วันที่ห้ากับการอยู่กับตัวเอง
สถานะการณ์ตอนี้ โควิด ระบาดอย่างหนักเลยจ้า

เห้ออ... วันนี้ก็เข้าวันที่ห้า ที่ทางมหาวิทยาลัยสั่งปิด

ถ้านับๆก็จะเป็นวันที่สี่ ที่ทางรัฐบาลออกประกาศมาให้มีการปิดสถานที่ต่างๆ 14 วัน

เราเป็นนิสิต ที่ถ้านับจากวันประกาศคืออีกสองอาทิตย์มีสอบ

ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพับเก็บแบบ แผนที่วางไว้ล่มหมดเลย

ล่มแบบ ไม่รู้ควรจะทำอะไรดี

จากที่ควรจะดีใจนะ

แต่กลายเป็นว่าเราเริ่มเครียด


ความเครียด ไม่ได้เกิดจากโรคระบาดมากขนาดนั้น 

แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นผลกระทบจากโรคเหมือนกัน

ต้องมานั่งคิดว่า เห้ย เราติดยังว่ะ

ถ้าติดแล้วเราจะต้องทำตัวยังไงดี

และเราในฐานะนิสิตตัวเล็กๆ ที่ห่างจากบ้านมาไกลมากๆ

ถ้าป่วยขึ้นมาคงไม่มีใครดูแล คงไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวของเราเอง

จะกลับบ้าน ก็กลับเอาเชื้อโรคกลับไประบาดที่บ้าน

ยิ่งที่บ้านไม่เหมาะแก่การกักตัว

แล้วไหนจะคนแก่อีก ที่ถ้าหากติดแล้วความเสี่ยงในการทรุดและอาการหนักสูงกว่าคนอายุน้อยๆอย่างเราๆ

เมือไปไหนไม่ได้ การนอนอยู่ในห้อง และนั่งทำงาน กลายเป็นสิ่งที่ทำในทุกๆวัน

ตื่นมาเปิดคอม เช็คนู่นนี้นั้น วันนี้มีข่าวอะไรไหม

มีอะไรที่เราต้องกลัวไหม โอเค ไม่มีนอกจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลก็ยังคงไม่ทำอะไรอยู่ดี นอกจากสั่งปิด และทำความสะอาดเมือง ที่เห็นภาพออกมาแล้วมีที่เดียว โอเคเขาอาจจะถ่ายแค่ตรงนั้นมา

วันนี้มีข่าวอะไรจากทางมหาลัยไหม จากอาจารย์ไหม จะมีการส่งงาน นำเสนองานยังไง การสอบยังไง ไลน์ เมล กลายเป็นสิ่งสำคัญขึ้นมาทันที

จากนั้นก็หาข้าวกิน ซึ่งการเซฟตัวเองมากที่สุดคือการทำกับข้าวในห้อง เราไม่ได้ตุนอาหารนะ เพราะหน้าหอก็มีทั้งเซเว่น ทั้งโลตัส แถมไม่มีตังค์ด้วย

ซึ่งมันกลายเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถวางแผนอะไรได้เลยสักอย่าง

ได้เพียงแต่เตรียมตัวเองให้พร้อม ถ้าเกิดอยู่ๆอาจารย์จะให้ส่งงานขึ้นมา อาจารย์จะให้นำเสนองาน หรืออาจารย์จะสอบ เราต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง

ที่นี้มันเริ่มเกิดความเครียดขึ้นเพราะเรานั่งๆนอนๆอยู่ในห้องคนเดียว ไม่ได้ออกไปพูดคุยกับใคร อยากจะคุยกับเพื่อนก็แค่มีเรื่องงาน

อยากจะออกไปถ่ายรูป ออกไปหาอร่อยๆกิน ก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าควรจะออกไปดีไหม

