They know I’m gay
งานฉลองครบรอบวันเกิดปีที่เก้าสิบเก้าของคุณย่าเพิ่งผ่านพ้นไป 

ฉันรู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ เพราะครอบครัวขนาดใหญ่ของเราได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง ไม่ใช่แค่บ้านฉัน แต่เป็นญาติๆ ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน รวมทั้งบางบ้านที่อยู่ไกลก็อุตส่าห์มาร่วมงานด้วย

ในรุ่นหลานที่วัยไล่เลี่ยกับฉัน เรามีกันหกคน แต่น้องเล็กสุดที่เป็นผู้ชายไม่ค่อยจะมาร่วมวงคลุกคลีกับพี่สาวสักเท่าไหร่ เวลามีงานเลี้ยงอะไร สาวๆ ห้าคนก็จะจับกลุ่มรวมตัวอยู่ใกล้ๆ กันเสมอ

ไม่นานมานี้ ฉัน (24) ซึ่งเป็นพี่โตสุดกับน้องเล็กสุด (18) ซึ่งมีความสนใจคล้ายกันเป็นพิเศษได้ไปดูหนังเรื่อง Little Women มา แล้วเราทั้งคู่ก็ชอบมันมากๆ จนน้องเอามาเรียกกลุ่มเราว่า ‘สี่ดรุณี’ หรือ ‘ห้าดรุณี’ ตามจำนวนคนที่อยู่ด้วยกัน ณ ขณะนั้น

เวลาอยู่กับเด็กๆ พวกนี้ ฉันจะรู้สึกสดใสเป็นพิเศษ มันไม่ใช่แค่ความอบอุ่นใจ แต่มันยังมีความหวังบางอย่างที่เป็นประกายระยิบระยับเหมือนมีกลิตเตอร์โปรยอยู่เหนือเราทุกคน

รุ่นพ่อแม่ลุงป้าน้าอาของพวกเรามีจำนวนเยอะกว่าเรามากก็จริง แต่พวกเขามาจากหลากหลายที่ มาจากครอบครัวที่ต่างกัน โตมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน

บางครั้งฉันก็ไม่เข้าใจพวกเขาเลย ราวกับเป็นคนที่มีความหวาดกลัว ขี้วิตกกังวลอยู่เสมอ จึงมักหลบอยู่หลังกำแพง บางครั้งถึงขั้นใส่หน้ากากเข้าหากัน 

หากใครเลือกที่จะแสดงความขัดแย้งออกมา แทนที่จะจบลงด้วยการปรับความเข้าใจ พวกเขากลับเลือกที่จะถือทิฐิ กอดอัตตาตัวตน รักษาความยึดมั่นถือมั่นไว้ จนความสัมพันธ์สั่นคลอน และอาจถึงขั้นขาดสะบั้นลง

พวกเขาคงรักกันไม่มากพอ

ต่างจากพวกเราที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน โตมาด้วยกัน มีความคิดความอ่านไปในทางเดียวกันตลอด

วันนี้มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่ทำให้ฉันรู้สึกขึ้นมาว่า พี่น้องของฉันรักฉันจังเลย มันดีจังเลยนะ ที่ทุกคนเข้าใจและพร้อมจะอยู่เคียงข้างฉันแบบนี้

มันเป็นช่วงเวลาบ่ายๆ

การร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์และเป่าเทียนผ่านไปได้พักหนึ่ง แขกในงานวันเกิดกำลังเข้าไปอวยพรและขอพรจากคุณย่า บางคนที่รอคิวอยู่ก็จับกลุ่มนั่งคุยกัน

น้องๆ สี่คนนั่งเล่นกันอยู่ ส่วนฉันกำลังตัดเค้กและจัดใส่จานวางรอไว้ให้คนยกไปเสิร์ฟ 

การตัดเค้กนี้ค่อนข้างจะกินเวลาอยู่ เพราะเค้กมีตั้งสองก้อนใหญ่ เนื้อเค้กก็ไม่ได้ตัดหรือใช้มีดยกขึ้นมาง่ายๆ ทั้งคู่ แถมยังต้องราดซอสสตรอว์เบอร์รี่ตบท้ายอีก

ตอนนั้นอาสะใภ้คนหนึ่งก็มานั่งที่โต๊ะ

เธอจ้องมองฉันอยู่สักพัก แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงอันดังตามบุคลิกโผงผางของตนเองว่า

“ถามจริงๆ เถอะ หนูไม่มีแฟนเลยเหรอ”

ฉันยังไม่ได้ตอบออกไปทันที เพราะสถานะของตัวเองกับคุณเจ้ของฉัน เรายังไม่ได้ตกลงกันว่าจะใช้คำนั้น

พอยังไม่ได้คำตอบ คุณอาก็ถามย้ำอีกครั้ง จนฉันอ้อมแอ้มตอบออกไปยิ้มๆ ว่า

“ก็มีอยู่ค่ะ”

