คนเคยฝัน
ฉันเคยมีฝัน

มนุษย์เราทุกคนอย่างน้อยต้องเคยมีความฝัน หรือความต้องการสักอย่างในชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำมันได้สำเร็จ

ฉัน ‘เคย’ มีฝัน

ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องเคยโดนถามคำถามเดียวกันมาก่อน

โตขึ้นอยากเป็นอะไร?

ในตอนนั้นเด็กทุกคนที่โดนถามย่อมมีมุมมองที่ต่างกันไป บางคนตอบได้ในทันที แม้ว่าคำตอบนั้นจะเป็นไปไม่ได้อย่างการเป็นเจ้าหญิง หรือการเป็นไดโนเสาร์ก็ตาม มันเป็นมุมที่ไร้เดียงสาน่ารักน่าชังในสายตาผู้ใหญ่

บางคนก็หาคำตอบให้ไม่ได้ จนต้องตอบส่ง ๆ ด้วยอาชีพทั่ว ๆ ใปที่คนส่วนใหญ่อยากเป็น อย่างทหาร ครู หรือหมอ เป็นคำตอบที่ผู้ใหญ่จะปล่อยผ่าน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป

แต่บางคนก็มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ มีความฝันที่ฟังดูยากเสียจนผู้ใหญ่หลายคนที่ได้ฟัง ‘ไม่เชื่อ’ ว่าพวกเขาจะทำได้

“หนูอยากเป็นนักบินอวกาศค่ะ” เด็กหญิงผมแกละตอบพร้อมแววตามุ่งมั่น เพื่อน ๆ ในห้องต่างฮือฮาอย่างสนใจ แต่คุณครูที่รับฟังคำตอบกลับทำหน้ากังขาในคำตอบนั้น

“หนูเป็นผู้หญิงนะ จะเป็นได้จริงเหรอ?” แล้วแววตามุ่งมั่นของเด็กสาวก็เลือนหายไปแทบจะทันที

นั่นเป็นความฝันแรกที่ฉันล้มเลิกไป...

ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้นฉันไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แล้วตั้งใจศึกษาดี ๆ ว่ามีนักบินอวกาศผู้หญิงอยู่ตั้งมากมาย ตอนนี้ฉันจะยังตั้งใจที่จะเป็นมันอยู่ไหมนะ?

“พ่อคะ... คือหนูอยากขอเรียนร้องเพลงได้ไหมคะ?”ฉันในวันมัธยมต้นร้องถามขึ้นกลางโต๊ะอาหารเย็นวันหนึ่ง ฉันกำช้อนส้อมในมือตัวเองแน่นอย่างประหม่า พ่อเหลือบตามองมาก่อนจะถามกลับ

“จะเรียนไปทำไม?”

“คือคุณครูวิชาดนตรีบอกว่าหนูมีพื้นฐานเสียงที่ดี ถ้าได้เรียนหรือฝึกดี ๆ ก็คงจะไปได้ไกลมาก ๆ ก็เลย...”

“อะไร อยากเป็นนักร้องหรือไงเรา?” พ่อถามขัดขึ้นมาก่อนจะจบประโยคดีด้วยซ้ำ ฉันกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก เมื่อรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่ดังขึ้นและความประชดประชันที่แฝงอยู่ในนั้น

“ก็... เร็ว ๆ นี้จะมีการประกวด หนูว่าจะไปลองดูอยู่เหมือนกันค่ะ” น้ำเสียงที่ตอบไปฉันรู้สึกได้ว่ามันไม่เต็มเสียงเท่าตอนแรก

พ่อของฉันเป็นคนเข้มงวด และไม่ได้ตามใจฉันเท่าไหร่นัก ทำให้การร้องขอครั้งนี้เป็นสิ่งที่ฉันไตร่ตรองอยู่นานและรวบรวมความกล้าอย่างมากเพื่อพูดมันออกมา

“แม่ว่าก็ดีนะ เผื่อมีแมวมองมาดู ลูกแม่อาจจะกลายเป็นนักร้องดังไปเลยก็ได้นะ” แม่ที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่นานพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เพื่อหวังที่จะคลี่คลายบรรยากาศอึดอัดในมื้ออาหารนี้เสีย ...แต่มันไม่ได้ผลเท่าไหร่

“เหอะ ไร้สาระน่ะสิไม่ว่า เอาเวลาเรียนร้องเพลงไปเรียนหนังสือดีกว่าไหม ไม่เห็นเหรอว่าลูกบ้านอื่นเขาได้ดิบได้ดีไปเป็นหมอ เป็นทนายกันไปหมดแล้ว ถ้ามัวแต่ไปประกวดอะไรแบบนั้นแล้วจะตามชาวบ้านชาวช่องเขาทันไหม”

