ตัวร้ายคือด้านมืดในตัวเรา
         มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับด้านขาวและด้านมืดในตัวเอง ด้านขาวคือมุมชีวิตปกติ ที่มี ความรัก ความเมตตา ความสุข ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ด้านมืดคือมุมสะท้อนจิตใจที่ไม่เป็นไปตามคาดหวังพลังงานลบ ความคิดลบ ความโกรธ เกลียด ความกระหาย ความพอใจส่วนตน การแก่งแย่งชิงชัง
พวกเราล้วนมีกันทุกคนน เป็นเรื่องปกติธรรมดา ของมนุษย์ แต่ทว่า
ด้านมืดเหล่านี้มีพลังซ่อนเร้นที่น่ากลัวอยู่ บางคนอาจเรียกมันว่าปีศาจ
พลังที่น่าพิศวงนี้ทำให้นึกถึง คำพูดหนึ่งซึ่งไม่แน่ใจว่าจะอ้างอิงมาจากใครดี แต่ผู้อ่าน คงได้ยินมาบ้างแล้ว นั่นคือ เมื่อเรารักใครก็ตามความรักที่ไม่สมดังใจเรา อาจแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดได้ แต่ความเกลียดไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นความรักเลย นอกจากเกลียดมากขึ้น
เห็นได้ชัดว่าปีศาจตนนี้ละโมบโลภมากในการครองพื้นที่ในจิตใจเรา ร้ายกาจยิ่งกว่ามะเร็งร้ายตัวไหนๆซึ่งลุกลามเร็วและไม่อาจสังเกตุเห็นชัดเจนเป็นรูปธรรม ถือเป็นภัยร้ายซ่อนเงียบกันเลยทีเดียว
พลังงานเหล่านี้ยิ่งสะสมมากเท่าไหร่เหมือนยิ่งเพิ่มพลังให้ปีศาจร้ายเติบโตและมีอำนาจบงการเราให้ทำในสิ่งที่ต้องการโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด
    แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้เรารอดพ้นจากปีศาจร้ายผู้ละโมบโลภมากนั้น นั่นคือ การยึดมั่นในคุณงามความดี การมี ศีล สติ สมาธิ ปัญญา ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันทางใจ ที่จะทำให้เรารอดพ้นจากปีศาจนั้น ทุกๆนาทีที่เราจมอยู่ในมุมมืด เราต้องรู้ทันและปลุกตัวเองจากความมืดนั้นในทันที อย่างที่บอกว่า ศีล สติ สมาธิ  ปัญญาเท่านั้น ที่ทำให้เรารอดพ้นจากปีศาจในตัวเรา บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ 
ศีล คือ การรักษาความปกติของมนุษย์ มีความเกรงกลัวต่อผลลัพท์ที่ไม่ดีถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดี เมื่อเราเกรงกลัวสิ่งไม่ดี ยึดมั่นสิ่งดีงาม สังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข

สติ คือ การรู้ทันตัวเรา   รู้ทันตัวเขา  รู้ทันความคิด และสังเกตุพฤติกรรม เมื่อเรามีสติเราย่อมนึกได้ถึงเหตุการณ์ที่จะตามมาทำให้หาวิธีป้องกันและแก้ไขได้ทันท่วงที

