อิตาลีที่รก (ที่ต้องบันทึกไว้)
(คำเตือน : ยาวมาก)

วันนี้อยากจะบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอิตาลีที่แบบคนอะไรมันจะซวยได้ติดกันขนาดนี้ 😂

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอิตาลีตอนนั้น ทำให้คิดว่า “ชาตินี้กุจะไม่กลับมาอิตาลีอีกแล้ว” 

เกริ่นก่อนว่า ถ้าให้นับจากประเทศยุโรปที่ได้เดินทางไป อิตาลีในความคิดเรา มีความเละเทะมากที่สุดจริง ๆ (ณ ความคิดตอนนี้) ยิ่งถ้าเป็นอิตาลีทางฝั่งใต้ (ไม่ต้องใต้มากแค่ไล่จากฟรอเลนซ์ลงมาก็ไม่ค่อยโอแล้ว) โอ้วแม่เจ้าทำไมมันอย่างกับเมืองที่ซอมบี้บุก เหมือนเมืองที่ในอดีตเจริญมาก ๆ บางที่เห็นร่องรอยการใช้ชีวิตที่มีความสุขของผู้คนในอดีต แต่ภาพนี้ปรากฎมันทำให้อึ้ง ความคิดตอนนั้น กรุงเทพฯ นี่เป็นเมืองสวรรค์ไปเลย แหล่งที่เจริญจริง ๆ จะเห็นได้ว่าเป็นรอบ ๆ แหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ๆ แต่ย่านอื่น ๆ มัน Unseen จริง ๆ คำว่าเปิดหูเปิดตา ออกนอกกะลามันคืออย่างนี้นี่เอง 

การเห็นอิตาลีในอีกมุม ทำให้ต้องกลับมาเสริชข้อมูลเลยว่า เกิดอะไรขึ้นกับอิตาลี เมืองที่ผู้คนใฝ่ฝันอยากไป ความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมโรมัน เมืองที่มีอุตสาหกรรมแบรนด์เนมระดับโลก มีวิทยาการศิลปะยาวนานเป็นพันปี ฯลฯ

ต้องขอเล่าก่อนว่า จากที่หาข้อมูลมา อิตาลีคือประเทศที่ยื่นเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งคั่นระหว่างทวีปยุโรปกับแอฟริกา รวมถึงประเทศที่เรียกกันว่าตะวันออกกลาง 

อิตาลีใต้ (รวมประถึงประเทศอื่น ๆ ที่ติดทะเลด้วย เช่น สเปน ฯลฯ) จึงเป็นเสมือนดินแดนของนักแสวงโชคที่ผู้คนสมัยก่อนล่องเรือเดินทางเข้ามาทำมาหากิน รวมทั้งผู้ลี้ภัย ทำให้มีความหลากหลายทางด้านรูปร่างหน้าตามากทีเดียว มีทั้งผิวดำ หน้าแขก ๆ ทั้งแขกขาวแขกดำ หน้าฝรั่งไปเลยก็มี จะเห็นได้ว่า ถ้าไปอิตาลี หน้าตา บ้านเมือง ผู้คน ภูมิประเทศริมทางรถไฟฝั่งอิตาลีเหนือที่ติดกับสวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ฯลฯ จะแตกต่างกันกับฝั่งอิตาลีใต้ค่อนข้างมาก 

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความซวยขึ้น จากการไม่ระวังตัวก็ส่วนหนึ่ง 

เมืองแรกที่เข้าอิตาลีก็คือมิลาน เป็นฝั่งอิตาลีเหนือที่ติดสวิสฯ แม้ว่าจะเจอเรื่องซวยนิดหน่อย แต่ความซวยนั้นไม่ได้เกิดจากคนท้องถิ่น แต่เกิดจากชาวเอเชียด้วยกัน (คือคิดว่าถูกกลุ่มเด็กจีนขโมยจักรยาน แต่วิ่งตามกลับมาได้ตอนหลัง) คิดว่าคนอิตาลีค่อนข้างเฟรนด์ลี่มาก ๆ ตอนนั้นคิดว่ามันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทั้ง ๆ ที่กลับรร.ดึกมาก ๆ วิวข้างทางจากเมืองชายแดนสวิสฯ มามิลาน ไปทะเลสาบ ไปเวนิส มีไร่ มีทุ่ง มีบ้านคน น่าจะเป็นบ้านเกษตรกร มีภูเขา มีทะเลสาบ ด้วยภูมิเศาสตร์ที่ใกล้เคียงกัน ก็แอบคล้ายสวิสฯ แต่ไม่เหมือนขนาดนั้น 

