จิตวิทยาเชิงบวกสำคัญไฉน? ทำไมครูต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนี้
หากพูดถึงจิตวิทยาในความเข้าใจทั่วไป หมายถึงการเข้าไปเรียนรู้และทำความเข้าใจกับอารมณ์ด้านลบของมนุษย์ เช่นความเครียด ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ หรือภาวะทางจิตที่ไม่ปกติ และนักจิตวิทยาคือแสงสว่างของภาวะเหล่านี้

แต่หากพูดถึงจิตวิทยาเชิงบวกที่เราอาจจะไม่คุ้นหูกันนัก แนวคิดนี้กลับมองต่างออกไป เปรียบได้ว่า หากจิตวิทยากระแสหลักมองไปยังด้านมืดของมนุษย์ จิตวิทยาเชิงบวกคือการมองไปยังด้านสว่าง และดึงจุดแข็งของมนุษย์กลับมาสร้างคุณค่าในการดำรงอยู่ของมนุษย์ผ่านกระบวนการเชิงบวก และที่ต่างออกไป กระบวนการของจิตวิทยาเชิงบวกไม่จำเป็นต้องทำโดยนักจิตวิทยา ไม่จำเป็นต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่จำเป็นต้องทำโดยผู้ที่เข้าใจมนุษย์ โดยพ่อแม่ โดยครู โดยผู้ที่แวดล้อมกับการเติบโตของมนุษย์คนหนึ่ง


ครูรีย์-อารีย์ นาคนางรอง ครูสังคมแห่งโรงเรียนบ้านห้วยพิชัย จังหวัดเลย 
“นอกจากเป็นครูแล้ว เรายังทำงานกับเด็ก เหมือนเป็นนักสังคมย่อมๆ ในโรงเรียนเลย” ครูรีย์แนะนำตัวและบอกถึงหน้าที่อันนอกเหนือจากการสอนหนังสือ เธอเล่าว่า

“ครั้งหนึ่งมีเด็กที่อยู่ในความดูแลของเรา เขาใช้สารเสพติด เขาเรียนไม่ไหวแล้วและต้องการการรักษา เหตุการณ์ต่อมาคือเด็กหนีออกจากบ้าน ผู้ปกครองก็โทรมาประสานกับเราว่าทำอย่างไรดี เราก็คิดถึงตำรวจเลยที่น่าจะเป็นที่พึ่งได้ แต่พอประสานไปแล้วเขากลับบอกมาว่า งานตำรวจก็มีเยอะมากแล้ว และเด็กไม่ได้หาย เด็กหนีออกจากบ้านแปลว่าเขายินยอมที่จะออกไป ไม่สามารถเขียนสำนวนได้ แค่นั้น เราก็ยอมรับนะว่า พอคิดถึงการช่วยเหลือเด็ก ทำไมเราถึงคิดวิธีการใช้อำนาจเป็นอันดับแรก” 

