PSYCHO
Unique Info

0.46.12.36



       สิ่งที่พังลงหรือแตกสลายไปแล้ว ล้วนมีกฏไม่ตายตัวที่จะนำมันกลับมาไม่ได้ ถ้าหากให้เปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ มันคงจะไม่ต่างอะไรกันมากมายนัก 

       ช่วงเวลาที่เยือกเย็นที่สุด โดดเดี่ยวที่สุด ไร้ซึ่งทางหนี ผมรู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นได้ดีในท้ายที่สุด แสงจากโต๊ะทำงานภายในตึกแห่งหนึ่ง มันเงียบสงบ แตกต่างจากเสียงหอบหายใจที่ผมได้ยินจากตัวของตัวเอง เสื้อสูทยับยู่ยี่ ทั้งปลายกางเกงเปื้อนของเหลวสีเข้มกลิ่นคาวจากอีกร่างที่นอนคว่ำหน้าไม่ขยับเขยื้อน

       หากว่านี่คือจุดสิ้นสุดในห้วงจิตใต้สำนึกทั้งหมด ผมภาวนาให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความฝัน
      
      

       



        --ท้องถนนในยามค่ำคืนคราคลั่งไปด้วยรถหลากสีสัน เคลื่อนตัวไปตามเลนของถนน ท้องฟ้าฉาบสีหม่นราวกับตั้งเค้าฝนจะตกอยู่รอมร่อ ลมเย็นพัดผ่านชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิท มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟดำ ก่อนจะยกมันขึ้นดื่มเพื่อเติมสติที่เริ่มขาดหายจากอาการง่วงงุน 

        เขายืนนิ่งอยู่ในลิฟท์ในขณะที่มันกำลังพาเขาขึ้นสู่ชั้นเกือบสูงที่สุด ของตึกใจกลางเมืองที่โดดเด่นและสวยงามของเมืองลอสแอนเจลิส แสงไฟเบื้องล่างทำให้เขาแสบตา ทั้งเสียงรบกวนที่แสนรำคาญใจ 'บิล' เดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้

        สติของเขามันกำลังทำให้หัวรู้สึกหนักอึ้งทุกวินาที ดวงตาของเขากำลังจะมืดดับ แม้แต่คาเฟอีนเข้มข้นเต็มสูบในแก้วที่เขาถือมาด้วย ก็ไม่ช่วยให้เกิดผลดีอะไรตามมา ร่างกายยังคงเหนื่อยล้า และสะสมความทรมานเอาไว้อย่างเหลืออด 

       เขาเริ่มถอดสูทตัวนอกออก พร้อมกับม้วนมันโยนไปพาดไว้กับผนังกั้นของโซนทำงานส่วนตัวของตนเอง ก่อนจะลุกขึ้นมองสรุปแผนงานล่าสุดที่เพิ่งประชุมไปเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ ดวงตาสีฟ้าเทาจ้องมองภาพตรงหน้าปรับสลับเบลออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง มือก็เริ่มพยายามจะถอดนาฬิกาข้อมือออก ในหัวเริ่มคิดที่จะนอนก่อนจะตื่นขึ้นมาทำงานอีกครั้ง

       เมื่อเก็บเอกสารที่กองกันอยู่บนโต๊ะเป็นพะเนิน ให้ออกไปจากพื้นที่ทิ้งหัวได้ ชายหนุ่มก็ใช้แขนเป็นหมอนชั่วคราว พลางฟุบหัวลงไปด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มคลายตัวลงจากสภาพเกร็งเพื่อทรงตัวมาทั้งวัน ดวงตาก็ไม่ลังเลที่จะปิดลงเลยแม้แต่น้อย แสงไฟจากโต๊ะทำงานยังคงถูกเปิดเอาไว้ เพื่อบ่งบอกว่ายังมีคนที่ไม่กลับบ้านกลับช่อง และคิดจะอยู่เคลียร์งานโดยไม่อาจมีใครห้ามปรามได้เลย