เท่านั้นแหละ แกก็รัวคำถามกลับมาราวกับรอจะถามมานาน

“นั่นไงว่าแล้ว! เขาเป็นใคร มาจากไหน หล่อมั้ย หนุ่มที่ไหนกันเนี่ย มีแพลนจะแต่งงานรึยัง”

ฉันหยุดมือแล้วเงยหน้าตอบอย่างไม่ปิดบังว่า

“เค้าเป็นผู้หญิงน่ะค่ะ”

สีหน้าของคุณอาวัยหกสิบกว่าๆ แต่ภายนอกดูอ่อนกว่าวัย ดูจะตกตะลึงเอามากๆ ซึ่งฉันก็คาดไว้อยู่แล้ว

ในสมาชิกครอบครัวจำนวนหลายสิบคนของเรา มีแค่พ่อแม่และคนวัยใกล้ฉันเพียงหยิบมือเท่านั้นแหละ ที่รู้ว่าฉันเป็นเลสเบี้ยน

คุณอาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ แต่ฉันก็ทำเพียงแค่ยิ้มให้และตัดเค้กต่อไป จนเสียงแหลมๆ ของแกรัวออกมาอีกชุด

“มันวิปริตผิดเพศนะ เกิดมาชาตินึงมันต้องเป็นชายจริงหญิงแท้สิ เสียดายของ หนูไม่รู้อะไร พวกนี้มันเจ้าชู้ อาเห็นมาเยอะแล้ว สอนเด็กมากี่สิบปี พวกนี้มันเจ้าชู้มาก คบเราเดี๋ยวก็ไปมีคนอื่น เชื่ออาสิ”

ฉันฟังแล้วก็งง ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไป ส่วนคุณอาก็ทำท่ามองหาอะไรสักอย่าง ฉันเดาว่าน่าจะอยากเรียกพ่อแม่ฉันมาคุยด้วย แต่แม่ฉันกำลังยุ่ง เลยแค่ส่งยิ้มให้และเดินผ่านไป ไม่ได้แวะมาร่วมวง

ทันใดนั้น พี่สาวอีกคนที่โตกว่าฉันมาก น่าจะอายุสี่สิบ ก็เดินเข้ามายืนข้างๆ และช่วยอธิบายเกี่ยวกับรสนิยมของฉัน ทำนองว่า

“เค้าไม่ได้ชอบทอมนะคะ เค้าชอบผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงเหมือนเค้า”

ตอนนั้นในใจก็คิดเถียงแหละว่าต่อให้ฉันชอบทอมจริง มันก็ไม่ผิดอะไร ไม่สมควรมีเพศไหนถูกเหมารวมหรือถูกเหยียดอยู่ดี แต่ก็รู้สึกขอบคุณพี่สาวที่เข้ามายืนข้างกันในตอนที่ฉันกำลังทำอะไรไม่ถูก เพราะเสียงของอาที่ค่อนข้างดังกำลังดึงความสนใจหลานคนในห้องให้พุ่งมาที่ฉัน

อาผู้ชายอีกคนก็เดินมานั่งอยู่ที่โต๊ะด้วย อาสะใภ้เลยหันไปพูดกับเขา

“ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ย ปกติไม่ค่อยได้มาคุยกับหลาน” 

“ครับ ปกติเขาไม่ค่อยพูดเลย ใช่ไหม”

คำถามนั้นทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด เพราะอันที่จริงฉันเป็นคนคุยเก่งมากเลยหละ มันเป็นกำแพงในครอบครัวเราต่างหากที่ทำให้พวกเขาไม่รู้ เพราะไม่สนิทกับฉันมากพอ

“ถ้าใครชวนคุยก็คุยได้หมดนะคะ”

ฉันตอบอาผู้ชายไปและพยายามตั้งสมาธิตัดเค้กต่อ รู้สึกได้ว่ามือเริ่มสั่น เพราะสัมผัสได้ถึงแววตาของอาสะใภ้ที่ยังจับจ้องมา ดูจะไม่รามือง่ายๆ

“เราชอบแบบนี้มานานแล้วเหรอ หรือเขามาจีบก่อนเลยชอบ”

“ก็รู้ตัวมา.. เป็นสิบปีแล้วค่ะ”

“เหรอ ไม่น่าเลยเนอะ เสียดายแย่เลย เสียของมากๆ”

แม้อยากจะถอนหายใจแรงๆ แต่ฉันก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้ายิ้มๆ บอกคุณอาไปว่า

“หนูไม่เสียดายค่ะ”

“แล้วเขาเจ้าชู้มั้ย”

“ก็ดูไม่เจ้าชู้นะคะ”

“ชอบจริงๆ เหรอแบบเนี้ย”

“ค่ะ ชอบค่ะ”

จากนั้นสารพัดคำถามก็หลั่งไหลตามมา 

ตั้งแต่ว่าคบกันมานานเท่าไหร่ เขาทำงานอะไรที่ไหน พ่อแม่รู้มั้ย เคยพาเข้าบ้านหรือยัง ปกติวิดีโอคอลกันเหรอ สวยรึเปล่า แล้วน้องสาวฉันมีแฟนมั้ย ฯลฯ