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ครูอารีย์เริ่มมองหาวิธีการและองค์ความรู้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญ เธอบอกกับเราว่า ในขณะที่เธอมีหน้าที่ดูแลเด็กเหล่านี้ แต่เธอกลับไม่มีเครื่องมือหรือความรู้ที่จะรับมืออย่างถูกวิธี และเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเข้ามาเรียนรู้ในคลาสจิตวิทยาเชิงบวกสู่การแนะแนวเชิงรุกในสถานศึกษา 
“หน้าที่ของเราคือการดูแลเด็กแต่เราไม่มีวิธีการจัดการหรือองค์ความรู้ที่จะรับมือกับเหตุการณ์ได้ เหมือนว่าสิ่งที่เรากำลังพยายามทำมันไม่สำเร็จเลย 
"จนกระทั่งมาเจอหัวข้อจิตวิทยาเชิงบวกสู่การแนะแนวเชิงรุกในสถานศึกษาของก่อการครู เราสนใจคำว่าแนวรุกมาก สิ่งที่ได้กลับมาคือ เราไม่ได้มองไปที่ปัญหาของเด็กเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่มองไปถึงจุดเเข็งของเขา ว่าเราจะทำอะไรได้บ้างกับเด็ก 30 กว่าชีวิตที่อยู่ตรงหน้า เพราะเรามีแนวทางจากที่เราออกไปเรียนรู้มาแล้วและเราอยากจะติดตั้งความรู้ตรงนี้ให้เด็กๆ อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องของการ empower เพราะเราทำงานกับเด็กและครอบครัว เราเป็นทั้งครูประจำชั้น เราอยากหาพื้นที่ให้เด็กและผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ 
“ถ้าเป็นไปได้อยากให้หลักสูตรที่สอนครูบรรจุหลักคิดของ Positive Psychology เข้าไปมากกว่านี้ เพราะตอนเป็นนักศึกษา มันก็ได้แค่ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บอกไว้ว่าอะไรบ้าง ขั้นตอนการเติบโตและพัฒนาการของคนเป็นอย่างไร แต่มันกลับเอามาใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ เพราะเมื่อเจอปัญหาเข้าจริงๆ เรานึกอะไรไม่ออก เชื่อมโยงอะไรไม่ได้เลย” 
ครูกั๊ก-ร่มเกล้า ช้างน้อย ครูคณิตศาสตร์แห่งโรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม
จุดเริ่มต้นในการเป็นครูของครูกั๊ก อาจจะไม่ได้เริ่มจากอุดมการณ์หรือความอยากที่จะเป็นดังเช่นครูหลายๆ คน แต่เมื่อเขาเลือกที่จะไปต่อบนเส้นทางของการเป็นครู เขาจึงต้องหาวิธีการในการดำรงอยู่ เพื่อเป็นครูในแบบที่เขาอยากจะเป็น 
 
“เราได้สมัครเป็นสตาฟในค่ายที่นำเด็กมัธยมที่อยากเป็นครูมาทำกิจกรรมด้วยกัน หน้าที่เราคือตีกลองร้องเพลง แต่พอเข้าไปอยู่ตรงนั้น เราไปพบเด็กเกือบ 120 คนตะโกนด้วยกันว่า หนูอยากเป็นครู! ผมรู้สึกว่า ขณะที่เรายังเรียนครูอยู่ เรายังอยากเป็นครูได้ไม่เท่าน้องๆ พวกนี้เลย พอเราได้ไปฝึกสอนจึงรู้ว่า ความสุขของการเป็นครู เป็นแบบนี้นี่เอง” ครูกั๊กเล่าย้อนให้เราฟัง

เมื่อเรียนจบครูในปีแรก เขาเลือกที่จะไปเป็นครูพิเศษในโรงเรียนเอกชน ครูกั๊กบอกกับเราว่า แม้การเป็นครูในช่วงนั้นเขาจะได้เงินเดือนที่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อเขาพบปัญหาในโรงเรียน เขากลับไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก จึงเป็นเหตุให้เขามองหาความท้าทายใหม่ โดยพาความรักอิสระของตนเองมาอยู่ในระบบราชการที่เขามองว่ามันคงสนุกดีไม่น้อย และแน่นอนว่าเขาได้พบกับความท้าทายที่แท้จริง เพราะเขาเริ่มตั้งคำถามกับความไม่สมประกอบของระบบการศึกษา และจึงเริ่มมองหาเครื่องมือเเพื่อเพิ่มทักษะในการทำงาน และห้องเรียนจิตวิทยาเชิงบวกสู่การแนะแนวเชิงรุกในสถานศึกษา คือหนึ่งในคลาสที่เขาเลือก