ขนาดแค่จะออกไปหาข้าวกินหน้าหอ ยังคิดหนักเลย

ไม่รู้ว่าตอนนี้ในเมืองเงียบมากแค่ไหน

เราได้แต่ยืนมองจากริมระเบียงห้อง มองความเปลี่ยนแปลงไปของผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาหน้าหอ

คนส่วนใหญ่เริ่มกลับบ้านเพราะรู้สึกปลอดภัย ใช่มันปลอดภัยจริงๆนั้นแหละ 

แต่เรากลับรู้สึกว่าห่วงที่อยู่ตรงนี้ยังมีเยอะจนเกินไป และด้วยความกังวลจากข้างต้นด้วยแล้วนั้น อยู่นี้น่าจะเซฟมากที่สุด แม้จะอยู่เกือบศูนย์กลางของการระบาดในประเทศไทยเลยก็ตาม



ทีนี้เราอยู่กับตัวเองมากๆ(ก็ห้าวันแล้วอะ)

มันเกิดความคิดขึ้น

เมือไหร่โรคระบาดนี้มันจะหยุดสักทีว่ะ

เราจะต้องสูญเสียอะไรให้กับมันหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆเราเห็นความร่วมมือของคนไทย ที่เวลาเกิดวิกฤตอะไรขึ้น

คนไทยไม่ทิ้งกัน

หลังจากนี้

ถ้ามันหยุดระบาดแล้ว เราจะต้องทำยังไงต่อหรอ

เราจะกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมได้ตอนไหน

แผนที่วางไว้ในปีนี้เลื่อนไปหมด 

เอาแบบที่เห็นได้ชัดเลยก็คือการฝึกงาน ที่ต้องเลื่อนจากปิดเทอมใหญ่ ไปปิดเทอมเล็ก

แล้วเทอมหน้าเราเองก็ขึ้นปีสี่แล้วด้วย ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมกับการเรียนจบ

ทั้งยังวางแผนไว้แล้วว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศก่อนที่จะเรียนจบ

แผนล่มหมดเลยจ้าาา ล่มจริงๆ 

ต้องใช้เวลาแบบว่างๆก็สองเดือนกับการไม่รู้จะทำอะไร ไม่สิ ตอนนี้ก็สามเดือนแล้ว

แม่งเหมือนย้อนกลับไปตอนรอผลแอดเลยอะ

ที่ไม่รู้จะต้องทำอะไรกับชีวิต

วันๆนั่งอยู่หน้าจอคอม ดูความเคลื่อนไหวของคนอื่น

นั่งฟังเพลงจนวนกลับมาเพลงเดิมเป็นรอบที่เรียกได้ว่าน่าจะรอบที่ร้อย

ซีรีย์ที่นั่งดูแบบ ไอ้เชี่ย จะหมดแล้ว

จะไม่มีอะไรดูแล้ว แล้วยังงี่ควรจะหาเรื่องอะไรดูดี

หนังที่ตั้งใจว่าจะไปดู รอมาสองสามปี แต่เลื่อนฉายแบบไม่มีกำหนด

โอ้ยยยยย มันเครียด

เห้อออ...

นี้ยังโชคดีที่ไปไหนก็ได้ ลงไปหาอะไรกินได้ ออกไปข้างนอกได้ เพียงแค่เลี่ยงที่จะไม่ไป

ไม่อยากจะนึกเลยว่าคนที่ต้องกักตัว 14 วันในบ้าน หรือในห้องจะอาการเป็นแบบไหน

เป็นบ้าเหมือนกันไหมที่เริ่มโวยวายกับตัวเองแล้วเนี่ยย

จบโควิด น่าจะต้องพบจิตแพทย์ว่ะ 

55555555555




SHARE

Comments

DearGreentea
7 months ago
ขอให้ปลอดภัยนะคะ ระวังตัวให้มากๆ ผ่อนคลายให้มากๆนะคะ Positive thinking เข้าไว้ค่ะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ✌🏻
Reply