่เป็นในอ้อมกอดพี่นี่แหละ คิดถึงจัง”

คำพูดของน้องทำเอายองโฮหูแดงขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว

ทั้งคู่กอดกันอยู่นานกว่าจะผละออกจากกัน คนพี่เป็นฝ่ายเดินนำไป มือหนึ่งของเขาลากกระเป๋า ส่วนอีกมือก็คว้ามือเรียวของน้องไว้แน่นอย่างกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายตัวไป

ก็ต้องกลัวแหละ...แจฮยอนหายไปจากเขาตั้งหลายเดือน ไม่อยากให้หายไปอีกแล้ว























“เออพี่ ที่ถามไว้วันที่เราจะบินไปนิวแล้วเราบอกว่าขอคิดดูก่อนอ่ะ...ตกลงนะ” 

12/02/2563
SHARE

Comments