ทำให้คิดว่า ที่หาข้อมูลก่อนมาว่า อิตาลีน่ากลัว เป็นแหล่งมิชชาชีพระดับโลกยิ่งกว่าปารีสเสียอีก มิลานเป็นเมืองเถื่อน บลา ๆ พอมาจริง ๆ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทำให้ผ่อนความระวังตัวลงเมื่อเดินทางเข้าฟลอเรนซ์

❶ ความซวยแรกที่ฟลอเรนซ์-เมืองแห่งศิลปะ คือ การขึ้นรถประจำทาง 

ที่ฟลอเรนซ์ แถวสถานีรถไฟ มีรั้วกั้นรอบ ก็ไม่ถึงขนาดลวดหนามหรอก มีทหารยื่นถือปืนทุกมุม บรรยากาศเหมือนจะมีซอมบี้วิ่งมา ไม่รู้ว่ากำลังปรับปรุงใหม่หรือเปล่า การเดินหาป้ายรถเมล์ในฟลอเรนซ์ก็ยากเหลือเกิน เพราะป้ายไม่แบบสะดุดตาเหมือนที่อื่น พอไปเห็นป้ายรถเมล์จริง ๆ ถึงกับอึ้ง เป็นป้ายแบบเสาเหล็กที่คนยกไปไหนก็ได้ สนิมเกาะเคอะมาก มีคนมาขีดเขียนเยอะ สกปรก บางป้ายก็พัง ไม่มีการซ่อมแซม ดูไม่รู้เรื่อง ทำให้หาป้ายรถเมล์ขึ้นไม่ได้ง่าย ๆ เดินวนไปมาเป็นชั่วโมง ในอิตาลีเราไม่ควรถามทางใครสุ่มสี่สุ่มห้า นอกจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจ หรือทหาร 

แล้วจากการที่เพื่อนหาข้อมูลมา คือ เราจะสามารถซื้อตั๋วรถเมล์ได้ถูกกว่า ถ้าซื้อจากตู้ หรือร้านขายบุหรี่ ก็เลยไปซื้อที่ตู้ขายตั๋ว ถูกกว่า 0.2 ยูโร ราคาปกติที่ซื้อบนรถคือ 2 ยูโรต่อเที่ยว

แต่ตั๋วที่ซื้อจากตู้ ไม่เหมือนกับตั๋วปกติ ปกติจะได้สีส้ม แต่เราได้เป็นสีขาวมา 

เพื่อนถามข้อมูลจากเพื่อนใน FB จนเจอรถเมล์สายที่จะไป ก็ขึ้นไป โชว์ตั๋วให้คนขับ คนขับก็โอเคขึ้นมาได้เลย ดูเฟรนด์ลี่จริง ๆ บนรถมีกลุ่มคนไทยผู้หญิงอยู่ 4-5 คนแต่ไม่ได้เข้าไปคุย

พอรถเมล์ออกตัวไปได้สัก 100 เมตร คนขับรถก็จอดกลางถนน แล้วก็มีคนวิ่งขึ้น 2 คนด้วย เค้าพยักหน้ากันกับคนขับรถ ตอนนั้นคิดว่า เออ คนอิตาลีนี่คล้ายคนไทยแฮะ รถออกจากป้ายแล้วก็จอดให้ขึ้นด้วย 

แต่ที่ไหนได้ คนที่ขึ้นมาที่เป็นผู้หญิงไปขอตรวจตั๋วกลุ่มคนไทยอีกกลุ่ม จนมีคนไทยคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า อ๋อ นี่คนตรวจตั๋ว ตอนนั้นเราก็เข้าใจว่าเค้าอาจจะเป็นคนตรวจตั๋ว เข้าใจว่ารถเมล์แต่ละที่มีระบบไม่เหมือนกัน อีกคนที่ขึ้นมาคือคนผู้ชาย ก็มีคนยื่นตั๋วให้เค้า เราก็ยื่น "แต่เค้ามีปัญหากับตั๋วของเรา"

เค้าบอกว่าตั๋วของเราไม่ได้แสตมป์ แล้วพยายามขอพาสสปอร์ต เค้าก็อธิบายว่าเป็นงานของเค้า พวกคุณต้องจ่ายคนละ 50 ยูโรเพราะเราไม่แสตมป์ตั๋ว นี่เป็นงานของเค้า

ฉิบหาย ! 

เพื่อนก็อธิบายว่า นี่เป็นครั้งแรก เราไม่รู้ พลีสๆๆๆๆ 

เราก็ถามว่า แล้วแสตมป์ตั๋วตรงไหน? 

