อ้อมกอดที่ไร้มวลกาย. ตอน 01
ภายใต้ความรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกบีบรัดจนเกินจะทนรับไหว...หัวใจเธอได้หยุดเต้น แต่ก่อนขาดใจหญิงผู้นั้นยังคิด ว่าตัวเองที่ไร้พันธะใดมาผูกมัดและไม่อาจหาความหมายใดในการต้องออกแรงหายใจเข้าออก...ช่างเป็นอิสระ คนที่เธอรักเพิ่งแยกทางไปเมื่อเช้านี้เอง เขานัดเธอมาทานข้าวด้วยกันในร้านหนึ่งของตึกแถวย่านเยาวราช แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ายใดจะทานมันเสร็จเขาก็วางช้อนส้อมลง ยินช้อนเงินและส้อมเสียดสีเป็นเสียงที่น่าสะอิดสะเอียน ความสะอิดสะเอียนนั้นแผ่พล่านขึ้นมาจากกระเพาะของชายตรงหน้าและออกมาทางลมปาก เขาพูดบางอย่าง ถ้อยคำที่เธอไม่เคยคาดฝันว่าจะพบพานซึ่งบัดนี้เธอลืมมันไปแล้ว เหมือนสมองไม่อาจทนทานรับมันได้จนจำต้องตัดออกจากสารบบของคลังความจำ เธอลืมมัน ลืมชื่อเขา ลืมสัมพันธ์ เธอลุกจากโต๊ะ เดินออกมาจากร้านเหมือนกับศพตายซาก เดินฝ่ากลุ่มคนไปสู่มุมมืดของอาคารไหนสักแห่ง เธอไม่รู้ ไม่สน หวังเพียงตนหลุดพ้นจากห้วงอารมณ์อันหมองหม่น พอฟังดูให้ดีที่นี่เงียบราวกับร้างผู้คน เธอมองเข้าไปสุดทางตรงช่องนะหว่างตึกสองหลัง ที่นั่นแคบพอให้คนหนึ่งคนมุ่งตรงเข้าไปเท่านั้น และมันยิ่งชวนให้สะพรึงใจเมื่อคิดว่าช่องช่องนี้เป็นที่ทางซึ่งถูกเตรียมไว้สำหรับเธอโดยเฉพาะ ไม่ใช่เธอก่อนหน้านี้ที่ยังมีชายผู้หนึ่งไว้เดินคล้องแขน หากแต่ต้องเป็นยามนี้อีกเสียด้วย
      ภายใต้ลมหายใจรวยรินและสายตาที่เริ่มพร่าเลือนราวกับแสงไฟริบหรี่ เธอรู้ดีว่าจุดจบของชีวิตคงจะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเป็นมา อาการอย่างที่ว่า แขนทั้งสองของเธอแนบชิดกับลำตัวจนข้อศอกแทบพับหักเสียผิดรูป ริมฝีปากที่เพิ่งทาลิปสติกสีแดงลิ้นจี่กลายเป็นซีดเหมือนผลไม้เน่า หลังจากที่เธอพ้นช่องแคบระหว่างสองตึกจึงมาพบทางตันที่มีลักษณะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยกำแพงขาว พื้นที่ที่กว้างพอให้คนสองคนกางแขนต่อกันได้ แต่ที่แห่งนี้กลับไม่มีใครนอกจากตัวเธอ ตอนนั้นเธอคิด ว่าเหตุใดที่ลักษณะนี้จึงถือกำเนิดขึ้นมาได้ มันเป็นความผิดพลาดอันไร้ความหมายหรือเป็นความจงใจในระหว่างก่อสร้างตึกแถวทั้งสองหลัง แต่ก่อนจะตัดสินใดๆต่อความเชื่อของตนนั้น สายตาเธอก็พลันเหลือบไปเห็นถุงพลาสติกเล็กๆใบหนึ่ง เป็นเหมือนถุงขยะที่ถูกทิ้งไว้อย่างจงใจบนพื้นที่ไร้สายตาไร้ผู้ใดมาสนใจ เธอมองขึ้นไป แต่ผนังด้านข้างของสองตึกแถวก็หาได้มีหน้าต่างไม่ จะมีก็แต่รอยร้าวของสีที่ลอกล่อนเป็นสีเหลืองอ่อนฝั่งหนึ่ง และสีเทาจางอีกฝั่งหนึ่ง ทันใดนั้นเสียงแปลกๆก็ดังมาจากข้างในถุง เธอก้าวถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง ก่อนจะข่มความกลัวแล้วเพ่งไปยังสีเนื้อซึ่งถูกอำพรางอยู่หลังแผ่นพลาสติกบางใสนั่น
      สิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นพล่านพยายามหาทางออกจากหีบห่อที่ปิดตาย อากาศภายในถุงคงใกล้หมดแล้ว เธอมองดูสิ่งนั้นสะบัดส่วนสัดไปมา ส่วนที่เรียกว่าแขน ส่วนที่เรียกว่าขา บางครั้งก็เป็นก้อนหัวและดวงตาที่จ้องทะลุออกมา เธอสบตากับทารกน้อยที่ค่อยๆตายลงอย่างช้าๆพลางบังเกิดความปีติยินดีในอำนาจ เธอสามารถคลี่คลายถุงนี้ออกหรือรอดูต่อไปเฉยๆ เพียงการอยู่เฉยๆไม่ต้องออกแรงใดๆด็สามารถดลบันดาลให้ชีวิตหนึ่งถูกคร่าไป
แม่
อะไร เสียงนั้นมาจากที่ใด เสียงเรียกของผู้ใด เธอคิดว่าตนต้องหูฝาดไปแน่ๆ แต่แล้วเจ้าเสียงโทนเดิม โทนที่ฟังดูน่าเวทนาและไร้เดียงสาก็ดังขึ้นอีกครา เพียงแต่ว่าออกจะเบาลงไปมาก เหมือนเจ้าของเสียงนั้น พยายามอย่างสุดความสามารถเท่าที่ลมหายใจอันจำกัดจะพึงแสดงพลังของมัน เธอจ้องมองอย่างลึกล้ำไปสู่ดวงวิญญาณภายในถุงตรงหน้า และโดยไม่ต้องขบคิดใครครวญให้เสียเวลา สองมือของเธอก็ยื่นออกมา...หากแต่ว่าที่ถูกบรรจุอยู่ภายในถุงกลับเป็นเพียงสายลมหอบหนึ่ง อากาศก้อนหนึ่ง ที่ฟุ้งกระจายจางและกลืนหายไปในแทบจะทันทีที่ปากถุงถูกเปิดอ้า ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือแม้แต่วัตถุใดถูกทิ้งให้ตายอยู่ภายในนั้น และบางทีคงไม่มีถุงชนิดไหนมาถูกทิ้งเอาไว้ในสถานที่ร้างตัน ในวินาทีแห่งความว่างเปล่านั้นเอง ที่มวลอากาศรอบๆตัวเธอเริ่มเปลี่ยนแปรผัน มันเริ่มด้วยการพัดกรรโชกจนเสื้อผ้าของเธอโบกสะบัด เส้นผมที่ผูกหางม้าเอาไว้อย่างหลวมๆถูกกระชากให้สยายเป็นสายใยบางๆกลางอากาศ เส้นผมดำยาวของเธอเหินบิดเป็นเกลียวคลื่นบนฉากหลังกำแพงขาวนั้น ดูประหนึ่งเป็นเส้นขีดเขียนที่มีชีวิตอยู่บนผืนกระดาษไร้ราคาแผ่นหนึ่ง มันช่างงดงามและเศร้าซึ้งตรงที่ไม่มีแม้แต่ผู้ใดผู้หนึ่งได้มาประจักษ์ภาพวินาทีสุดท้ายของชีวิตสตรีผู้นี้