“เพราะครูทำงานกับคน และคนมีจิต ก็เลยคิดว่ายังไงครูก็ต้องศึกษาเรื่องจิตที่มันมีเยอะแยะมากมาย ถ้าครูไม่ศึกษาเรื่องนี้เลย ครูเองก็จะมองไม่เห็นว่าคนอื่นเขามีมุมมองที่หลากหลาย จะกลายเป็นว่าครูมีมุมมองแค่มุมเดียวว่าทำแบบนี้คือถูกเท่านั้น ทั้งที่โลกมีความรู้และมีความเชื่อเป็นล้าน ครูต้องมองให้กว้างจากการเรียนจิตวิทยาและความเป็นมุนษย์ครับ” 
ครูกั๊กสะท้อนถึงเหตุผลที่เขาเลือกเข้าห้องเรียนนี้ และจึงขยายความต่อว่า 

“เรามีความเชื่อในความเป็นมนุษย์ แต่เราไม่มีเครื่องมือ เลยคิดว่าเราน่าจะเอาความแข็งแรงของเครื่องมือในห้องเรียนจิตวิทยาเชิงบวกมาช่วยเสริมการทำงานบนความเชื่อของเราจะดีกว่า ที่เราได้กลับมาก็เช่นเรื่อง 24 character strengths (คุณลักษณะอันเป็นจุดแข็งเชิงบวก) จริงๆ เรามีคำเหล่านี้เยอะมากแต่เราไม่รู้ว่ามันพูดได้นะ รู้แค่ว่าเวลาเด็กมีปัญหา สิ่งแรกที่เราต้องทำคือฟังอย่างเดียว เขาถามค่อยบอก เราไม่ค่อยให้คำแนะนำเท่าไหร่เพราะสุดท้ายเด็กก็ไปแก้ปัญหาของเขาเอง แต่การที่เราได้รู้คำศัพท์ต่างๆ ที่นักจิตวิทยาเขาใช้ มันทำให้เราไม่กลัวที่จะพูดหลังจากที่ฟัง เราเริ่มมีคำพูดเสริมพลังให้เขา มีมุมมองที่มากกว่าแค่สร้างสรรค์กับไม่สร้างสรรค์ แต่มีมิติอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีก”

จากวันนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ครูกั๊กได้ถูกชักชวนให้ไปร่วมกิจกรรมในค่ายแห่งการค้นพบตนเองกับเพื่อนครูต่างโรงเรียน ครูกั๊กจึงได้ลองนำกระบวนการจากห้องเรียนจิตวิทยาเชิงบวกมาประยุกต์กับวิธีการของตนเอง

“เราเริ่มจากฝึกเรื่องการฟัง โดยมีกติกาคือห้ามพูด ฟังอย่างเดียว ฝึกไปสักพักแล้วจึงเห็นว่าครูเริ่มฟังได้ลึกขึ้น เพราะปกติครูมักจะฟังไปได้สักพักและพูดแทรกและเสนอแนะโดยที่ไม่รู้จริงว่าเด็กรู้สึกอย่างไร พอเราเอากระบวนการไปทำ และเขาก็ฟังลึกขึ้น เราจึงเอาเรื่อง 24 character strengths มาเสริมพลังให้เขา

"สิ่งที่ครูสะท้อนกลับมาคือ การที่เราฟังอย่างลึกซึ้งและการมีคลังคำ มันช่วยให้เขาไปแตะความรู้สึกของผู้พูดได้จริงๆ ส่วนเด็กๆ ก็สะท้อนว่า เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีคาแรคเตอร์ที่เป็นจุดแข็งมากกว่า 2 อย่าง หลังจากที่ได้ทำกระบวนการ เขาได้ค้นพบตัวเองมากขึ้น แต่เพราะค่ายนี้มันแค่ 3 วันมันอาจจะไม่ได้มากแต่ก็เปิดให้เขารู้ว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่นะ”