มันก็ไม่ยอมบอก มันจะเอาพาสสปอร์ตอย่างเดียว (เอาจริง ๆ เรากับเพื่อนก็เห็นว่ามีเครื่องบางอย่างเหมือนที่แสตปม์ตั๋วในปารีสอยู่บนรถเมล์นั่นแหละ อยู่ตรงหน้าเลย แต่ไม่เห็นมีใครเอาตั๋วมาสอดเครื่องนี้) 

เราก็คุยกับพื่อนเป็นภาษาไทยว่า เอาพาสสปอร์ตมาป่าว "ตกลงกันว่าจะไม่ให้นะ" 

เพื่อนก็บอกมันไปว่า ลืมพาสสปอร์ตไว้ที่โรงแรม เอารูปถ่ายพาสสปอร์ตในมือถือได้ป่าว มันบอกไม่ได้ มันก็ยื่นบัตรเจ้าหน้าที่ที่มันคล้องคอมาให้ดู ยื่นเอกสารให้ดู พูดย้ำอยู่ได้ว่า It’s my job. มึงต้องจ่ายคนละ 50 ยูโร

ไม่รู้อ่ะ แต่ยังไงพวกกูจะไม่ให้พาสสปอร์ตมึงเด็ดขาด

ตอนนั้นแค่มันบอกว่า ที่แสตมป์ตั๋วอยู่ไหน กูจะลงกลางทางตรงนี้แล้ววิ่งกลับไปแสตมป์เลย

แต่มันไม่ยอมคืนตั๋ว มันเก็บไว้เลย แล้วรถเมล์ก็จอด มันเรียกพวกเราลงรถ พร้อมกับกลุ่มคนอีกกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องตั๋วเหมือนกัน

เราหันไปมองกลุ่มคนไทยบนรถ เค้าก็มองเราอยู่ทั้งกลุ่ม

ตอนลงรถไปแล้ว เราวิ่งไปเคาะกระจกข้างรถตรงกลุ่มคนไทยนั่งอยู่ แล้วถามว่า เค้าซื้อตั๋วมาจากไหน เค้าก็บอกว่าซื้อมาจากร้านขายบุหรี่ขายหนังสือ แล้วรถก็ออกไป

จังหวะนั้น ซวยสัส ! กุลงรถมาแล้ว มองไปรอบ ๆ ไม่มีป้อมตำรวจ ไม่มีทหารยืน แทบไม่มีรถผ่าน ไม่มีคนเดิน หันไปข้างหลังเหมือนร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็ก ๆ มีคนดูดฝุ่นอยู่ในนั้นคนหนึ่ง (เค้าอาจจะเป็นอัศวินของกุก็ได้ วิ่งไปขอความช่วยเหลือ บอกให้แจ้งตำรวจดีไหม)

กุจะทำอย่างไรดี วิ่งหนีก็ไม่น่ารอด มันจะเอาสองคน 100 ยูโร (ประมาณ 4000x2 บาทกว่า ๆ)

เรากระซิบถามคนที่พวกมันต้อนลงรถมาเหมือนกันว่า คุณเป็นอิตาเลียนรึเปล่า เค้าบอกว่า ไม่ ทัวร์ริสจ้า (กุก็แน่ใจมากขึ้นว่า ถ้าไม่ใช่คนอีตาลี ก็คงโดนหลอกจริง ๆ แหละ)

ด้วยความโชคดีของเราแต่โชคร้ายของกลุมนั้น พวกมันไปสนใจกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นเป็นหลัก เปนคนอินเดีย เพราะว่าพวกเค้าให้พาสสปอร์ตพวกมันไปแล้ว (การไปเที่ยวเมืองนอก ไม่ควรให้พาสสปอร์ตใครทั้งนั้นจนกว่าจะแน่ใจว่าเค้าเป็นตัวจริง เพราะเมื่อมันได้พาสสปอร์ตไป เราจะไม่มีอะไรต่อรอง)

เพื่อนอีกคนดูสถานการณ์ ฟังพวกเค้าต่อรองกันอยู่ 

จังหวะนั้น คิดได้ว่าต้องหาบุคคลที่สามรับรู้ให้ได้

ด้วยความโชคดีที่ มีรถเมล์อีกคันหนึ่งจอดข้างทางห่างประมาณ 3 เมตร และก็โชคดีที่พวกเราได้ซื้อตั๋วสีขาวจากตู้มาเผื่อตอนขากลับอีกสองใบ 

เราเลยวิ่งไปถามคนขับรถเมล์บนรถคันนั้นว่า ตั๋วสีขาวที่เรามี (ยื่นให้เค้าดู) ใช้ได้ใช่ไหม ?เพื่อนวิ่งตามมา คนขับรถดูตั๋วอยู่แปปหนึ่ง แล้วตอบว่า โอเค ไม่มีปัญหา พวกเราก็บอกว่า เราเป็นนักท่องเที่ยวนะ แต่คนนั้น (ชี้ไปที่โจร) บอกว่า ใช้ตั๋วนี้ไม่ได้ ต้องจ่าย 50 ยูโรให้เค้า คนขับรถก็บอกว่าไม่ โนว์ๆๆๆ

