(116) Let yourself lean on me [OS]
พอหมดช่วงโปรโมทฮเยจินก็ไม่ได้เจอกับสมาชิกในวงทุกวันเหมือนกับก่อนหน้านี้ ถึงในวงจะสนิทกันมาแค่ไหน ยังไงคนเราก็ต้องมีเวลาส่วนตัวบ้างเหมือนกัน พวกเธอยังคงพูดคุยผ่านแชทอยู่ตลอดดังนั้นการไม่เห็นหน้ากันบ้าง 2-3 วันก็คงไม่ทำให้ใครขาดใจตาย

แต่ก็อาจจะยกเว้นไว้คนหนึ่ง...


 
ฮเยจินออกจากห้องไปซื้อของสดที่ตลาดในตอนสายหลังจากตื่นนอนและกลับมาถึงคอนโดประมาณเที่ยง แต่แทนที่เธอจะไปยังชั้น 16 ซึ่งมีห้องของเธออยู่ฮเยจินกลับกดลิฟท์ไปชั้นที่ 19

หญิงสาวเดินตรงไปยังห้องที่แม้จะไม่ใช่ห้องของตัวเองแต่ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี

เธอกดกริ่งเรียกให้เจ้าของห้องมาเปิดประตู และรอไม่นานคนที่อยู่ภายในก็เดินมาเปิดให้เข้าไปภายในเสี้ยววินาทีเหมือนว่ารอการมาถึงของเธอนานแล้ว

“กำลังรออยู่เลย” คนที่มาเปิดประตูกล่าวทักทาย หล่อนฉีกยิ้มก่อนจะรับของจากมือของฮเยจินมาและนำไปวางไว้ในครัว

“ทำไมวันนี้พี่ตื่นเร็วจัง” ฮเยจินถาม ปกติในวันว่างหล่อนมักจะไม่ใช่แค่ตื่นสายแต่เป็นตื่นบ่าย แต่วันนี้แค่กดกริ่งเรียกครั้งเดียวก็มาเปิดประตูให้โดยที่แทบจะไม่ต้องรอ มันก็อดสงสัยไม่ได้

“ก็เรามีนัดกันนี่คะ แฟนมาที่ห้องทั้งทีพี่ก็ต้องตื่นมารอหน่อย” คนเป็นพี่ตอบ

ฮเยจินอมยิ้มให้กับคำตอบของคนรัก หญิงสาวไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรต่อ เพียงแต่เดินไปยังโซนครัวและเริ่มต้นทำอาหาร

ตอนที่ยังเป็นเด็กฮเยจินมักจะเข้าครัวช่วยแม่อยู่บ่อยๆ ก็เลยได้วิชาการทำอาหารติดไม้ติดมือมาจนเชี่ยวชาญประหนึ่งว่าเรียนจบวิชาการทำครัวมาโดยตรง แต่พอเริ่มเป็นเด็กฝึกและได้เดบิวท์ ตารางงานมหาศาลก็ทำให้ฮเยจินมักจะหลีกเลี่ยงการทำอาหารด้วยเหตุผลว่า ‘ขี้เกียจ’ โดยเฉพาะในวันหยุดที่มีอยู่น้อยนิด เธออยากจะอยู่บ้านสบายๆ สั่งอาหารมาทาน แล้วก็นั่งเล่นนอนเล่นดูทีวีไปเรื่อยๆ จนหมดวัน

แต่นับตังแต่ที่ตกลงเป็นแฟนกับ ‘คิม ยงซอน’ เธอก็กลับมาทำอาหารบ่อยๆ อีกครั้งแม้แต่ในวันหยุด เพราะเห็นอาหารที่ยงซอนกินแต่ละอย่างแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เธอที่อยากจะให้อีกฝ่ายได้กินอะไรดีๆ บ้าง จึงยอมลงมือเข้าครัวทำอาหารเองบ่อยๆ

ยงซอนเดินตามเข้ามาในครัวและช่วยน้องทำอาหารในทันที ถึงฝีมือการปรุงอาหารจะไม่ได้ดีเท่าแฟน แต่การล้างผัก หั่นเนื้อก็ไม่ได้เกินความสามารถลีดเดอร์ของวงนัก

คนเป็นพี่รับหน้าที่คอยจัดเตรียมวัตถุดิบ ส่วนคนน้องก็ประจำอยู่หน้าเตาเพื่อคอยปรุงอาหาร จนกระทั่ง...