ครูนุช-นุชวรา ปูรณัน โรงเรียนศรีนครินทร์วิทยานุเคราะห์ จังหวัดสงขลา  “ช่วงแรกเราอยากเป็นครูเพราะว่าเรารักเด็ก เรามีความสุขเวลาอยู่กับเด็ก ยิ่งตอนที่เราฝึกสอน เราไปเจอเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นพ่อแม่ของเขา มันคือความอยากให้กับเด็กๆ แทนพ่อแม่ของเขา แต่พอมาเป็นครูจริงจัง เมื่อเป็นงานแล้วมันก็เริ่มหนักขึ้น เราเกิดคำถามกับตัวเองว่า
"ทำไมฉันต้องมาทำงานหนักขนาดนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เรายังอยู่กับการเป็นครูคงเป็นความรักและความผูกพันระหว่างเรากับนักเรียน เท่านั้นเลย” 

ครูนุชเล่าย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของความอยากเป็นครู

“เราสนใจเรื่องจิตวิทยาและคิดว่ามันสามารถทำให้เราเข้าใจเด็กได้มากขึ้น ยิ่งเราสอนห้องมอนเตสซอรี่ เด็กๆ เขาจะแสดงตัวตนออกมาชัดเจน เราอยากหาเครื่องมือเพื่อสื่อสารกับพวกเขา เมื่อก่อนเราใช้วิธีห้าม ดุ หรือให้อยู่ใกล้ๆ ครู แต่ก็ไม่ได้ผล เราไม่มีวิธีรับมือหรือแก้ไขให้ถูกจุด สิ่งนี้จึงเป็นโจทย์ที่ทำให้เรากลุ้มใจจนต้องออกมาเรียนรู้ เพราะรู้สึกว่าเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ในฐานะครู” จิตวิทยาเชิงบวกสู่การแนะแนวเชิงรุกในสถานศึกษา จึงเป็นห้องเรียนที่ครูนุชเลือกที่จะมาเรียนรู้ เธอสะท้อนสิ่งที่ได้รับให้เราฟังว่า

“เราได้มากกว่าที่คาดหวังอีกนะ ตอนแรกคาดหวังแค่ทฤษฎี อยากรู้แค่ว่าเราต้องโฟกัสอะไร แต่สิ่งที่ได้คือ การเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง การปรับเปลี่ยนการใช้ภาษา และได้แนวคิดในการโฟกัสจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อนของเด็ก เพราะเมื่อก่อนเราเห็นแค่จุดอ่อนของเขาและเราก็ไปแก้ คลาสเรียนครั้งนี้มันทำให้เราเปลี่ยนมุมมองเลย 

"เมื่อก่อนเราจะรู้สึกว่าหมดหวัง บางครั้งรู้สึกว่าแก้ไม่ได้แล้ว เด็กคนนี้เป็นเด็กดื้อ แต่ที่นี่สอนให้เรารู้ว่า เด็กไม่ได้ดื้อนะ เขาแค่ต้องการความช่วยเหลือ มันคือ growth mindset ที่เราต้องเชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ ทำให้เรามีความหวังและมองในเชิงบวกมากกว่าไปตีตราว่าเขาเป็นเด็กมีปัญหา”

ครูนุชบอกว่า อีกสิ่งที่เพิ่มพลังและทำให้เธอมองเห็นความเป็นไปได้ในการทำงานคือเรื่องราวของป้ามล แห่งบ้านกาญจนาภิเษก ที่ถูกหยิบยกมาเล่าในคลาสนี้

“case study ในบ้านกาญจนาฯ ทำให้เรามีพลังมาก เราได้กระบวนการเสริมจุดแข็ง และสร้างความเชื่อมั่นในตัวเด็กๆ ไปจนถึงกระบวนการทำงานกับผู้ปกครอง เพราะถ้าเราหรือโรงเรียนทำอย่างเดียวคงไม่สำเร็จ 
"เพราะต่อให้เราเจตนาดีแต่เราสื่อสารไม่เป็น มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน ภาษาคือตรงกลางระหว่างคน ถ้าฝึกเขาให้มีคลังคำเยอะๆ เขาก็จะชัดเจนกับตัวเอง และอธิบายได้ว่าเขาต้องการอะไร ภาษาสำหรับเรามันคือจุดร่วมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้" 
ตลอดระยะเวลา 2 วัน ครูนุชบอกกับเราว่า นอกจากแนวคิด และเครื่องมือในการนำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนแล้วนั้น เธอได้เพื่อน ได้มิตรภาพ ได้วิธีการ และได้พลังมากมายจากเพื่อนครู เธอเล่าว่า 