ก็เลยบอกเค้าว่า งั้นขอขึ้นคันนี้นะ เค้าบอกว่า เค้า Out of service แล้ว (ความคิดที่แว๊บเข้ามา อยากจะบอกว่า งั้นขอซ่อนตัวได้ไหม) แต่คนขับรถคนนี้ดี คงรู้ว่าเราโดนหลอกมา เค้าเห็นรถเมล์อีกคันกำลังเข้ามาจอดเทียบ เค้าก็ชี้ไปว่า ไปขึ้นคันนั้นสิ

เรากับเพื่อนก็รีบขอบคุณเค้า แล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถอีกคัน (คืออีโจรสองคนนั้นไปสนใจกลุ่มอินเดียอยู่ มีประมาณ 5-6 คน โชคดีของเรา แต่โชคร้ายของเค้าจริง ๆ น่าเห็นใจพวกเค้ามาก ๆ)

ตอนที่ขึ้นวิ่งรถเมล์อีกคัน ก็ไม่รู้หรอกว่า รถสายไร รถคันนี้ไปที่ไหน แต่ต้องออกไปจากตรงน้ันให้ได้ ต้องหนี ต้องหลุดออกมาให้ได้ 

แต่โชคดีอีกแล้วที่รถเมล์คันที่วิ่งหนีขึ้นมาคือ รถสาย 12 เป็นสายเดียวกันกับที่โดนหลอก คือไปเส้นทางเดียวกัน

คิดว่าคนขับรถคันแรก คงรู้เห็นกับกลุ่มมิชชาชีพด้วย จากการที่มีการพยักหน้าให้กัน และขึ้นหลังออกจากป้ายจอดแล้ว

เรากับเพื่อนขึ้นรถคันนี้ แล้วเอาตั๋วที่เหลือสองใบไปสอดในเครื่องแสตมป์บนรถ ก็ได้รอยแสตมป์ออกมา มันแม่งหลอกจริง ๆ มันโวยวายทำให้นักท่องเที่ยวที่ไม่รู้เรื่องเกิดอาการตื่นตระหนก ไหลไปตามวิธีของมันง่าย ๆ ต้องมีสติ ไม่กลัว ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ๆ ไม่เชื่อคนง่าย ต้องสังเกตรอบข้างดี ๆ ไม่ควรไปคนเดียว ยังไงก็ต้องมีเพื่อน ช่วยกันดู ช่วยกันคิด

***เหตุการณ์นี้ ทำให้ศิลปะที่ฟลอเรนซ์สวยน้อยลงไปเยอะ***

และหลังจากเหตุการณ์นี้ ทำให้รายการโทรโปรดของเราเป็น ตำรวจอิตาลี สถานทูต และสถานกงสุล

❷ ความซวยที่สอง คือ คนฟลอเรนซ์ 

วันรุ่งขึ้นหลังจากที่โดนหลอกเรื่องตั๋ว คิดว่าจะขึ้นรถไฟไปเมืองปิซ่า เริ่มผ่อนคลาย ทุกที่ก็มีคนดีคนเลวปะปนกันไป แต่เจอคนไม่โอเคอีกล่ะ

โรงแรมที่ไปนอนที่ฟลอเรนซ์ จองมาจาก Booking.com ก็คิดว่าต้องโอเคระดับหนึ่ง ไม่ใช่ Airbnb แล้วก็มีคะแนนสูงด้วย แต่เรื่องก็เกิดขึ้นจนได้

ก่อนจะโดนหลอกเรื่องตั๋วเมื่อกี้ ได้ไปเช็คอินที่โรงแรมมาก่อน แต่ต้องไปรอเจ้าหน้าที่มาเช็คอินประมาณชั่วโมงหนึ่ง พอเข้าไปจริง ๆ ที่คิดว่าเป็นโรงแรม แต่กลับเหมือน Airbnb มากกว่าเป็นแมนชั่นที่มีหลายห้องอ่ะ ก็รอเค้าแปปหนึ่ง เค้าก็บอกว่า กฎ บลา ๆ ต้องเช็คเอาท์ก่อน 11:00 น. พรุ่งนี้ แล้วให้ทิ้งกุญแจไว้เผื่อแม่บ้านมาทำความสะอาด อย่าพกกุญแจไป เราก็ปฏิบัติตามเค้าบอก

วันรุ่งขึ้น เราให้เพื่อนทิ้งกุญแจไว้บนโต๊ะ แล้ววางกระเป๋าเดินทางไว้ข้างใน ออกมาข้างนอกไปเที่ยวปิซ่า แล้วจะกลับมาเอากระเป๋า เพื่อขึ้นรถไฟไปโรมตอนสี่โมงเย็น

เราไปปิซ่าตอนสาย ๆ เที่ยว ๆ กิน ๆ เดิน ๆ แล้งนั่งรถกลับมาถึงฟลอเรนซ์ตอน บ่าย 2

ปรากฏว่า ไม่มีคนเฝ้าโรงแรม OMG เข้าไปข้างในไม่ได้ ประตูล็อค เชี้ยแล้ว

เจอผู้หญิงเกาหลีสองคนนั่งรออยู่ ถามเค้าว่าเจ้าหน้าที่จะมากี่โมง เค้าก็บอกว่า อาจจะอีกครึ่งชม
เรานั่งไปสักแปป เดินหาว่าแม่งซ่อนกุญแจไว้ไหนป่าวว่ะ นั่งรอความหวัง สักพัก คนเกาหลีบอกว่า แต่เราไม่ได้โทรไปหาเค้านะ 

อ้าว ! งั้นกูโทรเอง 

หาเบอร์แล้วโทรไป สองรอบกว่าจะติด มีคนรับ ก็บอกเค้าว่า เราเข้าห้องไม่ได้ เราต้องเอากระเป๋าเดินทาง มันบอกว่าจะกลับมา 4:00 pm ก็บอกไปว่าแต่เราต้องเอากระเป๋า ยื่นมือถือให้เพื่อน มันบอกว่าเราไม่อ่านกฎเอง เพื่อนบอกโอเค "รอ"

อ้าว ! กฎอยู่ตรงไหน เท่าที่คุยกันไม่มีนะ 

ก็ได้ รอก็ได้ เพราะรถไฟ ออก 4:15 มีเวลา 15 นาทีถ้ามันมาตรงเวลา แล้วคนเกาหลีที่มาเช็คอินก็ต้องรอ คิดว่าเค้ามารอก่อนบ่ายสองด้วย แล้วต้องรอมันคนเดียว

ข้าวก็ไม่ได้กิน ระหว่างที่นั่งรออยู่หน้าประตู ก็เปิดแอปฯรถไฟ ลุ้นให้รถไฟมาเลท ก็มาเลทประมาณ 8 นาที ทั้งรอทั้งลุ้น เดินไปเดินมา เปิดดูถ้าตกรถไฟต้องซื้อตั๋วใหม่ จ่ายกี่บาท แม่งสองคน 87 ยูโร

นั่งวางแผนกับเพื่อนว่า ใครจะลากกระเป๋า ใครจะวิ่งมากดลิฟต์ ใครจะเปิดประตู เพราะ 15 นาทีบวกเวลาเลท ถ้าเดินลากกระเป๋าไปสถานีก็ฉิวเฉียดมาก และกระเป๋าของเราก็ล้อหลุดสองล้อด้วย

4:00 pm ยังไม่มา ได้ยินเสียงคนกดกริ่งนานมาก คือไม่มีกุญแจเหมือนกันนั่นแหละ
4:10 pm ก็ยังไม่มา
4:15 pm มันมาถึง ยิ้มแย้มราวกับตัวเองไม่ทำให้ใครเดือนร้อน ไม่มีคำขอโทษทั้งเราทั้งคนที่มารอเช็คอิน

มันถามว่า ทำไมไม่เอากุญแจไป (เพราะกุทำตามที่มึงบอกไง) ก็เลยกั้นใจแล้วบอกมันว่า เพราะคิดว่า แม่บ้านจะไม่มีกุญแจ แล้วคนที่จะมาเช็คอิคห้องนั้นจะเข้าไม่ได้ มันก็ร้องโอ้ว (สีหน้าสลดนิดหนึ่ง) มันก็ถามว่าจะไปไหนกัน ก็บอกว่าโรม ระหว่างที่คุยกันอยู่ก็ลากกระเป๋าอยู่นะ

โอเครถไฟเลท 8 นาที ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในอิตาลี อาจจะจอดนานกว่านั้น ถ้าคนเยอะ

รีบ ทุลักทุเลมาก จังหวะนั้น เอาแรงมาจากไหนไม่รู้ ยกกระเป๋าหนัก 20 กว่าโลขึ้นบันไดสถานีได้ มือกำตั๋วรถไฟที่จองออนไลน์มาล่วงหน้าหลายเดือน (ประมาณ 30 ยูโรสองคนถ้าจองล่วงหน้านาน ๆ) พอขึ้นบันไดมาได้ ให้เพื่อนลากกระเป๋าแล้วเราวิ่งไปหาเจ้าหน้าที่ ยื่นตั๋วให้ 

เค้าบอกว่า “รถไฟออกไปแล้วเมื่อกี้” 

แต่เจ้าหน้าที่อีกคนบอกว่าเปลี่ยนตั๋วได้ จังหวะนั้น ร้องไห้แม่งเลย ร้องเฉยเลย ร้องโห่ ถามเปลี่ยนได้หรอ ที่ไหน จะเป็นลม เจ้าหน้าที่ก็ตกใจที่กุร้องไห้ แต่ชี้ไปที่ออฟฟิตบริษัท Italo ก็วิ่งไป

ก็ไปเข้าแถวแต่แบบ ทุกคนมองกุร้องไห้

ก็บอกเพื่อนว่า ไปเปลี่ยนตั๋วดิ กุพูดไม่รุ้เรื่องล่ะตอนนี้ ก็มายืนร้องไห้ต่อ เพื่อนก็ไปเข้าแถวแทน ปรากฎว่าเปลี่ยนไม่ได้ เจ้าหน้าที่เองพอเห็นตั๋วก็อุทาน Shit !