“โอ๊ย” เสียงร้องดังลั่นของคนเป็นพี่ทำให้ฮเยจินตกใจและหันมามองด้วยความเป็นห่วงก่อนที่จะเห็นหยดเลือดสีแดงไหลออกมาจากปลายนิ้วของอีกฝ่าย

“พี่ยง! เป็นอะไรมากมั้ย” ฮเยจินละจากการทำอาหารและพุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังคนรักของตน หญิงสาวเข้าชาร์จคนที่ถูกมีดบาดและพาอีกฝ่ายไปนั่งในทันที

เธอคุ้นเคยกับห้องนี้มากพอที่จะรู้ว่าอุปกรณ์ในการทำแผลอยู่ที่ไหน หญิงสาวเดินไปหยิบกล่องพยาบาลและเริ่มต้นทำแผลให้กับคนเป็นพี่พร้อมๆ กับพูดไปด้วย

“แปลกจัง ปกติพี่ระวังมากนี่นา ทำไมวันนี้ถึงโดนมีดบาดได้ล่ะ” ฮเยจินตั้งข้อสังเกต พี่ยงซอนของเธอถึงจะดูเป็นคนเด๋อด๋าแต่ความจริงแล้วระมัดระวังยิ่งกว่าใคร เวลาทำอาหารจึงมักจะเป็นเธอที่ได้เลือดจนอีกฝ่ายต้องคอยปฐมพยาบาลให้ แล้วทำไมวันนี้ถึงได้กลับตาลปัตร

“ไม่มีอะไร พี่แค่ซุ่มซ่ามเอง” คำตอบของยงซอนทำให้ฮเยจินถึงกับต้องหรี่ตามองด้วยความสงสัย แต่คนที่ถูกจ้องก็แค่ยิ้มกว้าง

“งั้นพี่นั่งพักเถอะ เดี๋ยวมื้อนี้ฉันจัดการเอง”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวพี่...”

“น้า ถือซะว่าวันนี้ให้ฉันโชว์ฝีมือเถอะนะ”

“ฮเยจินอา...”



อาหารจานสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ ฮเยจินถอดผ้ากันเปื้อนกลับไปวางในครัวแล้วจึงเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับยงซอน

ตรงกลางระหว่างทั้งคู่มีอาหาร 3-4 อย่าง และที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ต๊อก’ ถึงเธอจะคิดว่าเจ้าสิ่งนั้นดูจะไม่มีประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อคนเป็นพี่ชอบกินมันเป็นชีวิตจิตใจ เธอก็เห็นว่าการทำตามความชอบของอีกฝ่ายนั้นสำคัญไม่แพ้เรื่องคุณประโยชน์ ให้คนพี่ได้กินอะไรตามใจปากบ้างก็ได้ยิ่งในช่วงพักผ่อนแบบนี้

ส่วนพืชผักหรืออาหารหมู่อื่นๆ ก็เสริมเอาจากเมนูอื่นเอาก็ได้

“กินสิพี่ยง” ฮเยจินเอ่ยปาก เธอเอาแต่จ้องรั้งรอให้แฟนเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนโดยไม่คิดจะหยิบช้อส้อมไว้ในมือตราบใดที่อีกฝ่ายยังไม่เริ่มกิน