“ในบรรยากาศวันนั้น เราเชื่อเรื่องการ sharing มากๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงตัวเองบางครั้งมันคือการฟังเพื่อน มันได้สะท้อนตัวเอง ให้พลังกันและกันและได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเพื่อนครู และกระบวนการที่ได้ทำร่วมกัน ทำให้เราได้แนวคิดหรือวิธีที่ครูแต่ละคนใช้ในการจัดการกับเรื่องเรื่องนั้น ต่อให้เราไม่ได้เจอในเหตุการณ์เดียวกัน แต่มันทำให้เรารู้ว่า ถ้าเราไปเจอแบบเขา เราจะรับมืออย่างไร เราจะเอาอะไรจากประสบการณ์ของเขาไปใช้ได้บ้าง”

มะห์-สุพัตรา วัฒนานนท์ นักจิตวิทยาในโรงเรียน
“เราเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการในบริษัทของตัวเองชื่อว่า Self เป็นองค์กรที่พัฒนาและเสริมทักษะทางอารมณ์และสังคมให้กับเด็กตั้งแต่ 3-12 ขวบ” คุณมะห์แนะนำตัวเองพร้อมกับย้อนความทรงจำไปยังจุดเริ่มต้นของการมาเป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการในวันนี้

“ตอนที่เลือกเรียนจิตวิทยา เรายังไม่ได้รู้สึกว่ามันสำคัญมากเพราะเรื่องนี้ยังใหม่กับประเทศของเรา คิดแค่ว่าเรื่องนี้มีแนวโน้มที่เราจะได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือคนอื่น พอเรียนไปมากขึ้น เรากลับได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ยอมรับตนเองและเติบโตไปพร้อมๆ กับวิชาที่เราเรียนด้วย”

เมื่อเรียนจบ เธอจึงเดินทางในสายอาชีพนี้อย่างจริงจัง โดยเธอได้ลองทำงานในหลายรูปแบบ ทั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน กับเด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีภาวะซึมเศร้าและไบโพลาร์ จนปัจจุบัน เธอเลือกที่จะทำงานในโรงเรียนเป็นหลัก เพราะมองว่าโรงเรียนคือสถานที่ที่เธอสามารถเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้กับเด็กได้อย่างเต็มที่

“นักจิตวิทยาสำคัญนะในโรงเรียน เหมือนเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ในบางครั้งที่ครูก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บางครั้งที่ผู้ปกครองไม่พร้อมจะพาเด็กไปพบแพทย์ หรือไม่อยากยอมรับว่าลูกของตนเป็นอะไร นักจิตวิทยาจะสามารถคุยได้ทั้งกับครู ผู้ปกครอง และเด็ก

"ขณะเดียวกัน เราคิดว่าถ้าทุกโรงเรียนมีนักจิตวิทยาที่ทำงานร่วมกับบุคลากรในโรงเรียนจะดีมาก ไม่ใช่ว่าทุกคนมีปัญหาแล้วส่งมาให้นักจิตวิทยาหมด ครูในโรงเรียนควรมีสกิลเหล่านี้ที่จะคอยดูแลเด็กด้วย” 


และเพราะเธอต้องทำงานกับความเป็นมนุษย์ และพบเจอกับสถานการณ์ใหม่ๆ ในทุกๆ วัน ทำให้ครูมะห์อยากที่จะเพิ่มพูนความรู้ และเครื่องมือในการทำงาน