สมาธิ คือ การจดจ่อ ในสิ่งที่ดี ลบล้างความมืดดำในจิตใจให้จางลง 

ปัญญา คือ การใช้ความคิดต่อสู้กับทุกๆปัญหา ไตร่ตรองทุกๆผลลัพท์ ของการกระทำ

จุดเริ่มต้นการหล่อหลอมคน คือ ครอบครัว ความรักความเมตตา คำสั่งสอน ความไว้ใจ ความอบอุ่นปลอดภัย ให้มีฐานมั่นคง
ต่อมาเป็นสถานศึกษา คือ แหล่งหล่อหลอมให้เป็นรูปร่าง ที่พอดี ในการเข้าอยู่ร่วมกับสังคม เป็นสังคมจำลองเล็กๆ ที่ให้เราได้ปรับตัว ก่อนเจอสังคมภายนอก ทัศนคติ มุมมอง ค่านิยม ประสบการณ์ ทั้งดีและร้าย แน่นอนว่าเราได้มาจากที่นี่ เกิน 50 เปอร์เซ็น
สิ่งที่มีค่าที่สุด คือการให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
ไม่กลั่นแกล้ง ไม่เหยียดหยาม ไม่ถูกลดคุณค่าโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งเปรียบเหมือนเปลวไฟแห่งชนวนที่คุกกรุ่นอยู่ภายในมุมมืดของตัวเรา อย่าปล่อยให้เรามีความคิดผิดๆ มองความรู้สึกคนอื่นเป็นเรื่องน่าตลก
ใช้วาจา ถากถางให้คนอื่นเสียน้ำใจ เสียดสีให้ สนุกสนานหรือเพื่อเป็นการพูดกดให้ดูว่าตัวเองเหนือกว่า มันเป็นมุกที่ไม่ตลกและแลกมาด้วยสิ่งดีๆที่ต้องสูญเสีย
เช่น ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อ คนอื่น ต่อสังคม แม้กระทั่งต่อตัวเอง ชนวนไฟร้ายๆต่อที่สอง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสั่งสม คนที่รับบาปนั้น คือทุกๆคนรวมถึงตัวเราเอง เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ฝึกจินตนาการ ให้ตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำจะรู้สึกอย่างไร ข้อนี้สำคัญมากจะทำให้เรา เข้าถึงความรู้สึกผู้อื่นและเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์ทุกคน
หยุดเถอะ ค่านิยม พูดจาลดคุณค่าคนอื่น คำพูดเปรียบเหมือนดาบสองคม มนุษย์เราโชคดีเกิดมามีสมองไตร่ตรองผิดชอบชั่วดี อย่าให้สิ่งมีค่าเหล่านี้สูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์
 ความคิดที่ดีงาม การกระทำที่ดีงาม การหยัดยืน ยึดมั่นในความดี คำสอนศาสนา จิตใจที่มั่นคง จะเป็นตัวเจียระไนแกะสลักรูปปั้นเหล่านี้ให้สวยงามและทรงคุณค่า
ไม่ว่าจะเป็นหิน ดินทราย โคลนตม ต้นไม้ หรือมนุษย์ทุกสิ่งล้วนมีคุณค่าในตัวเอง 
   เปิดตาแล้วเปิดใจให้กว้างต้อนรับความคิดด้านบวกพลังงานด้านบวก ให้สมดุล อย่าให้พลังงานด้านลบครอบงำจนสูญเสียตัวตน

อย่างที่บอกไปว่าพลังที่น่าพิศวงนี้
จะถูกส่งต่อให้กับพวกเดียวกันมันดึงดูดกันและกันก่อนที่เราจะรู้ตัว
ส่งผ่านคนสู่คนดังโรคติดต่อก็ไม่ปาน 
เหมือน คนกลุ่มนึงที่มองคนร้ายที่ฆ่าคนตาย เป็นฮีโร่ เป็นแบบอย่าง ในการสนองมุมมืดของตนเอง เป็นปีศาจที่ส่งเสียงปลุกพวกพ้องของตนเองให้ลุกฮือ ต่อต้านความปกติสุขของมนุษย์ เพียงเพื่อความสะใจ และประกาศอิสระภาพการครอบครองจิตใจมนุษย์ของมันเอง

อย่าให้ค่าปีศาจร้าย อย่าเชิดชูมันดั่งฮีโร่
 อย่ากล่าวขานให้เป็นตำนานชวนภูมิใจ
 อย่าให้เสียงปีศาจตัวที่ตื่นนั้น ดังจนปลุก ปีศาจร้ายที่หลับไหลตัวต่อไปอีกเลย



SHARE
Writer
Arunothai
Sister
Shot story

Comments