      อากาศภายในตัวอาคาร ชั้นที่มีเพียงหนึ่งชีวิตในฐานะพนักงานที่หลับใหลไปชั่วคราว เริ่มเย็นลงทุกขณะ เสียงสัญจรของรถราเบื้องล่างตึกสูงเสียดฟ้าเริ่มร้างลา พนักงานรักษาความปลอดภัยมองไปยังโซนโต๊ะทำงานตัวเดิมที่มักจะเห็นว่าเปิดไฟเอาไว้เสมอ ปรากฏแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ฟุบไปกับโต๊ะ ชายในชุดเครื่องแบบส่ายหัว ก่อนจะตัดสินใจไม่ล็อคประตู แล้วเดินลงไปแทน

      ต่อให้ปลุกเขาคนนั้นขึ้นมา ก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจกลับบ้านไปในช่วงที่งานกำลังเทกระจาดแบบนี้เสียง่ายๆ หรอก

      เรื่องที่น่าแปลก และตัวประหลาดของบริษัทคือ บิล คอลลินส์ อะไรก็ตามที่เป็นเขา มักจะมีแต่อะไรที่มนุษย์เงินเดือนไม่อยากจะทำ หรือกล้าจะทำ หัวหน้าแผนกจะตามใจชายคนนี้เป็นพิเศษเพราะนิสัยที่ทำงานอย่างหนัก รวมทั้งงานก็ออกมาดีจนน่าอัศจรรย์ใจ แต่พักหลังๆ ทุกคนก็เริ่มสังเกตแล้วว่าเขาเริ่มแปลกไปจากทุกที

      แต่ก็ไม่มีใครเอะใจไปมากกว่านี้ บิล ยังคงเป็นเขาอยู่วันยันค่ำนั่นแหละ จริงไหม?

      ความยุ่งเหยิงของเขา ทำให้ตัวเองตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อผ่านไปราวๆ สองชั่วโมงเกือบจะเที่ยงคืนเศษๆ ดวงตาปรือและมือพยายามควานหานาฬิกาข้อมือที่ถอดทิ้งเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง บนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์คอมมิคแปลกๆ

     มือของเขาปัดไปโดนฟิกเกอร์ตั้งโต๊ะตัวเล็ก จนมันตกลงไปบนพื้นเบื้องล่าง บิลมองมันสักพักก่อนจะบิดขี้เกียจแล้วหยิบมันขึ้นมาวางไว้ที่เดิม 

     คอของเขาแห้งผาก และอากาศเย็นลงจนรู้สึกเหมือนเขากำลังนั่งทำงานอยู่ข้างนอกตัวตึก ร่างสูงโปร่งเหยียดกายลุกขึ้น ทิ้งแก้วกาแฟใบเดิมลงในถังขยะ คิดว่าจะลงจากลิฟท์ไปที่โซนพักพนักงาน เพื่อหยอดตู้ซื้อของกินจุกจิกและเครื่องดื่มขึ้นมาเติมแรงเพิ่ม เพื่อทำงานจากเดิมที่ทำค้างเอาไว้

      รองเท้าหนังสีดำหุ้มส้นกับขายาวๆ ก้าวพาร่างของตัวเองไปยังลิฟท์อย่างเอื่อยเฉื่อย มือข้างหนึ่งขยี้ดวงตาไปมา และอีกข้างยัดไว้ในกระเป๋ากางเกงตามบุคลิกที่เคยชิน ตัวลิฟท์เริ่มเคลื่อนตัวลงไปยังชั้นเกือบล่างสุด ก่อนที่มันจะเปิดออก เผยให้เห็นโซนพักพนักงานที่ยังเปิดไฟเอาไว้ 