ต้องซื้อใหม่จ้า ยังร้องไม่หยุด เพื่อนก็มาปลอบใจว่า ไม่เป็นไรตังหาใหม่ได้ 
ก็บอกเพื่อนว่า ไม่ได้เสียดายเงิน แต่เจ็บใจไอ้คนที่โรงแรม

ก็ซื้อตั๋วมาใหม่ 87 ยูโร ไปโรม กำหนดการถึงประมาณ 1 ทุ่ม เลิกร้องล่ะ ช่างแม่ง กินไอติม 

รถไฟก็มา ล่ามโซ่กระเป๋าให้เรียบร้อย ก็ขึ้นไปนั่ง

พอกันที่กับฟลอเรนซ์ 

❸ ความซวยที่สาม : รถไฟดีเลย์จ้า

รถไฟขบวนที่ซื้อตั๋วใหม่จากฟลอเรนซ์ วิ่งเร็วมาก 

แต่วิ่งมาได้ ชั่วโมงหนึ่ง ก็หยุดเฉย เอ้า ! รถไฟคันนี้ไม่จอดกลางทางไม่ใช่หรอ หยุดทำไม

หยุดนิ่ง จนมีประกาศเป็นภาษาอิตาเลียน ฟังไม่รู้เรื่อง แต่มีเป็นตัววิ่งขึ้นบนจอว่า ดีเลย์ 90 นาที

อยากรู้ว่าเกิดไรขึ้น จนต้องถามคนข้าง ๆ โชคดีที่รถไฟบริษัทที่ขึ้นจะค่อนข้างโอเค ทั้งเบาะ ความสะอาดและความใหม่ มีห้องน้ำเหมือนบนเครื่องบิน มีตู้กดขายขนม น้ำ ที่สำคัญมีที่ชาร์จแบตมือถือ

นั่งรอไปสักพักเกือบชั่วโมง ก็ตระหนักได้ว่า มันอาจจะเลทมากกว่านี้ เราต้องมีน้ำ และอาหารบ้าง เลยไปกดของจากตู้ ซึ่งตอนนั้นน้ำเปล่าหมดแล้ว เหลือของน้อยมาก

เลือกซื้อของที่ให้พลังงานที่เป็นคาร์ปพวกขนมปัง น้ำหวานมา

สักพัก เจ้าหน้าที่ก็เปิดประตูรถไฟให้คนลงมายืดแขนยืดขา พวกเราก็ลงไป สถานีนั้น ไม่มีอะไรเลย ร้าง ไม่มีคน ไม่มีร้านขายของเหมือนคนกลับบ้านนอนหมด แต่ยังสว่างนะ

สักพักเค้าก็ไล่ให้ขึ้นมานั่งบนรถไฟเหมือนเดิม แต่ยังไม่ออกนะ ประมาณ 1 ชม 30 นาที รถไฟถึงออก

แต่วิ่งช้ากว่าเดิม วิ่งมาสักพักก็หยุดอีก จังหวะที่หยุดเราได้เห็นข้างทาง ชี้ให้เพื่อนดู เป็นสิ่งก่อสร้างสถานีเล็ก ๆ ที่เหมือนเคยมีคนใช้งานมาก่อน แต่ร้างหมด มีโซ่ใหญ่ ๆ ขึ้นสนิมคล้องไว้ รกร้าง ป้ายสถานีเคอะสนิม เหมือนไม่ได้ใช้งาน ซากกระจกแตก พ่นกำแพง บลา ๆ ทั้งรกและร้าง ไม่มีร่องรอยของผู้คนใช้งาน

หยุดสัก 20 นาที รถไฟก็เคลื่อนไปช้า ๆ ทำให้รู้ว่า ขบวนอื่นก็ดีเลย์ด้วยเหมือนกัน 

เพราะรถไฟวิ่งช้า เลยได้เห็นข้างทางชัดเจน ความรกร้างของชนบทอิตาลี ไม่ว่าจะผ่านไปสักที่สถานีก็รกร้างเหมือนกันหมด ไม่เห็นคนสักคน