ฉันหลุบตาต่ำลง เม้มปากแน่นอย่างอดกลั้น กลั้นความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นัยน์ตาร้อนผะผ่าว ฉันเร่งกระพริบตาไล่น้ำฝนในดวงตาที่พร้อมจะตกลงบนโต๊ะทุกเมื่อ

‘รู้อยู่แล้วว่าผลที่จะได้รับมันจะเป็นยังไง แต่ก็ถือซะว่าได้ลองแล้ว’

นั่นคือความคิดของฉันในตอนนั้น

พอคิดย้อนกลับไปแล้ว ตอนนั้นฉันได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วจริง ๆ หรือเปล่านะ?

ถ้าฉันยังดึงดันต่อไป หรือพยายามด้วยตัวเองต่อไป เดินหน้าโดยไม่สนใจคำค้านของใคร ตอนนี้ฉันจะเป็นยังไงกันนะ? ฉันจะชนะการประกวดไหม? จะมีแมวมองมาดูฉันอย่างที่แม่ว่าจริง ๆ หรือเปล่า?

มันเป็นคำถามที่ฉันจะไม่มีวันได้รู้คำตอบ

ฉันเลื่อนสายตาที่เหม่อลอยยามนั่งคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ไปยังแผ่นกระดาษที่เต็มไปด้วยรอยขีดฆ่ามากมาย ฉันมองมันด้วยสายตาว่างเปล่าอย่างที่หัวสมองของฉันเป็นตอนนี้

มันขาวโพลนไปหมด ฉันไม่รู้อีกต่อไปว่าฉันควรทำอย่างไรดี

บนหน้ากระดาษนั้นเคยเป็นชื่อของคณะวิชา และมหาวิทยาลัยที่ฉันสนใจจะศึกษาต่อ ตอนนี้ฉันใกล้จะจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เต็มทีแล้ว ก้าวต่อไปคือการเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝัน และนั่นแหละคือปัญหาใหญ่ของฉันในตอนนี้

ฉันไม่มีความฝันอีกต่อไปแล้ว...

จริง ๆ จะให้บอกว่าไม่มีความฝันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ฉันยังมีสิ่งที่อยากทำอยู่ ฉันตั้งเป้าหมายเป็นคณะที่มีคะแนนรับเข้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นคณะในมหาวิทยาลัยที่มีค่านิยมเชื่อกันว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศ มีแต่เหล่าหัวกะทิที่ได้รับเลือก

หัวกะทิ... ที่ไม่มีใครเชื่อว่าฉันจะเป็นหนึ่งในนั้น

“เธอดูไว้หรือยังว่าจะเรียนต่อที่ไหน?” เสียงของอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์รั้งฉันไว้ตอนท้ายคาบ เธอค่อนข้างเอ็นดูฉันที่เป็นหนึ่งในนักเรียนไม่กี่คนที่ตั้งใจเรียนวิชาของเธอ ทำให้บางครั้งเราก็มีบทสนทนานอกบทเรียนกันบ้าง อย่างเช่นครั้งนี้

ฉันคิดว่าถ้าเป็นเธอคงสนับสนุนความตั้งใจของฉัน อย่างน้อยอาจารย์ก็ต้องอยากให้ลูกศิษย์มีอนาคตดี ๆ ใช่ไหมล่ะ ฉันจึงตอบเธอไปตามความจริงว่าฉันกำลังคาดหวังอะไรอยู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่คำพูดให้กำลังใจอย่างที่หวัง สิ่งที่ฉันได้รับคือใบหน้านิ่งอึ้งของอาจารย์ ก่อนจะมีรอยยิ้มเจื่อนผุดขึ้นมาที่มุมปากของท่าน พร้อมประโยคตอบกลับ

“อ้อเหรอ... ดีแล้วล่ะ ทุกคนมีสิทธิที่จะฝัน อาจารย์เข้าใจ”

ไม่เลย...