      บิลมองไปรอบๆ พลางเดินตรงไปยังตู้หยอดเหรียญที่ตั้งเอาไว้สามสี่ตู้ติดกัน แล้วทำการหยิบเหรียญหยอดลงไปเพื่อกดซื้อเครื่องดื่มรสแปลกที่เย็นชืด กับขนมอีกสองสามห่อเล็กๆ ที่ติดมือมา 

      แต่ไม่ทันที่เท้าจะก้าวถอยหลัง ดวงตากระพริบเพียงเสี้ยววินาทีเดียว เขากลับพบว่าภาพเบื้องหน้าที่เผชิญอยู่นั้นแตกต่างออกไปจากที่มันควรจะเป็น แสงสีขาวของหลอดไฟถูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ทำให้ภาพทั้งหมดดูแปลกราวกับฝัน

      เขาขยี้ตาตัวเองเบาๆ พลางเพ่งสายตามองอย่างพินิจ แต่แสงก็ยังคงเป็นสีน้ำเงินเช่นเดิม สีของเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของไม่ได้เปลี่ยนตามไปด้วย และมันไม่ใช่ฝัน 

      ชายหนุ่มรีบเดินขึ้นลิฟท์ไป ถอนหายใจพลางเปิดกระป๋องน้ำยกขึ้นดื่ม ประตูลิฟท์เปิดออกในเวลาต่อมา แสงไฟทั้งหมดที่เห็นกลับกลายเป็นสีน้ำเงินไปโดยปริยาย อากาศเริ่มหนาวเย็นลงจนเขาลูบแขนข้างหนึ่งของตัวเองไปมา เดินมุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงาน ถ้านี่เป็นระบบประหยัดไฟรูปแบบใหม่ของบริษัท เขาคงจะคิดว่ามันเป็นเพราะเขานอนน้อย หรือกำลังฝันไปเอง

    หลังจากจัดการกับของกินไปได้สักพัก ดวงตาของเขาก็เริ่มกรอกมองไปมา จากโซนทำงานทั้งหมด ดูมีไฟเพียงสลัว ทว่าเขาก็เห็นเงาลางๆ ของใครบางคนเดินอยู่ข้างนอกกระจกใสที่กั้นเป็นกำแพงระหว่างโซน บิลขมวดคิ้วหม่น ปกติเขาไม่เคยเห็นใครมาเดินอยู่แถวนี้ ถ้าไม่ใช่พนักงานรักษาความปลอดภัย ที่น่าจะกลับไปประจำการที่ด้านล่างแถวโรงจอดรถแล้ว 

     อาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ลืมของ

     เวลาป่านนี้ นั่นสิ เขาเองก็อยู่ดึกเกินไปเหมือนกัน

     คงไม่แปลกอะไรหรอก
 
     บิลเลิกสนใจเงาตะคุ่มๆ นั่น แล้วหันไปนั่งเขียนขยุกขยิกบนกระดาษสามสี่แผ่นบนโต๊ะต่อ เสียงกุกกักดังขึ้นเล็กน้อย เงาที่เขามองไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายกำลังลากอะไรบางอย่างที่ดูหนักอยู่ด้านนอกกำแพงกั้นทึบนั่น แสงจากเบื้องล่างของเมืองส่องขึ้นมาบนชั้นนี้จนกระทบร่างนั้นเห็นได้ชัด จากจุดที่เขานั่งอยู่ น่าจะอยู่ไกลจากระยะสายตาของคนคนนั้นพอสมควร

    เสียงเงียบไปสักพัก เขาก็ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องทำงานเข้ามา ชายหนุ่มตัดสินใจโผล่หัวไปมองผู้มาใหม่เล็กน้อย ก่อนจะพบว่านั่นคือ 'มาร์ค คาร์เธอร์' รุ่นน้องในที่ทำงานที่ชอบอ่านคอมมิคเหมือนกับเขา บิลจำได้ว่าพวกเขาคุยกันได้ถูกคอแค่ไหน นั่นทำให้ชายหนุ่มยิ้มรับอีกฝ่ายที่โบกมือให้หลังเงามืดเป็นเชิงทักทาย

     "เฮ้ มาร์ค นายมาทำอะไรน่ะ เวลานี้?"

