เรื่องเล่าจากหลังกำแพง
ประมาณสิบปีที่แล้วเราได้ย้ายถิ่นฐานจากการเป็นชาวบางนามาสร้างแลนด์มาร์คอยู่ในอาณาบริเวณเลียบถนนมอร์เตอร์เวย์ ในตอนนั้นความเจริญยังเข้าไม่ถึงพื้นที่แถบนี้เท่าไรนัก วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่พบเห็นมีความเรียบง่ายและสงบ ไม่วุ่นวายเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่รบกวนใจเจ้าบ้านมือใหม่อย่างเราคือมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นจาก ‘เพื่อนบ้าน’ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบ้านจัดสรรหลังข้างๆ แต่หมายถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนถัดออกไปไม่ไกลจากตัวบ้านของเรา โดยมีกำแพงสูงแบ่งอาณาเขตระหว่างหมู่บ้านกับบึงบัวขนาดใหญ่ที่วันดีคืนดีก็ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์คล้ายกลิ่นขี้หมู เพื่อนบ้านจากด้านหลังกำแพงมักจะทำสิ่งที่คาดว่าคือการเผาขยะอยู่บ่อยครั้ง สังเกตได้จากควันและเศษขี้เถ้าที่ลอยเข้ามาในบ้าน รวมถึงกลิ่นของมะเร็งผ่อนส่งที่คละคลุ้งไปทั่ว ณ ตอนนั้นเราไม่ได้เข้าใจถึงสาเหตุของการกระทำเหล่านี้ แต่เนื่องจากมันเกิดขึ้นบ่อยและเรื้อรังมาเป็นเวลาหลายปี เคยมีช่วงหนึ่งที่ถี่ถึงวันละสองสามรอบ (เรียกได้ว่าแทบจะครบทุกมื้ออาหาร) จนเราเกิดความสงสัยปนสาปแช่งในใจลึกๆว่านี่มันเผาพ่อมันหรือยังไงกัน 

แม้ว่าทุกวันนี้ฝุ่นpm2.5จะหนามากพออยู่แล้ว แต่จวบจนปัจจุบันเพื่อนบ้านหลังกำแพงของเราก็ยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิมอยู่เป็นระยะ เมื่อคุณภาพชีวิตชาวบ้านจัดสรรดำเนินมาถึงจุดวิกฤต ก็มีผู้กล้าอาสาโทรไปร้องเรียนกับฝ่ายนิติบุคคล ซึ่งผลตอบรับไม่เป็นที่นำพอใจนัก ในเวลาต่อมาจึงได้แจ้งเรื่องไปที่เขตและผู้มีอิทธพลในละแวกนั้น ทางผู้ดูแลก็ถามไถ่รายละเอียดและขอให้ระบุพิกัดที่ชัดเจนมาว่าชาวบ้านที่เผาขยะนั้นอยู่ที่ไหน อย่างไร แต่ปัญหาที่ตามมาคือเจ้าบ้านทั้งหลายไม่สามารถระบุรายละเอียดของตัวผู้กระทำได้ อย่างมากที่สุดเห็นจะเป็นการถ่ายรูปควันที่โขมงขึ้นมาแบบไร้ตันสายปลายเหตุ และไม่มีรูปใดที่แสดงให้เห็นหน้าตาของตัวคนเผาเลย เมื่อหลักฐานไม่เพียงพอเรื่องที่ถูกยื่นร้องก็กลายเป็นโมฆะไปโดยปริยาย การเคลื่อนไหวยุติลง แต่การเผายังคงดำเนินต่อไป

จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้เกิดขึ้นในเย็นวันหนึ่งระหว่างที่เรากำลังกลับบ้าน รถที่เรานั่งอยู่แล่นผ่านปากทางเข้าหมู่บ้าน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่สายตาเหลือบไปเห็นควันไฟลอยมาจากต้นกำเนิดอื่นนอกเหนือจากบริเวณชุมชนหลังกำแพง เมื่อหยุดรถดูทำให้พบกับพื้นที่ดินเปล่าที่มีซากของหญ้าแห้งและรถก่อสร้างคันหนึ่ง ประมาณสามสี่เดือนต่อมาพื้นที่ตรงนั้นก็ค่อยๆขึ้นโครง มีการตอกเสาเข็ม และเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากพอจะระบุได้ว่านี่คือหมู่บ้านจัดสรรที่กำลังจะขึ้นเฟสใหม่ เหมือนหนังที่ดำเนินมาได้ครึ่งเรื่องแล้วเกิด plot twist ข้อมูลที่เราได้มารู้ภายหลังทำให้เข้าใจกระจ่างขึ้นว่าจริงๆแล้วการที่ชาวบ้านหลังกำแพงต้องเผาขยะเกิดจากการที่เขาไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆประการมารองรับ อันเนื่องมาจากพื้นที่ในชุมชนนั้นถูกบีบให้แคบลงและแทนที่ด้วยหมู่บ้าน กลายเป็นว่าเขม่าควันที่เราจำใจต้องสูดดมเข้าไปหลายๆครั้งก็เป็นฝีมือของหมู่บ้านเสียเอง และมันหาใช่การเผาสิ่งที่เป็นขยะแต่กลับเป็นการเผาผืนหญ้ารกร้างเพื่อใช้พื้นที่ตรงนั้นในการทำธุรกิจ การกระทำเช่นนี้นับว่าเป็นการทำลายระบบนิเวศชั้นเลิศ ไม่เพียงแต่ส่งผลกับสิ่งแวดล้อมแต่ยังส่งผลกับผู้คนในบริเวณนั้นอีกด้วย เหล่าผู้อยู่อาศัยเดิมจำนวนหนึ่งจำต้องอพยพออกไปอยู่ที่อื่น บ้างย้ายถิ่นฐานถาวร บ้างยืนยันจะปักหลักอยู่ที่เดิมแต่ก็มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขึ้น พื้นที่ทำกินที่เคยมีก็หดหายไปในระยะเวลาอันสั้นประหนึ่งโดนธานอสดีดนิ้วใส่ วิถีชีวิตแบบชาวบ้านถูกรายล้อมไปด้วยความศิวิไลซ์ที่พร้อมจะเข้าเทคโอเวอร์พวกเขาอยู่ทุกเมื่อ 

น่าเศร้าที่สุดท้ายเราเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่จ่ายเงินเพื่ออาศัยอยู่ในบ้านจัดสรร




SHARE
Writer
snam
film student
an amateur one,

Comments