ไม่มีใครเข้าใจอะไรฉันทั้งนั้น ไม่ว่าจะอาจารย์ หรือแม้แต่ครอบครัวของฉันเองก็ตาม

ทุกคนเอาแต่คาดหวังในสิ่งที่ฉันให้พวกท่านไม่ได้ ความคาดหวังที่อยากให้ฉันเรียนเก่ง ๆ จบสูง ๆ เข้ารับราชการ หรือทำงานที่มั่นคงได้เงินเดือนมากมาย ทุกคนเอาแต่บอกว่ามันคือความหวังดี

ความหวังดีที่ฉันไม่เคยต้องการ

ทุกคนเอาแต่สนใจในผลลัพธ์ของสิ่งที่ฉันทำ แต่ไม่เคยสนใจว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง ฉันเหนื่อยยากลำบากแค่ไหนกว่าจะได้มันมา

‘ได้เกรดเท่านี้เองเหรอ บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเล่นโทรศัพท์มากไป ก่อนหน้านี้ยังได้เกรดดีกว่านี้เลย’

‘ดีแล้วที่สอบผ่าน แต่คะแนนพาร์ทนั้นยังน้อยไปนะ ครั้งหน้าควรจะได้ดีกว่านี้’

‘ทำไมไปเรียนไกลจัง ไกลจากพ่อแม่ ไกลจากบ้านนะ ลองคิดดูดี ๆ ก่อน’

‘โห คะแนนสูงมากเลยนะ จะติดจริง ๆ เหรอ’

‘จบไปจะทำงานอะไร ทำไมไม่เรียนคณะที่มั่นคงกว่านี้ คนอื่นยังเรียนได้เลย ทำไมถึงเรียนแบบเขาบ้างไม่ได้ จะหมอหรือพยาบาลก็เรียนไปสิ’

‘เธอไม่เหมาะกับคณะแบบนี้หรอก มันต้องเข้าสังคม ต้องทำงานกับคน ครูดูแล้วเธอไม่ใช่แบบนั้นเลยนะ’

ความฝันของฉันริบหรี่ลงอีกครั้ง...

หลายชั่วโมงที่ผ่านมาฉันพยายามหาที่ใหม่ที่ฉันพอจะเข้าได้ เป็นไปตามความคาดหวังของครอบครัวและอาจารย์ แต่มันก็เท่านั้น

ไม่มีที่ไหนที่ฉันจะรู้สึกมีความสุขเลยสักที่

ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมอยู่ในกองของเศษซากของอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ดิ้นรนมากแค่ไหนฉันก็หลุดพ้นจากมันไม่ได้สักที นับวันยิ่งจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ

แล้วฉันก็รู้สึกตัว ว่าตัวเองกำลังจมลงไปท่ามกลางความฝันมากมายที่เคยมีและล้มเลิกไปอย่างไร้ความพยายาม ความคาดหวังที่ถูกโยนมาอย่างต่อเนื่องจนฉันไม่อาจรับไหว ความกดดันที่ทับถมลงมาโดยผู้ให้ไม่เคยรู้ตัว มีเพียงฉันที่รับรู้

เหมือนเป็นวงจรของอะไรบางอย่างที่วนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันหนีออกมาได้ ค้นพบความฝันใหม่ แล้วก็ถูกบั่นทอนกำลังใจจนล้มเลิกมันไป ฉันเหนื่อยเหลือเกินที่จะต้องพยายามใหม่อีกครั้ง เหนื่อยที่จะต้องแบกรับอะไรมากมาย เหนื่อยที่ต้องท้อถอยและยอมแพ้กับทุกสิ่ง ฉันเหนื่อยที่ต้องเกลียดตัวเองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมันได้สักที

สุดท้ายแล้วฉันมันก็แค่คนเคยฝัน

SHARE

Comments

chorsep
2 months ago
เธอคะ เธอสู้ๆนะ เราเกิดมาเพื่อฝัน หวังว่าฝันของเธอจะเป็นจริงได้นะคะ สักวันนึง :-)
Reply
Aitalae
2 months ago
ขอบคุณค่ะ มันเป็นแค่ห้วงอารมณ์หนึ่งในอดีตที่เราแต่งเติมมันเป็นเรื่องราว แต่สุดท้ายเราก็เลือกทำตามความสุขของเราจนได้ค่ะ :)
dekfekkian
2 months ago
สู้ๆนะ เราก็เป็นเหมือนเธอ มีความฝัน แต่ถูกมองว่าฝันนั้นปัญญาอ่อนบ้าง ไร้สาระบ้าง เป็นไปไม่ได้บ้าง สุดท้ายก็ต้องเรียนตามที่ผู้ใหญ่เขาเลือก
Reply
captain01
2 months ago
การมีความฝันมันง่าย แต่การปกป้องความฝันมันยากกว่า คุณลองไม่แคร์คนอื่นดูไหมครับลองไม่สนใจน้ำเสียงสีหน้าของคนอื่นแล้วทำตามใจตัวเอง ลองหันมาสนใจตัวเองว่าตัวเองต้องการอะไรมันจะดีกว่าไหมถ้าไม่มีน้ำลายคนอื่นมาปะป่นกับความฝันของเรา
Reply