รถไฟวิ่ง หยุด วิ่งหยุด หลายรอบ จนทำให้ต้องเปิดอ่านข่าวรถไฟในอิตาลี ก็เจอข่าวพวกรถไฟชนกัน รถไฟตกล้าง คนตายเยอะ

ก็คิดว่า "อาจจะโชคดีของเราก็ได้ที่ไม่ได้ขึ้นขบวนแรกมา อาจจะเจอเรื่องแย่กว่านี้"

จังหวะนั้นเพื่อนก็นึกขึ้นได้ว่า โรงแรมที่จองไว้ในโรม อาจจะไม่มีคนเฝ้าเหมือนที่ฟลอเรนซ์ เลยอ่านเงื่อนไข ต่าง ๆ ใน booking เค้าบอกว่าให้แจ้งถ้าจะเช็คอินหลังสองทุ่ม เลยตัดสินใจส่งเมลไปหาโรงแรมว่าจะไปช้าแน่ ๆ ให้เบอร์โทรเค้า เค้าโทรมา เราก็โทรไปหลายรอบ ไม่รู้ว่าจะถึงโรมกี่โมง ลุ้นมาก กลัวไม่มีโรงแรมให้นอน ก็คิดว่าจะไปนอนไหนดี หาเบอร์โทรสนามทูตไว้ จนเค้าโทรมาอีกเค้าถามว่าเราอยู่ไหน เราไม่รู้ว่าเราอยู่ไหน เราอยู่บนรถไฟ จนเค้าเข้าใจว่าเราอยู่บนรถไฟ แล้วรถไฟดีเลย์ เค้าเลยส่งข้อความบอกวิธีเข้าห้องมาให้ ว่ากุญแจซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง

ระหว่างทางก็เปิด Map ดูการเคลื่อนตัวของรถไฟไปเรื่อย ๆ ว่ารถไฟมันวิ่งไปทางโรมแน่ ๆ จริง ๆ

โชคดีที่จองโรงแรมไว้ข้างสถานี เลยเปิด Map แถวสถานีดูทางออกที่ใกล้ที่สุด แต่ดูยาก เพื่อนเห็นว่า ตรงโรงแรมมีสถานีตำรวจอยู่ เลยอุ่นใจขึ้นมา

สรุปแล้ว ถึงโรมเลยห้าทุ่ม รถไฟเลท 4-5 ชั่วโมงได้ แถวสถานีพลุกพลานยังมีคนเดินอยู่ ไม่ค่อยน่ากลัวเพราะเป็นเมืองใหญ่ แต่ถ้าเลยไปอีกบล็อกจะเริ่มมีคนผิวดำยื่นเตร็ดเตร่ข้างถนน เหนื่อยมาก สุด ๆ ไปเลย พอถึงห้อง กอดกับเพื่อนเราผ่านมาแล้ว มีแอร์ ตอนนั้นมีมาม่ากระป๋องติดมา ต้มมาม่ากิน อร่อยสุด ๆ ไปเลย นอนหลับ อีก 2-3 วันจะได้กลับบ้านแล้ว อยากกลับบ้าน

❹วันต่อมาไม่ใช่ความซวย แต่นี่แหละจุดที่พีคที่สุดในอิตาลี (ทำให้รู้ว่าฉันไม่ใช่พี่สิงห์-วรรณสิงห์)

วันรุ่งขึ้น ก็ตัดสินใจว่า จะไปปอมเปอี

ปอมเปอีเป็นจุดที่อยากไปที่สุดในอิตาลี ปอมเปอีคือชื่อเมืองที่เคยเกิดภูเขาไฟระเบิดเมื่อ 2000 กว่าปีก่อน แล้วซากเมืองอยู่ใต้ดิน จนมีคนขุดเจอ

นาทีนั้น ไม่อยากกลับมาอิตาลีอีกแล้ว เพราะฉะนั้นต้องไปจุดที่อยากไปที่สุด จะได้ไม่กลับมาอีก 