“เราได้ยินเรื่อง positive psychology มาบ้าง รู้สึกว่ามันน่าจะคล้ายๆ กับสิ่งที่เราทำอยู่ เลยอยากมาฟังว่ามันมีหลักการอย่างไรบ้าง สิ่งที่ได้คือเราได้กลับไปตรวจสอบ lesson plan ในเรื่องของการพัฒนาทักษะทางสังคมของเรา เหมือนที่คลาสบอกว่า การที่เราจะทำโรงเรียนเชิงบวก ทำได้โดยการพัฒนา lesson plan ของตัวเองให้มี PERMA ไปจนถึงตัวกิจกรรมที่เราเอาไปทำกับเด็ก ว่าของเรามีสิ่งเหล่านี้ครบหรือยังนะ และเพิ่มทักษะให้นักจิตวิทยาในทีมได้ตระหนักรู้เรื่องนี้ในการนำไปใช้และใช้ให้ถูกวิธี

"เพราะการเป็นนักจิตวิทยาในโรงเรียน เราไม่อยากแค่เป็นทีมตั้งรับ เราอยากทำงานเชิงรุกด้วย เพราะไม่ใช่จำเลยที่ต้องรอให้มีปัญหาแล้วค่อยแก้ ทำไมเราไม่ educate เด็ก และเพิ่มสกิลที่จำเป็นโดยที่ไม่ต้องรอให้มีปัญหาแล้วค่อยสอน แต่เราสอนได้ตั้งแต่เด็กๆ ในทุกสถานการณ์ที่เขาเจอ ในทุกๆ วิชาที่เขาต้องทำงานร่วมกับเพื่อน”  
 ผึ้ง-นัลภา ชุมพงษ์ศักดิ์ ครูภาษาอังกฤษ แห่งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยนครพนม พนมพิทยพัฒน์  
“ขณะที่เด็กสมัยใหม่เขาจะค่อนข้างเสรี แต่เราเป็นครูที่มีกรอบ ชอบบังคับ เอาคะแนนมาขู่ ค่อนข้างใช้อำนาจเลย ข้างในเราใจดีนะ แต่เด็กเขาเห็นแค่ว่าทำไมเราต้องมาคอยจู้จี้” ครูผึ้งบอกกับเราเมื่อถูกถามว่า เธอคือครูแบบไหน 

“พอเราเป็นแบบนี้ เด็กต่อต้านค่ะ อย่างก่อนที่เราจะไปเข้าก่อการครู เด็กมาพูดกับเราว่า หนูอยากให้คุณครูฟังพวกเราบ้าง เราช็อกเลย ประโยคนี้มันจี๊ดมาก จนต้องกลับมาถามตัวเองว่าฉันไม่เคยฟังพวกเขาเลยเหรอ ฉันบังคับเขาขนาดนั้นเลยเหรอ เจตนาของเราอยากให้เขาได้ดีตามที่เราและผู้ปกครองคาดหวัง เพราะโรงเรียนเราค่าเทอมค่อนข้างแพง จึงมีความกดดันและคาดหวังในการเป็นเลิศทางวิชาการ เราก็ถูกกดดันมาอีกที แต่เราไม่เคยถามเด็กเลยว่าเขาต้องการอะไร ประเด็นหลักเลยคือเขาไม่มีความสุข เรารู้สึกผิด”

ปัญหาที่ครูผึ้งเจอทำให้เธอเริ่มมองหาทางออก ประกอบกับเธอได้รับคำแนะนำเรื่อง จิตวิทยาเชิงบวก เธอจึงอยากเรียนรู้เพิ่มเติม และตลาดวิชาของก่อการครูคือห้องเรียนที่ครูผึ้งเลือก 

“เราคาดหวังสิ่งที่จะได้คือ หนึ่ง-เทคนิคการสื่อสารที่ทำให้เด็กมีพลัง อยากมาเรียน และการพูดเชิงบวกที่ไม่ไปทำร้ายจิตใจเด็ก สอง-เครื่องมือที่ทำให้เด็กค้นพบตนเอง เครื่องมือในการจัดการอารมณ์ เราอยากให้ห้องเรียนมันละมุนขึ้น