ยงซอนจึงเอื้อมมือไปจิ้มต๊อกของโปรดขึ้นมาเป็นอย่างแรก ทันทีที่อาหารถูกตักใส่ปากหล่อนก็แสดงสีหน้าแห่งความสุขออกมา

“อร่อยเหมือนเดิมเลยนะ” คำชมของยงซอนทำให้ฮเยจินยิ้มแป้นก่อนที่จะเริ่มต้นทานอาหารบ้าง


 
“เดี๋ยวพี่เก็บเอง” ยงซอนพูดขึ้นเมื่อเห็นฮเยจินรวบช้อน แต่กลับถูกอีกฝ่ายกล่าวห้าม

“ไม่ต้องเลยพี่ยง พี่ไปนั่งดูทีวีเฉยๆ เถอะ นิ้วพี่เพิ่งโดนมีดบาดมา ปกติพี่ก็เป็นคนล้าง วันนี้ให้ฉันทำเถอะนะ”

ยงซอนเกือบจะอ้าปากเถียงกลับ แต่เมื่อเห็นสายตาของฮเยจินก็ได้แต่กลืนคำที่คิดไว้ลงคอไปกลายเป็นเด็กว่าง่ายทำตามที่น้องบอก

ฮเยจินเก็บอาหารที่เหลือลงในกล่องและใส่ตู้เย็น ส่วนจานชามก็นำไปล้างในทันทีจะได้ไม่ต้องเหนื่อยล้างทีหลัง

หลังเก็บกวาดจานอาหารและโต๊ะเสร็จหญิงสาวก็เดินไปนั่งลงบนโซฟาข้างๆ คนที่นั่งอยู่ก่อน ทั้งที่โซฟาตัวก็กว้างแต่ฮเยจินกลับนั่งเบียดกับพี่ที่นั่งอยู่ก่อนจนแทบจะรวมเป็นร่างเดียว ฝ่ายยงซอนเองก็ไม่ได้มีทีท่าไม่พอใจ แถมหล่อนยังยกแขนขึ้นมาโอบไหล่คนข้างๆ และดึงตัวอีกฝ่ายให้ขยับชิดเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม

ทั้งคู่นั่งดูซีรีส์ที่คนพี่เป็นฝ่ายเปิดด้วยกันจนกระทั่งตอนแรกจบลง

“พี่ยง”

“...”

“พี่ยง”

“...”

“พี่ยง!”

“...”

“พี่ยง!!!”

“...”

“พี่ยง!!!!!!!!!!!”

“อะ...อ้าว ตอนหนึ่งจบแล้วเหรอ เดี๋ยวพี่ไปเปลี่ยนตอนก่อนนะ”

“ไม่ต้องเลย! ช่างหัวซีรีส์อะไรนั่นไปก่อน พี่นั่งอยู่นี่แล้วหันมามองฉัน”

ยงซอนหันมามองฮเยจินอย่างงงๆ อยู่ๆ น้ำเสียงและท่าทีของน้องก็เปลี่ยนไปเป็นจริงจัง ทั้งที่น้อยครั้งน้องจะทำเสียงและท่าทางแบบนี้

“พี่เครียดเรื่องอะไร?” ฮเยจินเอ่ยปากถาม สายตาของเธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของพี่เพื่อหาความจริง

“ปะ...เปล่านี่ ไม่มีอะไร” ยงซอนปฏิเสธในทันที แต่การถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้หล่อนพูดตะกุกตะกัก

“พี่ยง... พี่โกหกฉันไม่ได้หรอก” ฮเยจินยังคงถามเค้นเอาคำตอบต่อในเมื่อคำตอบของอีกฝ่ายฟังยังไงก็รู้ว่าไม่จริง

“ไม่มีอะไรจริงๆ” คนเป็นพี่ยังคงพูดปด

ฮเยจินได้แต่ถอนใจก่อนจะเอื้อมมือเรียวตรงเข้าประคองที่ข้างแก้มของคนเป็นพี่เพื่อดึงอีกฝ่ายหาตัวพร้อมกับโน้มศรีษะของตนเพื่อกดริมฝีปากเข้าจูบอีกฝ่ายในเสี้ยววินาที