      กระทั่งหลายวันต่อมา ชาวบ้านแถบนั้นเริ่มได้กลิ่นเหม็นแปลกประหลาด พวกเขาต่างพากันตั้งคำถามและต่างพากันหาต้นตอ หนุ่มน้อยร่างบางที่ผู้คนรู้จักกันดีและเรียกขานเขาว่าเจ้าชี เนื่องเพราะเขาชอบเปลือยท่อนบนแล้ววิ่งไปนู่นไปนี่ ได้พลัดหลงกับกลุ่มญาติที่มัวแต่สารวนกับกลุ่มเพื่อนบ้านเดินตระเวนไปบนถนนในยามเช้าที่อากาศแสนจะบริสุทธิ์ เขาหลุดออกมาราวกับลูกผลไม้ที่กลิ้งออกจากตะกร้า กลิ้งเข้าหาเขตแดนลี้ลับและคับแคบที่ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินผู้ใหญ่คนไหนเล่าให้ฟัง หนุ่มน้อยเดินเข้าไปตามทางระหว่างอาคารสีเหลืองและสีเทา เขายิ่งเดินก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงโลกภายนอกที่ค่อยๆเหินห่างออกจากวิถีแห่งชีวิตของตัวเขาเอง แล้วในที่สุดเจ้าชีก็เผชิญหน้ากับทางตันแห่งนั้น ผืนสีขาวของมันสูงผงาดเหนือศีรษะเยาว์วัยที่ไร้ประสบการณ์ เจ้าชีไม่คิดสนใจผนังปัญญาอ่อนที่มาตั้งขวางทาง อันที่จริงเขาไม่คิดว่ามันมาขวางทางเลยเสียด้วยซ้ำ สำหรับหนุ่มน้อย ผืนแผ่นนี้ก็มิได้ต่างอะไรจากสัญลักษณ์เลี้ยวกลับ เขาก็แค่ต้องเดินต่อไปข้างหน้าบนเส้นทางที่ตนเคยล่วงผ่านเมื่อขามา ผู้ใหญ่บางคนเคยพร่ำสอนเขาว่าอย่าถอยหลังเป็นอันขาดโดยเฉพาะมารดาที่ล่วงลับ แต่ถึงกระนั้น สำหรับเจ้าชีจะอย่างไรมันยังคงเป็นการเติบโตไปข้างหน้า หนุ่มน้อยม้วนหันหลังเป็นวินาทีเดียวกันกับที่หูของเขาสำเหนียกเสียง
เพรียกบางๆจากมุมหนึ่งชิดผนัง เขารีบหันหลังกลับทันควันแล้วก็เจอะเข้าเจ้าถุงพลาสติกใบหนึ่ง แรกๆมันก็เป็นแค่ถุงธรรมดาๆ แต่ยิ่งเจ้าชีมุ่งเข้าไปหา กลิ่นประหลาดอย่างรุนแรงก็ปะทะเข้ากับผัสสะของเขาอย่างเต็มแรง มันคือกลิ่นที่เริ่มโหยไปตามลมในถิ่นที่เขาอาศัยอยู่ เจ้าชีดีใจคิดว่าตนได้เจอหลักฐานชิ้นสำคัญเข้าให้แล้ว เขากระโดดเข้าหามันอย่างไม่กลัวเกรงอะไรพลางคลี่คลายปากถุงที่ม้วนพันกันไว้ให้เผยซึ่งสิ่งที่อยู่ภายใน เจ้าชีแปลกใจทันทีที่เห็น ริมฝีปากแดงลิ้นจี่ที่ไร้เจ้าของนอนสงบราวกับสัตว์จำศีลพร้อมกับกลิ่นที่หายไปจนหมดสิ้น แต่แล้ว ภาพความทรงจำที่ไม่เคยประสบพบมาก่อนก็ปรากฏขึ้นในห้วงสมอง ราวกับเขาได้ไปนั่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งดูคุ้นตา หากแต่ชายหนุ่มตรงหน้านี้เป็นใคร แล้วทำไมเขาจึงพูดกับตนเช่นนั้น ทำไมเขาต้องบอกว่าเราสองคนไม่ได้มีเส้นทางร่วมกัน ทำไมตนจึงรู้สึกเศร้าปนสะอิดสะเอียนกับคำพูดนั่นและทำไมจึงมีชื่อของชายตรงหน้าอยู่ในความทรงจำ เจ้าชีพลันตื่นจากภวังค์ ในมือของเขากำริมฝีปากของเธอเอาไว้มั่น

SHARE
Writer
WindLiu
Walker
Live In The Mirror The In Leave

Comments