"สิ่งที่ได้ก็ตามที่คาดเลย แน่ๆ คือเรื่อง character strengths ที่เรารู้สึกว่าต่อไปจะไม่ชมเด็กแค่คำว่า เก่ง เพราะเราไปค้นพบว่าเด็กบางคนที่เก่งมากก็ไม่ได้ต้องการให้ครูชม มันอาจทำร้ายเขาในทางหนึ่ง เด็กมาบอกว่าเขากดดัน เพราะว่าคนรอบข้างเขาก็ไม่ได้เป็นมิตรเสมอไป  
"character strengths ทำให้เราตระหนักว่าทุกคนมีความโดดเด่นเป็นของตนเอง ทำให้เราเลิกมองเด็กแต่ในกรอบวิชาการ แต่ถ้าจะให้มองไปที่ความดี มันก็กว้างเกินไป เพราะเด็กบางคนเขาก็ไม่ใช่คนที่ดีตามหลักของโรงเรียนทั่วไป แต่เขามีพรสวรรค์ในด้านอื่นๆ เราได้กลับมามองพวกเขาใหม่ และดึงคาแรคเตอร์ที่มีอยู่ออกมาให้พวกเขาเห็น เพื่อสร้าง self-esteem (การเห็นคุณค่าในตัวเอง) ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมดเลย”


นี่คือครั้งแรกของครูผึ้งกับการเข้าร่วมกิจกรรมของก่อการครู เธอได้ค้บพบแรงบันดาลใจจากเครื่องมือหลายชิ้นที่ถูกนำมาแชร์ในห้อง หนึ่งในเครื่องมือนั้นคือ เกมการ์ด 

"ในคลาสครั้งนี้เรียกว่าอยู่ในขั้นเบิกเนตร (หัวเราะ) โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เกมการ์ด ที่เรามองว่ามันคือการจัดการปัญหาอย่างมีศิลปะ เราประทับใจมาก และอยากไปลงดีเทลกับเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะเหมือนที่วิทยากรบอกว่า เครื่องมือเหล่านี้ถ้าใช้ผิดวิธี ก็จะส่งผลเสียมหาศาลเช่นกัน”

ก่อนหน้านี้ครูผึ้งเล่าว่า การเรียนรู้จิตวิทยาคือเรื่องไกลตัว จนกระทั่งเมื่อมาเป็นครู ความคิดของเธอจึงเปลี่ยนไป

“ตอนเราเรียน ป.ตรี เราเคยเรียนจิตวิทยาเบื้องต้น แต่มันคือทฤษฎีทั่วไป น่าเบื่อนะ รู้สึกว่าทำไมมันแห้งอย่างนี้ เลยคิดว่าไม่ต้องเรียนหรอก แต่พออยู่ไปสักพัก เรารู้สึกว่ามันจำเป็นมากที่ครูต้องเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเชิงบวกแบบนี้ ไม่ใช่ที่เขาเรียนกันแบบแห้งๆ แบบนั้นนะ
“เรารู้สึกเลยว่าจิตวิทยาเชิงบวกจำเป็นมากในการสื่อสารกับนักเรียน มีประโยคหนึ่งในคลาสที่เขาบอกว่า ถ้าเราเอาชนะนักเรียนได้ครั้งหนึ่ง นักเรียนจะรู้สึกว่าเขาเป็นลูซเซอร์ตลอดกาล บางครั้งด้วยความเป็นครู เรามีอีโก้ เราต้องอยู่เหนือนักเรียน แต่พอได้เข้าคลาสนี้ เราคิดได้ว่าจริงๆ เราต้องอยู่ในเลเวลเดียวกัน ต้องอยู่อย่างเข้าใจ เพราะคำพูดของเราอาจทำให้เด็กมีไฟ หรือทำให้เด็กหมดความมั่นใจในตัวเองตลอดไปก็ได้”  

SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments