นิสิตวิศวะปี3
เหนื่อย.



นี่คือคำที่ครอบคลุมและอธิบายทุกๆอย่างในตอนนี้ได้ดี

"สอบเข้าได้ก็สบายแล้ว"
คำโกหกจากผู้ใหญ่ที่เขาอาจจะพูดไปงั้นๆ แต่เราก็เชื่อ


พอสอบเข้ามาได้แล้วกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย มันกลายเป็นว่าเราปรับตัวกับสังคมมหาลัยไม่ได้ เราสับสน ทุกอย่างดูจะยากไปซะหมด เคว้งเลยแหละตอนนั้น


"ผ่านปี1ไปได้ก็คือเรียนได้แล้วแหละ จบแน่ๆ"
เราเชื่ออีกรอบกับคำพูดนี้


แต่...มหาลัยไม่เหมือนมัธยม!
แต่...มหาลัยไม่เหมือนมัธยม!
แต่...มหาลัยไม่เหมือนมัธยม!
แต่...มหาลัยไม่เหมือนมัธยม!
แต่...มหาลัยไม่เหมือนมัธยม!
แต่...มหาลัยไม่เหมือนมัธยม!



มหาลัยถ้าไม่ผ่านก็คือ ไม่ผ่าน นี่คือความเป็นจริงที่เราต้องเจอและทำใจยอมรับให้ได้


เคยเงียบและทนมาตลอดเวลาแม่บอกว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไปเหมือนที่ผ่านมา เอาจริงๆเลยนะ แม่ลืมไปหรือเปล่าว่าลูกคนนี้ไม่ได้เก่งหรือฉลาดมาจากไหน ลืมไปหรือเปล่าว่าที่ผ่านมาลูกผ่านมายังไง มันไม่ง่าย ไม่เคยง่าย แค่แม่ไม่เข้าใจก็เท่านั้นแหละ


สำหรับคนที่ไม่เก่งและไม่ได้หัวดีอย่างเรา "ความขยัน" คืออาวุธเดียวที่มีอยู่ในมือ วันไหนเราไม่ขยันอาวุธเราก็พังและเราก็จะตายในที่สุด

เคยคิดว่าบ้านคือเซฟโซน เป็นความสบายใจเข้าใจเราทุกอย่าง แต่ตอนนี้คงต้องกลับมาทบทวนกันใหม่แล้วล่ะ 

ไอการที่เราไม่เคยมีปัญหากับที่บ้านเรื่องการเรียนเลยมันเพราะว่าเค้าให้อิสระเราจริงหรอ? 
มันอาจจะเพราะว่าสิ่งที่เราเลือกตรงกับใจพวกเค้าซะมากกว่า 

เราไม่เคยได้รับแรงกดดันจากที่บ้านจริงๆน่ะหรอ?
เคยคิดว่ามันจริง แต่ตอนนี้ก็ว่าคงจะไม่จริงแล้วล่ะ 
เพราะความคาดหวังเล็กๆน้อยๆในสิ่งที่มันยากกับตัวเรานั่นแหละคือความกดดัน มันไม่ใช่ว่าเราจะผ่านไปด้วยกันประคับประคองกันไป แต่มันกลายเป็นว่าเราโดนเค้ากดแต่ก็ยังต้องเดินต่อ


แต่ความแปลกอย่างนึงคือ แทนที่เราจะเลือกบอกไปตามตรงว่ามันยาก!!! มันยากมากจริงๆเมื่อไหร่จะเข้าใจ แล้วเลิกพูดว่ามันจะผ่านไปได้ซะที เมื่อไหร่จะหยุดบอกว่าแค่ทำให้เต็มที่ก็พอผลจะเป็นไงก็ช่าง หยุดเหอะ อยู่เงียบๆไม่ต้องพูดอะไรเลยยังจะดีซะกว่า แค่ฟังเฉยๆอะมันยากนักหรอ

อือเราไม่เคยพูดเลย เราบอกแค่ว่าเราเหนื่อยและมันยาก ไม่เคยพูดอะไรต่อจากนั้นเพราะน้ำตามันจะไหล เราไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าเราอ่อนแอ..แม้กระทั่งกับแม่ ตลกดีคงเพราะรู้ล่ะมั้งว่ามันจะแย่ไปกว่าเดิม แม่จะคิดยังไงถ้าต้องมารับรู้ว่าลูกสาวเค้าร้องห่มร้องไห้พร่ำบอกว่ามันยากเหลือเกินในสิ่งที่แม่คาดหวังให้เราทำได้ ก็คงจะไม่สบายใจ


นั่นแหละ เลยกลายเป็นว่าเราแบกทั้งความเหนื่อยของตัวเอง ความไม่สบายใจของแม่ และความกดดัน

ฉันในปี3คือฉันที่ข้างในมันพังยับเยิน แตกสลายแล้วประกอบขึ้นมาใหม่นับครั้งไม่ถ้วน ฉันภายใต้หน้ากากอันสวยหรู ฉันที่ต้องคอยยิ้มให้กับคนอื่นๆแล้วบอกว่าไม่เป็นไร มันจะไม่เป็นไร แล้วก็บอกตัวเองอย่างนั้นด้วย

สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังเหนื่อยและมีแค่ตัวเองที่เข้าใจตัวเอง กอดกับตัวเองไว้แน่นๆในวันที่เราไม่รู้จะกอดใคร เอาจริงๆถ้าเลือกได้ก็อย่าไปเก็บความไม่สบายใจของใครมาใส่ตัวเลย มันหนัก.

: )




SHARE
Writer
Antil
AAN
Me and You feel blue

Comments