การไปปอมเปอี ต้องนั่งรถไฟจากโรมไปนาโปลี (เนเปิ้ล) แล้วต่อรถไฟท้องถิ่นไปอีก

จุดที่พีคในพีคก็คือ รถไฟท้องถิ่นที่ชื่อ Circumvesuviana มันเป็นอีกชนชั้นหนึ่งจริง ๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ความเจริญหาย ความยิ่งใหญ่หายไปไหน ตัวรถไฟไม่มีป้ายบอกว่าจะไปไหน ต้องเดาล้วน ๆ รถไฟไม่มีแอร์ยังไม่เท่าไร แต่สกปรก เหมือนซื้อรถไฟมือสองจากไทยไป ผุพัง ซึ่งอิตาลีร้อนมาก ๆ นะ ทั่วรถไฟมีรอยพ่นสีแบบ Gangster ไม่ใช่สวย ๆ ทั้งด้านนอกและด้านใน มันสกปรกมาก ทั่วริมทางที่รถไฟวิ่งผ่าน มีแต่ความเงียบและความรกร้าง สกปรก มีคล้าย ๆ กับชุมชนที่แบบหญ้าขึ้นรกไปหมด มีสนามเด็กเล่นแต่ผุพังมันเหมือนว่าคนที่นี่เค้าเคยใช้ชีวิตแบบมีความสุขกันมากันแล้วตอนนี้เกิดอะไร ทำไมรกร้าง ไม่ใช่วินเทจ ในรถไฟ ไม่กล้าหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป เพราะอ่านมาว่าสายนี้ก็เป็นสายที่โจรชอบเหมือนกัน น่ากลัวมาก คุยกับเพื่อนว่า เราต้องมีชีวิตรอดกลับไปนะ มันเหมือนอีกโลกหนึ่ง ต่างจากโรม ต่างจากฟลอเรนซ์ เราว่าข้างทางรถไฟที่นั่งมาเมื่อวานอึ้งแล้วอันนี้อึ้งมาก อิตาลีที่ใฝ่ฝัน ทำไมเป็นแบบนี้ ยังดีที่มันเป็นสายที่เค้าไปปอมเปอีและเมืองตากอากาศกัน เลยมีนักท่องเที่ยวเยอะ พยายามเกาะกลุ่มไปกับเค้า

ไปถึงปอมเปอี ดูเวลาดูรอบรถไฟขากลับโรม มีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว 
แต่กุจะเดินให้หมด เพราะกุจะไม่มาแล้ว 

ขากลับโรม เลือกนั่งรถไฟราคาถูก คือจอดทุกสถานี ใช้เวลา 3:30 ชั่วโมง (ไม่ได้จองล่วงหน้าถ้าซื้อแบบเร็วจะแพงมาก) ทุกสถานีที่จอด เงียบและรกร้าง เป็นเขตโรงงานอุตสาหกรรม ศึกษามาว่า ผู้คนที่ล่องเรือจากแอฟริกาหรือตะวันออกกลางมาแสวงโชคในยุโรปส่วนใหญ่อยู่อิตาลีใต้ เป็นแรงงานในโรงงาน บลา ๆ ทำให้อิตาลีใต้มี Gangster เยอะ และเจริญแค่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น 

🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣

สุดท้าย ก็กลับมาเดินสบาย ๆ ในโรม โรมก็ดีนะ ชอบ อิตาลีอาหารอร่อยมาก ไอติมอร่อยมาก 

จากวันนั้นที่รู้สึกไม่อยากกลับไป ผ่านมาเดือนกว่า ๆ ความรู้สึกแย่ ๆ ก็บรรเทาลง

ก็อยากกลับไปนะ แถวอิตาลีเหนือ เวนิสก็ชอบ ชอบความงง ๆ ของเวนิส ยังมีเมืองที่ไม่ได้ไปครั้งที่แล้ว ที่ยังยากไป 

ชอบอาหารร้านหนึ่งที่โรมคืออร่อยมาก อร่อยที่สุดในทริปเลยแม้จะแพงมากก็ตาม

สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เกลียดอิตาลี แม้ว่าอาจจะไม่มีระเบียบเท่าที่อื่น แต่เพราะความแตกต่างทำให้การเดินทางสนุก น่าสนใจ ประสบการณ์ที่ได้มา ก็ใช่ว่าจะไปตีความคนทั้งประเทศได้ทั้งหมด

มิชชาชีพที่ปารีสต่างกับที่อิตาลีตรงที่ ถ้าเป็นปารีสเราจะดูออกมากกว่าว่าใครไม่น่าไว้วางใจ แต่อิตาลี เราไม่รู้เลยว่าใครเป็นโจร

🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣🤣

ด้วยความที่เวลาเดินทางของเราจะไม่ใช่แบบ ไปแจ๊ะ ๆ ถ่ายภาพเก๋ ๆ แล้วกลับ มันต้องได้ดื่มด่ำ
ชอบการเดินไปในซอกในมุมอื่น ๆ ไปใช้ชีวิตที่นั่น ไปเรียนรู้ว่าเค้าอยู่กันยังไง ไปลองกินของที่เค้ากินกัน บางมื้อก็ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตมาทำเอง ได้เดินในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ได้เห็นว่าเค้ากินใช้อย่างไง กินของกินข้างทาง มันก็ได้เปิดโลก เลยได้เห็นในแง่มุมอื่น ๆ ได้เห็นได้รู้กับตาตัวเอง 

Note : ไปถึงอิตาลีตอนปลายพฤษภาคม 2018 เขียนบันทึกนี้วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม 2018 ใน FB ส่วนตัว

SHARE
Writer
minnie801
Someone
Just Someone

Comments