     บิลตัดสินใจถามออกไปด้วยโทนเสียงที่ไม่ให้มันดังเกินไปนัก ถึงที่นี่เวลานี้จะมีเพียงแค่พวกเขาก็ตามที

    มาร์ค คาร์เธอร์ เดินผ่านแสงสลัวเข้ามา เผยให้เห็นร่างที่ยังไม่เปลี่ยนชุด จากชุดทำงานเมื่อช่วงเช้าที่เจอกัน สูทสีดำเทาเข้ม และใบหน้าที่ดูเรียบนิ่งผิดกับรอยยิ้มที่ดูจะยินดีที่ได้เจอเขานัก คนที่อายุน้อยกว่าเดินมาพิงที่กำแพงกั้นโต๊ะทำงาน พลางถาม

     "ผมมาจัดการอะไรนิดหน่อยน่ะ แล้วก็ลืมของด้วย...ว่าแต่คุณเถอะครับ ทำไมยังทำงานอยู่อีก?"

      บิลยักไหล่ พลางหยิบกระดาษที่กำลังเขียนอยู่ให้รุ่นน้องดู อีกฝ่ายพยักหน้าส่งเสียงรับในลำคอ แล้วยังคงยืนมองเขาเขียนงานต่อไป 

      "ก็เหมือนทุกวันนั่นแหละ ฉันไม่ค่อยกลับบ้านหรอก ส่วนใหญ่จะทำงานช่วงดึกมากกว่า"

      เสียงนาฬิกาเคลื่อนเข็มดังต็อกแต็ก ท่ามกลางความเงียบที่ก่อตัวขึ้นสักพัก ราวกับปล่อยให้พวกเขาใช้ความคิดที่จะสรรหาคำพูดต่อบทสนทนา

      "หัวหน้าไม่ว่าเหรอครับ ปกติเขาไม่ให้ใครอยู่ดึกนี่ ใช่ไหม คราวก่อนผมแค่อยู่เคลียร์งานเล็กๆ ยังถูกไล่กลับไปเลย ไม่แฟร์นี่นา..."

      รุ่นน้องพนักงานไฟแรงของบริษัท พูดพลางยู่หน้าเซ็งๆ บิลหัวเราะเบาๆ ในลำคอ กับใบหน้าที่ปรากฏลักยิ้มดูเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว 

      "ก็ มีโดนเอ็ดๆ นิดหน่อย แต่เพราะทำงานส่งทัน หลังๆ ก็ดูจะไม่อะไรแล้วล่ะ...นายไม่รีบไปเอาของแล้วกลับบ้านรึไง พรุ่งนี้มีเข้าช่วงเช้าไม่ใช่เหรอ หืม?"

      คนโดนทักชักสีหน้าเอะใจเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มเบาบางจนดูชืด นั่นยิ่งทำให้บิลรู้สึกแปลกๆ กับคนข้างๆ นี่นิดหน่อย แต่มาร์คก็ส่ายหน้าแล้วเดินหายไปที่โต๊ะทำงานอีกฟากจากจุดที่เขานั่งอยู่

      บิลละความสนใจจากอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนที่มาร์คจะเดินกลับมาอีกรอบพร้อมกับแฟ้มสีขาวในมือ

      "ผมกลับแล้วนะครับ"

      เขาพยักหน้ารับ รุ่นน้องก็เดินรุดออกจากห้องทำงานไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด ก่อนหน้านี้เขารู้สึกฉงนนิดหน่อย เมื่อได้กลิ่นจางๆ จากตัวของอีกฝ่าย ไม่ใช่กลิ่นเหงื่อหรืออะไร 

       แต่เป็นกลิ่นคาวของอะไรบางอย่างจากสูทของเด็กนั่น

       ชายหนุ่มพยายามไม่คิดอะไรที่พาจิตฟุ้งซ่าน แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป ไฟทั้งหมดยังคงเป็นสีน้ำเงินสีเดิม ถึงกระนั้น แม้จะเหลือเพียงแค่เขาอยู่คนเดียว แต่เขาก็เริ่มได้ยินเสียงดังกร็อกแกร็กอีกครั้ง ภาพหนึ่งที่เขาลืมคิดถึงมันไป มันน่าจะเอะใจตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ 

       หมอนั่นลากอะไรอยู่ในตอนนั้น...?

       บิลค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้หลังเคลียร์งานเซ็ทแรกเสร็จ อาการเหน็บชาเกิดขึ้นที่ต้นขา ทำให้เขาต้องยืนรอให้หายดีสักพัก พลางเดินออกไปจากโซนทำงาน แล้วเลี้ยวไปตามทางเดินที่อีกฝ่ายเดินผ่านมา เหมือนกำลังลากอะไรบางอย่างอยู่

       บนพื้นและโถงทางเดินนั้นถูกแสงจากเมืองสาดใส่จนเห็นอะไรได้ชัดเจน กลิ่นของอะไรบางอย่างเริ่มลอยขึ้นตีจมูก เมื่อลมพัดผ่านเข้ามาจากที่ไหนสักที่ ชายหนุ่มยิ่งขมวดคิ้วหม่น กับสิ่งที่น่าสงสัยเหล่านี้ แต่เมื่อเพ่งสายตาที่พร่าเบลอดีๆ เขากลับพบสิ่งที่ทำให้กระตุ้นต่อมความคิดมากขึ้นกว่าเดิม

      รอยสีดำเป็นเส้นลากยาวมาจากอีกทาง บิลเดินเข้ามองมันใกล้ๆ กลับพบว่ามันคือ...เลือด 

      เลือดที่ยังไม่แห้งกรัง ไปบรรจบที่ห้องเก็บของและอุปกรณ์ทำความสะอาด ในหัวของเขาเริ่มคิดถึงสิ่งที่เป็นไปได้ทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจถอยออกมาจากบริเวณนั้น เพื่อลงไปหาพนักงานรักษาความปลอดภัยเบื้องล่างของตึกโดยไว

      ทว่าระหว่างที่กำลังเดินไปตามโถงทางเดินของห้องต่างๆ สู่ลิฟท์ที่พาลงไปชั้นล่าง เขาก็ต้องหยุดชะงักขาที่พยายามก้าวยาวๆ ให้เดินไวที่สุด บัดนี้ ภาพเบื้องหน้าของเขาคือร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ลิฟท์ตัวเดียวกัน มือสองข้างสอดใส่กระเป๋ากางเกง และแฟ้มสีขาวที่แนบเอาไว้ระหว่างแขนซ้ายนั่น กับขวานสีแดงที่วางพิงเอาไว้กับกำแพงข้างๆ ดูผิดวิสัยในที่ที่มันควรจะอยู่

      คนที่เขากำลังนึกถึง ว่าเป็นผู้ก่อเหตุอันไม่พึงประสงค์

      "จะกลับแล้วเหรอครับ?"

      เสียงนั้นเรียบนิ่ง เย็นยะเยือก ไม่มีถ้อยคำหรือเสียงที่บ่งบอกถึงบุคลิกเดิมจอมทะเล้น และดูเป็นมิตร บิลสูดหายใจเข้าเบาๆ มาร์คเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย

      "นึกว่าจะอยู่คุยกันสักหน่อย ผมก็เลยย้อนกลับมา..."

      มือของเขาเริ่มจับที่ด้ามขวานแนบมันเอาไว้ระหว่างตัว แฟ้มถูกวางทิ้งไว้บนพื้น สิ่งที่บิลเห็นภายในดวงตาของคนตรงหน้า คือจุดบอดหลุมลึกที่มองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาเริ่มเตรียมถอยหลังเพื่อเตรียมตัววิ่งในสถานการณ์ที่เริ่มกดดัน

     ไร้ซึ่งเสียงของการสนทนาต่อใดๆ เกมการล่าก็เริ่มต้นขึ้น บิลหันตัวออกวิ่งสุดชีวิต พุ่งเป้าหมายไปที่ทางลงบันไดหนีไฟ อีกฝ่ายที่วิ่งตามมาติดๆ ก็ง้างขวานสับเข้ากับผนังตรงจุดหักมุม จนต้องหยุดชะงักอีกครั้ง

     เสียงหัวเราะดูพอใจกับการตามล่านั้นดังไล่หลัง บิลสบถออกมาอย่างหัวเสีย ตัวแค่นั้นเขาไม่น่าประมาทให้เสียรู้เลยให้ตายเถอะ ขวานนั่นมันหนักพอสมควรเลย ตอนนี้เขาเริ่มหาวิธีสะกัดกั้นไม่ให้ฆาตกรวิ่งตามมาด้วยการผลักตู้เอกสารล้มลงไปจนเกิดสิ่งกีดขวาง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เขาก็ขอให้รอดกลับไปชดใช้ค่าเสียหายยังดีกว่าโดนจามหัวเละ

     เขากำลังพยายามคิด กึ่งวิ่งหาทางหนีทีไล่ให้ไวเหนือแสงที่สุด ว่าอะไรทำให้ไอ้เด็กนั่นหันเป้ามาที่คนอย่างเขา ที่ไม่เคยสร้างศัตรูกับใครเลย ต่อให้มีคนเกลียดหรืออิจฉาที่หัวหน้าตามใจ แต่ก็ไม่น่าจะใช่เด็กนี่ที่จะเป็นฝ่ายมาไล่สับคอกันแบบนี้ ไม่สิ...มันจะมีไอ้บ้าที่ไหนคิดแค้น จนต้องมารอดักฆ่ากันแบบนี้ต่างหาก!

      "วิ่งไป หาทางออกให้เจอสิ!"

     เสียงและคำพูดน่าหมั่นไส้จนอยากจะหันกลับไปตะโกนใส่ แต่ตอนนี้บิลสับขาวิ่งจนไม่อาจหยุดตัวเองได้ ลืมทุกขีดจำกัดของความเหนื่อยล้า เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังสติหลุดยิ่งกว่าเจอผีในห้องน้ำตอนกลางคืน อีกฝ่ายยังไม่ล้มเลิก ก่อนจะหายลับไปอีกทาง

     ตอนนี้สิ่งที่เขารู้ หมอนั่นน่าจะลงลิฟท์ไปดักรอเขาแน่ๆ เขาจึงต้องรีบให้ไวกว่าลิฟท์ จนกระทั่งถึงชั้นสาม ร่างกายของเขาก็รู้สึกเหมือนขาจะอ่อนหยวบลงเสียดื้อๆ จากการวิ่งลงบันไดโดยไร้การหยุดพัก หอบหายใจอย่างรุนแรง และตอนนี้ภาพเบลอๆ เบื้องหน้าคือไฟจากประตูลิฟท์ที่ค่อยๆ เปิดออก ราวกับรู้ว่าเขาจะมาหยุดอยู่ชั้นนี้

     เสียงผิวปากอย่างอารมณ์ดีของไอ้โรคจิตนั่น ดังแสลงหู บิลพยายามควบคุมร่างกายให้รีบก้าวขาหนีไปยังบันไดอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เขากลับถูกสันขวานกระแทกเข้าตรงสันคออย่างจัง ร่างกายล้มตึงลงไปกองกับพื้น รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล่นปราดเข้ามาอย่างหนักหน่วง พยายามลุกขึ้นอีกครั้ง แต่ก็โดนอีกฝ่ายจับคอเสื้อตึงเอาไว้

    ใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากกระต่ายหน้าตาโง่เง่า กับเลือดเปื้อนเกรอะกรัง ตรงปกคอเสื้อของมาร์คยังคงมีเลือดเปื้อนอยู่ ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะสลับกับภาพใบหน้าของรุ่นน้องและหน้ากากที่เลือนลาง 

    รอยยิ้มดูแปลกตานั่นเผยอขึ้น ก่อนที่หัวของเขาจะถูกกระแทกด้วยหัวของอีกฝ่าย ทำให้ภาพทั้งหมดถูกตัดไปราวกับชัทดาวน์คอมพิวเตอร์



      ร่างกายปวดและเมื่อยขบ ดวงตาสีฟ้าเทาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า ภาพทั้งหมดหวนย้อนกลับมาอีกครา คราวนี้เขาพบว่าตัวเองนอนฟุบอยู่กับโต๊ะทำงาน ข้างนอกยังคงภาพของความมืดและเวลาที่ตีตัวเลขเที่ยงคืน

     บิลสะดุ้งจากอาการบาดเจ็บที่คอของตัวเอง มันปวดไปหมด ภาพที่เขาเห็นมันยังคงติดตา เขารีบมองไปรอบๆ พบว่าทุกอย่างยังปกติ แต่ที่ผิดปกติ คืองานของเขาที่ทำเสร็จไปก่อนหน้านั้น...

     มันคอยย้ำเตือนทุกวินาทีที่เขาจ้องมองมัน ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่ก็มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดด้วยเช่นกัน

     เสียงผิวปากของใครบางคนดังแว่ว บิลรีบตั้งสติ และหาอะไรก็ตามใกล้ตัวขึ้นมาเป็นอาวุธเพื่อป้องกัน โทรศัพท์ของเขาหายไป แน่นอนว่ามันต้องเป็นฝีมือของรุ่นน้องนรกนั่น หลังจากพบกันไม่กี่วัน เขากลับพบว่าหมอนั่นมันบ้าและวิปริตมากกว่าสิ่งที่มันพูดออกมาลอยๆ 

     เขาไม่คิดว่านั่นคือสิ่งที่มาร์คจะทำมันจริงๆ

     คืนนี้ยังไม่จบสิ้น เหมือนหลายๆ อย่างถูกย้อนเวลากลับมา ยกเว้นบางอย่างที่บ่งชี้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน บิลค่อยๆ พาตัวเองหนีออกไปอีกฝั่งของทางออกห้องทำงาน หวังในใจว่ามันจะไม่ไปดักตรงหน้าลิฟท์ เสียงผิวปากนั่นแว่วมาจากห้องน้ำ 

     แสงไฟทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงสดดูน่ากลัว ยิ่งเพิ่มความกดดันให้เขาเป็นทวีคูณ แต่เมื่อเสียงนั้นหยุดลง มันมาพร้อมกับเสียงใหม่ของส้นรองเท้าหนังที่ดังขึ้นมาราวกับก้าวขาเร็วยิ่งขึ้น บิลพบว่าอีกฝ่ายเริ่มรู้ตัว ไม่ว่าจะจากอะไรก็ตามแต่ เขาคิดดีแล้วว่าไม่ได้ทำเสียงดังอะไรเลย 

    ชายหนุ่มชุดสูท ภายใต้หน้ากากกระต่ายสีขาวเปื้อนเลือด ถือขวานลากมาตามทางด้วยความรวดเร็วของฝีเท้า บิลรีบวิ่งเข้าไปในลิฟท์ ในขณะที่ฆาตกรก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาพร้อมกับขวานที่ง้างขึ้นจามก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดลง 

    วินาทีนั้นชายหนุ่มแทบใจหายใจคว่ำ ลิฟท์กำลังพาเขาลงไปยังชั้นล่างสุด รู้สึกถึงเสียงหายใจหอบหนักของตัวเอง และรู้สึกโล่งที่เขาจะได้ออกไปจากที่นี่เสียที 

    ในระหว่างที่ความสงบเงียบทำให้จิตใจสงบลงได้เพียงชั่วขณะหนึ่ง บิลรีบพาตัวเองวิ่งออกมาจากลิฟท์พร้อมกับออกไปนอกตัวอาคารได้สำเร็จ แต่ทว่า

    เสียงอีกฝ่ายก็วิ่งตามลงมาทัน และท่าทางที่ไม่ได้หอบเหนื่อยแตกต่างจากคนที่ออกกำลังกายบ่อยๆ แบบเขา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตามลงมาทัน บิลรีบมองหาพนักงานรักษาความปลอดภัยแถวนั้น กลับพบว่าไร้วี่แวว

    ขาเริ่มออกวิ่งหนีอีกรอบ แต่กลับถูกอีกฝ่ายสับขวานจามลงบนไหล่อีกข้างจนทรุดลงไป 

    เขาพลาด!

    ทั้งที่อยู่ห่างกันมาก ราวกับฆาตกรตรงหน้านี้มันไม่เคยมีอยู่จริง

    "มาจบเรื่องทั้งหมดกันเถอะ"

    บิลเบิกตาโพลง ด้ามแหลมคมของขวานที่ง้างขึ้น ร่างของเขาถูกอีกฝ่ายคร่อมเอาไว้ ก่อนที่ขวานสีแดงสดจะจามลงกลางศีรษะของเขา


    ภาพทั้งหมดมืดบอดลง

    ความหนาวเย็นเกาะกุมจิตใจ และร่างกายที่แน่นิ่ง

    แต่...เขายังคงหายใจ 


    ภาพเบื้องหน้าเริ่มเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง แสงไฟหน้ารถ สีฟ้าและสีแดงส่องเด่นจากรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้ามองไปรอบๆ รู้สึกถึงของเหลวข้นหนืดที่มือทั้งสองข้าง เขาค่อยๆ ก้มลงมองสิ่งที่อยู่ตรงปลายเท้า รู้สึกถึงความสับสนแล่นเข้าโจมตีอย่างรุนแรง

     ตำรวจต่างตะโกนให้เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะและจำยอม

     สิ่งที่เขาเห็น คือร่างไร้วิญญาณ นอนคว่ำหน้าของ มาร์ค คาร์เธอร์ รุ่นน้องร่วมบริษัท ขวานสีแดงฉานสับค้างอยู่บนศีรษะนั้นจากด้านหลัง 

     บิลถอยจนล้มลงไปนั่งกับพื้น มองมือที่เต็มไปด้วยเลือดของตัวเองอย่างปั่นป่วน ก่อนที่ตำรวจมากมายจะรีบวิ่งเข้ามาจับตัวของเขาเอาไว้

     เกิดอะไรขึ้น...กับเขา?

     ช่วงเวลาที่เยือกเย็นที่สุด โดดเดี่ยวที่สุด ไร้ซึ่งทางหนี เขารู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นได้ดีในท้ายที่สุด แสงจากโต๊ะทำงานภายในตึกแห่งหนึ่ง มันเงียบสงบ แตกต่างจากเสียงหอบหายใจที่เขาได้ยินจากตัวของตัวเอง เสื้อสูทยับยู่ยี่ ทั้งปลายกางเกงเปื้อนของเหลวสีเข้มกลิ่นคาวจากอีกร่างที่นอนคว่ำหน้าไม่ขยับเขยื้อน
 


     หากว่านี่คือจุดสิ้นสุดในห้วงจิตใต้สำนึกทั้งหมด เขาภาวนาให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความฝันที่หลอกลวง

     

     

     
SHARE
Writer
dontcallme
d e a ?
“Never can true reconcilement grow where wounds of deadly hate have pierced so deep...”

Comments