ราตรีที่ห้าสิบสี่และการยํ่าอยู่กับที่ของฤดูร้อน
    
      “ความเงียบมันทำให้เราโดดเดี่ยว ถึงจะเป็นเช่นนั้น ทว่าอย่างน้อย การมีชีวิต ก็มอบความคิดที่เพลิดเพลินไปกับสิ่งที่พรรณนาได้บ้าง ไม่แน่หรอก โลกอาจอยากให้มนุษย์ลองใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวดูบ้างก็ได้”     เสียงจากบริเวณหน้าคอนโซลภายในรถโรลรอยซ์ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ด ส่งเสียงของหญิงสาวในคืนหนึ่งครั้งที่ห้าสิบสี่ของเดือนเมษายน

     “ฟังดูโลกนี้ใจร้ายจัง” ผมขานตอบภายในรถ 
   
    “อันที่จริงก็ไม่โดดเดี่ยวขนาดนั้น เพราะพวกเรายังคงเคลื่อนไหวได้ แค่นั้นก็ดีแค่ไหนแล้ว” หญิงสาวพูดต่อ 
     
     “คุณไม่รู้สึกเหงาบ้างหรือ” ผมถาม
     “ขนาดฉันยังไม่รู้สึกเหงาเลย แม้ฉันจะมีความคิดถึง แต่ฉันก็มีสิ่งที่ต้องทำ ฉันจึงไม่ได้ยึดติดกับความคำนึงหานั้น” 
    
     “แล้วคุณทำอะไรบ้างละ เวลาคุณอยู่ที่นั่น อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบ แอร์เย็นฉ่ำ อยู่กับงานศิลปะที่คุณสร้าง และกองหนังสือทับถมที่สร้างคุณขึ้นมา” 
     “ฉันทำหลายอย่างนะ ฉันวาดรูปใหม่ ๆ อยู่เสมอ การวาดรูปสามารถทำให้ทุกอย่างที่เป็นนามธรรมสามารถเป็นรูปธรรมด้วยตัวเอง ฉันคิดว่ามันเป็นวิธีที่ง่ายและสนุกมาก คือเราสามารถใช้มือลากโยงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ในขณะที่ระบบปัญญาของเรากำลังบอกกระซิบจุดของดินสอจุดต่อไปภายในหัว เราแค่ฟังมัน ไม่ได้โต้เถียงมันผ่านความเงียบสงัด เพราะเราก็คิดเช่นเดียวกับมัน เราจึงไม่ได้มีจุดย้อนแย้ง บางทีการมีชีวิตเพื่อวาดรูปก็ดีเหมือนกัน”

     รถโรลรอยซ์ยังวิ่งลาดไปตามถนนเส้นหลัก เมืองเงียบสงัดยามเที่ยงคืน มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว ที่เวลานี้ทุกอย่างจะหายไปโดยปริยายแม้เป็นเมืองใหญ่ เหลือไว้เพียงมรดกอาคารสถานที่ สิ่งประดิษฐ์อย่างเสาไฟสาดแสงให้เกิดการมองเห็น ตึกสูง และถนนยังคงให้บริการเราราวกับมันมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ 
     
     “ผมคิดถึงคุณมากนะรู้ไหม”

     “นี่ฉันอบขนมด้วยนะ มันเป็นงานอดิเรกใหม่ของฉัน ฉันพึ่งเอามันไปอบเมื่อกี้นี้เลย รับรองอร่อยแน่ แม้จะยังไม่ได้ชิมสักนิดก็เถอะ ฮะ ๆ” หญิงสาวยังคงเล่าเรื่องของตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ

     บรรยากาศภายในรถเริ่มเงียบลง เสียงของเธอหายไปเหลือไว้เพียงเสียงวิทยุเซ็งแซ่ ประกอบกับเสียงเครื่องยนต์และลมฤดูร้อนที่กำลังพัดผ่านกระจกทำให้เกิดเสียงเล็กน้อย ไม่สิ ต่อให้ฤดูไหน ลมมันก็กระทบคล้ายกันนั่นล่ะ ผมไม่แน่ใจทำไมผมถึงไม่ผ่านฤดูร้อนนี้ไปเสียที ไม่แน่ผมอาจจะจมอยู่กับอดีต จมนิ่งอย่างกับแผ่นไวนิลอัลบั้ม ซัชโมอินสไตล์ ของหลุยส์ อาร์มสตรอง ที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนจนกระทั่งถึงเวลาขายเครื่องเล่นเพลงทิ้งไป มันนิ่งสนิทอยู่ตรงองศาเดิม ทว่ามันก็ไม่ได้น่าเบื่อ ไม่น่าเบื่ออย่างที่เธอเคยกล่าว แต่ผมแค่รู้สึกเหงา ผมจึงยังจำเป็นต้องเปิดเสียงของเธอ จากตลับเทปที่เธอเคยอัดเสียงเอาไว้ทุกค่ำคืน

     ผมกำลังตรงไปที่ห้องสี่เหลี่ยมของผมเอง หลายวันผ่านมานี้ ผมไม่คิดอยากจะกลับไปหามันเลย เพราะเมื่อถึงหน้าประตูผมจะหยุดกระวนกระวายใจ เกี่ยวกัับเทปตลับใหม่ไม่ได้มันทำให้ผมอยากจะขับรถไปเรื่อย ๆ พร้อมกดรีเพลย์เสียงของเธอซ้ำ ๆ

     ถ้ากล่าวว่าผมเป็นคนเดียวที่ยังคงขับรถอยู่ในเมืองที่ไร้สัญญาณชีวิตนี้ ก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด ผมอาจเป็นผู้อาศัยในห้วงหนึ่งของอดีตกาล ห้วงอดีตกาลที่ยังคงความรู้สึก สถานการณ์ และสุ้มเสียงไว้เหมือนเดิมทุกอย่างไม่ผันเปลี่ยน หากผมคิดอะไรหรือรู้สึกฉันใด ผมก็จะไม่มีทางแปรไปฉันนั้น ผมไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะมีตัวตนในอนาคตหรือไม่ ก็คงมี หรืออาจจะมี ผมไม่แน่ใจเช่นกัน เคยมีคนบอกผมว่า อันตัวเรานั้นเป็นปัจจุบันเสมอ ทว่าดูเหมือนผมจะหลุดจากคำกล่าวนั้นโดยสิ้นเชิง 
    
      ขณะเข็มนาทีเคลื่อนไปด้านหน้า ผมกลับจมปลักอยู่กับตำแหน่งเดิม ผมได้แต่วาดฝันว่าขนมที่เธออบนั้นคือขนมอะไร รสชาติเยี่ยมที่เธอบอกจริงไหม (ผมคิดว่าน่าจะไม่) แต่ถ้าได้กินสักหน่อยก็คงดี

     เมื่อระบบของสังคมในโลกที่ผมอยู่นั้นพิสดาร มนุษย์อย่างผมหรืออาจจะหลาย ๆ คนกำลังมีชีวิตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เราสามารถออกจากมันได้เป็นบางครั้ง ระหว่างนั้นเรากักตุนเสบียงแห่งชีวิตไว้เต็มที่ เราอยู่ในกรอบกักอะไรบางอย่าง มันไม่ใช่โรคร้ายแต่อย่างใด แต่ผมก็ไม่รู้มันคืออะไร เราทำแบบนี้กันมานานมากแล้ว เราสื่อสารกันด้วยการอัดเทปเสียงที่คัดคำพูดมาเป็นอย่างดี ผมไม่เคยเจอคนอื่น แต่ผมรู้ว่ามีคนอื่น เพราะเทปเสียงแห่งการปฎิสัมพันธ์จะถูกส่งมาในช่วงเช้าที่ประตูห้อง

     ไม่มีเสียงลำนำก่อนมันมาอยู่หน้าประตู และผมจะอัดเสียงของผมส่งไปเช่นเดียวกันหลังจากเที่ยงคืนผ่านไป เราสื่อสารแบบนี้มาตลอด ผมไม่รู้ว่าผมมาอยู่โลกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไร แต่ผมรู้ว่าผมมากับรถของผม ผมจำได้ว่าเธอคือใคร พ่อแม่ของผมหน้าตาเป็นแบบไหน มันเหมือนกับการตัดฉากภาพยนตร์ที่โลกคิดว่าไม่จำเป็นออก แต่มันกลับส่งผลให้ผมดูมันไม่รู้เรื่อง

    “ความเงียบมันทำให้เราโดดเดี่ยว ทว่าอย่างน้อยการมีชีวิตก็มอบความคิดที่เพลิดเพลินไปกับสิ่งที่พรรณนาได้บ้าง ไม่แน่หรอก โลกอาจอยากให้มนุษย์ลองใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวดูบ้างก็ได้”
ผมกดเล่นเทปซ้ำ 
     
      “…”

     “อันที่จริงก็ไม่โดดเดี่ยวขนาดนั้น เพราะพวกเรายังคงเคลื่อนไหวได้ แค่นั้นก็ดีแค่ไหนแล้ว” “ขนาดฉันยังไม่รู้สึกเหงาเลย แม้ฉันจะมีความคิดถึง แต่ฉันก็มีสิ่งที่ต้องทำฉันจึงไม่ได้ยึดติดกับความคำนึงหานั้น” 

      “…”

     “คุณกำลังโกหกผมอยู่หรือเปล่า” ผมพูดคนเดียว ตอนนี้ตาทั้งสองของผมบิดเบี้ยวเหมือนเด็กขี้แย อาจจะเป็นความสงสัยที่ไม่เคยอัดลงในเทปเสียงให้เธอฟัง ทว่าก็คงไม่ทันกาล เพราะเทปของเธอที่ผมเปิดอยู่นี้เป็นเทปสุดท้ายตั้งแต่วันที่ยี่สิบหก เมษายนครั้งที่สามสิบสามแล้ว ผมอัดเทปชุดใหม่ส่งไปให้เธอมากมาย ทว่าผมก็ไม่ได้รับการตอบกลับ ไร้สัญญาณว่าเธอจะส่งเทปตอบกลับมา

     ผมรู้สึกว่าตัวตนเธอในวงจรชีวิตของผมกำลังเริ่มเคลื่อนหายไปทีละน้อยตามวันและเวลาที่ไม่สามารถเชื่อมปะติดปะต่อกันได้ หรือเธออาจแค่นึกถึงอดีต ส่งข้อความเข้ามาหาผม แล้วก็ลืมเลือนไป อาจเป็นเช่นนั้น ส่วนตัวผมน่าจะอาศัยอยู่ในอดีตนี้แสนใคร่ครวญ แสนเคว้งคว้างและเจ็บปวดจากบาดแผลแห่งกาลเวลา

     ผมจะคำนึงหาเธออยู่เช่นนั้น แม้เธออาจดึงตัวเองออกจากอดีตไปแล้ว สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่ผม ผมคนเดียว ไม่มีคนอื่น ไม่มีนายก ไม่มีโฆษก ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีแม้กระทั่งสัตว์ชนิดใด ผมอาจมีชีวิตอยู่แค่ภายในจิตใต้สำนึก อันเป็นการสรุปได้จากเหตุผลความเป็นไปได้ที่กล่าวมาทั้งหมด ผมไม่รู้ว่าตัวตนแท้จริงของผมกำลังทำอะไร และได้แต่เพียงภาวนา ขอให้ผมกับเธอจะไปกันได้ด้วยดี
 
SHARE
Written in this book
Short stories in cloudy day
เส้นทางเดินของชีวิตจากมุมมองการเจริญเติบโต
Writer
GLITCH
Unconscious
I'm a jazz listener

Comments

bluemooooood
4 months ago
ดีมากกกกก ภาษาดีมากค่ะ
Reply
GLITCH
4 months ago
ขอบคุณครับ 😊
chamanao__
4 months ago
ชอบภาษามากเลยค่ะ
Reply
GLITCH
4 months ago
ขอบคุณครับผม 

supatsorn_sp
3 months ago
👍ดีงามค่ะ✌
Reply
GLITCH
3 months ago
ขอบคุณครับ 

yosoug
3 months ago
ภาษาสวยมากๆ เลยค่ะคุณ :~)
Reply
GLITCH
3 months ago
ขอบคุณครับ 😊