ยงซอนกระพริบตาปริบๆ ทำตัวไม่ถูกไปครู่หนึ่งที่จู่ๆ น้องก็จูบแบบไม่ทันตั้งตัว แต่พอได้สติหล่อนก็ขยับปากจูบตอบ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ ฮเยจินถึงได้จูบหล่อน แต่การโดนแฟนตัวเองจูบก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องหาเหตุผลอยู่แล้ว

หลังจากยงซอนรู้ตัว หล่อนก็พลิกกลับมาเป็นฝ่ายคุมเหมือนกับทุกที คนเป็นพี่เปลี่ยนจูบให้ร้อนแรงจนฮเยจินหลุดครางในลำคอ อากาศในปอดค่อยหมดลงเพราะการจูบที่ดูจะไม่สิ้นสุดลงเสียที

แม้ว่าน้องแทบจะขาดใจแต่ยงซอนก็ยังคงไม่ปล่อย หล่อนยังคงกวาดเรียวลิ้นไปทั่วจนอีกฝ่ายถึงกับต้องผลักหล่อนออกเพื่อหยุดการกระทำ

ฮเยจินหอบจนตัวโยนทันทีที่ปากว่าง เธอหายใจอยู่พักใหญ่ก่อนจะพูด “พี่จะฆ่าฉันเหรอ”

“แหะ... เปล่านะ”

เธอสูดอากาศและผ่อนลมออกอีก 2-3 ทีก่อนจะกลับมาจริงจังอีกครั้ง “ปากก็ไม่ได้แข็งแล้วทำไมพี่ถึงเอาแต่ปฏิเสธอยู่ได้ล่ะ”

“...” ยงซอนอึ้งกับคำพูดของอีกฝ่าย สายตาเธอหลุบต่ำลงเพื่อหลบเลี่ยงอย่างรวดเร็ว

ฮเยจินถอยหายใจอีกครั้ง มือข้างหนึ่งเอื้อมไปกุมมืออีกฝ่าย ส่วนอีกข้างก็ตรงเข้าประคองแก้มของพี่อย่างเบามือและอ่อนโยนเพื่อเรียกให้ยงซอนกล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตา

“พี่ไม่ต้องพยายามปิดบังฉันหรอก ถึงพี่จะทำตัวเหมือนสดใสร่าเริงเป็นปกติ แต่ฉันดูออก”

ฮเยจินสังเกตเรื่องนี้มาสักพักแล้ว ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้พูดอะไรเพราะคิดว่ายงซอนอาจจะเครียดจากการทำงาน จึงเพียงแค่ให้กำลังใจอีกฝ่ายอยู่ตลอด แต่พอได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแบบวันนี้สิ่งที่สงสัยอยู่ก็ได้รับการคอนเฟิร์มให้มั่นใจ ยงซอนจะต้องมัวแต่คิดอะไรในหัวถึงได้เผลอเฉือนนิ้วตัวเอง แม้แต่ต๊อกของโปรดที่ปกติกินจนเรียบกลับเหลือเกินครึ่งจาน ไหนจะซีรีส์ที่เจ้าตัวบ่นนักบ่นหนาว่าไม่มีเวลาดูแต่พอมีเวลากลับเอาแต่เหม่อไม่สนใจ

“พี่ไปเห็นกระทู้ที่เนติเซนตั้งคำถามเรื่องที่พวกเราแอบคบกันอยู่ใช่รึเปล่า?”

คำพูดของฮเยจินเหมือนลูกธนูที่ปักลงตรงกลางเป้า ยงซอนอ้าปากด้วยความตกใจ หล่อนไม่คิดว่าฮเยจินจะถึงขนาดเดาใจหล่อนได้ขนาดนี้

“เธอรู้?”

“ถึงฉันจะไม่เห็นตอนพี่เปิดอ่าน แต่ตอนฮวีนส่งกระทู้มาให้ฉันดูฉันก็เดาได้ว่าพี่ต้องเครียด ฉันแฟนพี่นะ”

แววตาของยงซอนสั่นไหว ความกังวลที่เคยถูกเก็บไว้ถูกปลดปล่อยออกมาผ่านสายตา ฮเยจินที่เห็นแล้วก็ได้แต่รู้สึกเจ็บปวด

ปกติยงซอนไม่ใช่คนที่เก็บทุกอย่างไว้ในใจมากมายเท่ากับฮวีอินเพื่อนรักของเธอ ในช่วงที่เป็นเด็กฝึกหรือเดบิวท์แรกๆ เธอจึงเอาแต่คิดว่าพี่ไม่ได้เครียดอะไรกับปัญหาที่วงต้องเผชิญ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วบังเอิญแอบไปเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ในช่วงที่วงเจอดราม่าถึงได้รู้ว่าที่ผ่านมาไม่ใช่ว่ายงซอนจัดการกับภาระปัญหาของวงได้ แต่พี่พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะคอยปกป้องพวกเธอ หล่อนจึงแทบจะไม่เคยปริปากบ่นเกี่ยวกับปัญหาและเอาแต่แบกรับเรื่องไว้คนเดียว

แต่ก่อนเธอเองก็ไม่กล้าถามว่ายงซอนรู้สึกยังไงด้วยความเป็นน้อง จนกระทั่งสถานะระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนเธอถึงได้ไม่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายต้องแบกภาระไว้ด้วยตัวคนเดียว

“แล้วก็ไม่ใช่แค่ฉันกับพี่ ยังมีฮวีนกับพี่บยอลอีก พี่เข้าไปอ่านหมดเลยใช่มั้ย?”

ยงซอนพยักหน้ารับแต่โดยดีเมื่อถูกอีกฝ่ายต้อนจนจนมุม

“แต่พี่ก็ต้องปล่อยวางบ้างนะ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนติเซนตั้งกระทู้เดาสุ่มอะไรแบบนี้พี่ก็รู้ คนพวกนั้นตั้งข้อสงสัยเรื่องพวกเราไม่รู้กี่รอบแล้ว คราวแรกก็ฉันกับฮวีน พี่กับพี่บยอล ถัดมาก็พี่กับฮวีน ฉันกับพี่บยอล เขาก็เดากันไปเรื่อยๆ แค่คราวนี้มันบังเอิญถูกคู่แค่นั้นเอง”

“ฮเยจินอา… แต่เรื่องนี้มันมีผลมากนะ”

ถึงโลกในยุคปัจจุบันจะเปิดรับกับความรักในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่กับประเทศที่พวกเธออยู่ โดยเฉพาะเมื่อพวกเธอเป็นคนของประชาชน เป็นไอดอลให้กับคนอีกมากมาย แถมชีวิตยังต้องขึ้นอยู่กับชื่อเสียง การไม่ถูกมองว่าผิดแปลกไปจากเพศชายจริงหญิงแท้ย่อมดีกว่า ดังนั้นเรื่องของฮเยจินกับยงซอน รวมถึงฮวีอินกับบยอลอีจึงถูกปิดไว้เป็นความลับ นอกจากพวกเธอในวงกันเองแล้ว ก็มีแค่พี่ผู้จัดการกับประธานบริษัทอีกแค่ 2 คนที่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นการถูกจับผิดถึงได้สร้างความกังวลอันใหญ่หลวงให้กับยงซอน

“พี่ยง... แล้วเขาจะมารู้กับเราได้ยังไง เราก็อยู่กันแค่ในห้องพี่กับห้องฉัน ฮวีนกับพี่บยอลก็ระวังตัวกันมากนะ คนยังเชื่อว่าพี่เป็นแฟนกับพี่บยอลมากกว่าเลย”

“แต่…” ฮเยจินคว้าตัวอีกฝ่ายเข้ามาไว้ในอ้อมกอดเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายยังคงกังวลไม่ต่างจากเดิม เธอประคองให้หัวของพี่พิงซบเข้ากับตัวเธอเอง

“พอแล้วพี่ยง ถึงเรื่องพวกเราจะหลุดออกไปจริงยังไงก็ต้องมีทั้งคนชอบไม่ชอบอยู่ดี ฉันเชื่อว่ายังไงมูมู่ก็จะยังสนับสนุนเราเสมอ พี่อย่าเครียดเรื่องนี้มากเลย มีอะไรก็บอกฉัน บอกพี่บยอล บอกฮวีนบ้างเถอะ อย่าเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว พวกเราก็อยากให้พี่มีความสุขเหมือนกับที่พี่พยายามซ่อนภาระเพื่อให้เราได้มีความสุขนะ”

ฮเยจินรู้สึกได้ความเปียดชื้นบริเวณแขนของตัวเองจึงตัดสินใจคลายอ้อมกอด เธอถึงได้เห็นน้ำตาที่พี่พยายามซ่อนไว้ตลอด

เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับอีกฝ่าย เธอใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาให้กับอีกฝ่ายอย่างเบามือ “ให้ฉันได้แบ่งเบากับพี่บ้างเถอะนะ”

หญิงสาวประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากของคนเป็นพี่อย่างนุ่มนวล

ถึงรสชาติของน้ำตาที่ปะปนอยู่ภายในปากจะเค็ม แต่ความรักระหว่างทั้งคู่ทั้งในฐานะพี่น้อง เพื่อนร่วมวง หรือคนรัก ก็ทำให้สัมผัสอันลึกซึ้งนี้มันหอมหวานและอบอุ่นแบบที่สัมผัสใดในโลกก็เทียบไม่ติด
 



10/02/2563


พูดคุย:

สมัยเข้าวงการอ่านฟิคใหม่ๆ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเขียนเอง (ใช้คำว่าสมัยก็ดูจะห่างไกล ทั้งที่เพิ่งปลายปีที่แล้วนี้) คู่นี้เป็นคู่ที่เราไม่ชิปเลยค่ะ ส่วนตัวรู้สึกว่าโมเมนต์น้อยมาก คิดว่าน่าจะน้อยที่สุดในวงแล้ว ถึงมีก็เป็นความรู้สึกแบบพี่น้องมากกว่า ต้องให้เครดิตนักเขียนท่านหนึ่งผู้รันวงการลีมักหรือฮวาซัน (คิดว่าถึงไม่เอ่ยชื่อก็น่าจะทราบกันดี ถ้าได้เข้ามาอ่าน ขอบคุณนะคะที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆ มาให้อ่าน) ไอเราก็อ่านจนรู้ตัวอีกทีก็ลงเรือฮวาซันตามแบบไม่รู้ตัวแล้วค่ะ

ส่วนเรื่องนี้มีที่มาจากการที่วันก่อนเปิดไอจีแล้วได้อ่านบทสนทนาในรายการไอดอลเรดิโอที่มามามูไปออก พออ่านแล้วรู้สึกมัน touch มากๆ ลีดเดอร์ผู้ปกป้องคนอื่นกับมักเน่ที่อยากช่วยลีดเดอร์บ้าง ตอนแรกก็แค่อ่านแล้วซึ้งกับความสัมพันธ์ของเมมเบอร์ แต่ซึ้งไปซึ้งมาก็กลายเป็นเรืออย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ

บทสนทนาที่ว่า:

https://www.instagram.com/p/B8VJhrnhK8Z/?igshid=1c7qk9bcy5ebc


ขอบคุณที่เปิดผ่านเข้ามาค่ะ

SHARE

Comments