ฉันหลบเลี่ยงไม่ได้ เพราะเค้กสองก้อนยังเป็นภาระผูกพัน เลยต้องยืนให้ผู้ใหญ่ซักฟอกเสียจนพอใจ แต่มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้หนีด้วย ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่กระอักกระอ่วนกับสายตาที่อาใช้มองฉัน อย่างกับว่าเราทำอะไรผิดพลาดหนักหนา

จนในที่สุดฉันก็จัดการกับเค้กเสร็จ และถือจานของตัวเองเดินออกมา

พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นแววตาอีกสี่คู่จ้องมองมาที่ฉัน 

น้องสาวแท้ๆ ของฉันส่ายหน้าอย่างเอือมๆ ปนหงุดหงิด ส่วนน้องอีกคนดึงตัวฉันเข้าไปนั่งในวงด้วยกัน สีหน้าดูเป็นห่วงเป็นใย ฉันรู้สึกได้เลยว่าเด็กๆ พวกนี้กำลังโกรธแทนและอยากปกป้องฉัน

ตอนนั้นรู้สึกเพลียๆ และปวดหัวจี๊ดขึ้นมา เลยนั่งกินเค้กไปโดยไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก

จนผ่านไปสักพักน้องฉันถึงมาเล่าว่า ตอนที่ฉันโดนอาสะใภ้ซักถามอยู่ พวกน้องๆ ก็จับกลุ่มหัวร้อนกันอยู่ที่มุมห้อง น้องคนนึงบอกว่า 

‘อยากจับอามาลงคอร์ส Gender101’

น้องอีกคนก็ภาวนาวนไปมาว่า

‘เซฟพี่เรา เซฟพี่เรา เซฟพี่เรา’

นางเอามาจากเวลาที่มีดราม่าทวิตเตอร์แล้วชาวเน็ตจะต้องติดแฮชแท็ก ‘#save...’ เพื่อปกป้องและให้กำลังใจผู้ถูกกระทำ

ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรกับเหตุการณ์วันนี้ เพราะถึงแม้อาเขาจะมีความเชื่อเป็นของตัวเอง แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามเรา หรือพูดจาแย่ไปกว่าที่ฉันเตรียมใจว่าอาจจะโดน

แล้วมันก็เป็นสนามทดสอบเล็กๆ ให้ฉันด้วยว่าจะอดทนกับท่าทีของคนที่คิดต่างจากเราได้มากแค่ไหน

น้องถามว่าทำไมฉันไม่ฉอดกลับ เพราะรำคาญที่อาเอาแต่พูดวนไปวนมาว่า ‘เสียของ’

ฉันบอกไปว่า

‘ฉอดกลับไม่มีประโยชน์หรอก ขิงกลับดีกว่า อวยคุณเจ้ไปให้อาฟังแล้วด้วยว่า สวย น่ารัก นิสัยดี’

มันก็น่ารักและน่าดีใจนะที่มีคนห่วงเราเยอะแยะเลย

อย่างพี่คนนั้น ฉันลืมไปแล้วหละว่าพี่เขารู้รสนิยมของฉันด้วย แต่ก็เข้ามาแสดงตัวว่าอยู่ฝั่งเรา และดูจะสนับสนุนฉันมากๆ ให้เลือกคนที่เรารัก และไม่ต้องปิดบังสิ่งที่เราเป็น

นอกจากนั้นพ่อแม่ฉันก็ไม่เคยห้าม แถมยังเปิดใจให้กับคนที่ฉันเลือกมาตลอด

ถือว่าเป็นประสบการณ์ coming out ที่น่าตื่นเต้นครั้งหนึ่งละกัน

หวังว่าสักวัน ความหลากหลายทางเพศจะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

หวังว่าวันหนึ่ง ความรักของ lgbtq จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องและถูกกฎหมายเสียที






SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments

annn
8 months ago
ขอบคุณที่แสดงจุดยืน และเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติแบบที่มันควรจะเป็นค่ะ 😊
Reply
Shallot
8 months ago
ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้มาตลอดนะคะ :)
criedtoday
7 months ago
ชอบหนังเรื่องนี้มากเลยค่ะ📮
Reply
Shallot
7 months ago
ยังอินอยู่เลยค่ะ ชอบมากๆ ดีทุกอย่างเลย
Imynlysb
7 months ago
💛
Reply
Shallot
7 months ago
😊💖
winnterr
7 months ago
ใจเย็นแล้วอดทนได้ดีมากๆเลย​ ทำดีแล้วนะครับ
Reply
Shallot
7 months ago
ขอบคุณค่ะ ☺️
Guang
7 months ago
ใช่ครับ สังคมต้องมีความหลากหลาย (ทางเพศ)​ ในเชิงความคิด ... ซึ่งเป็นตะกอนที่ตกมาจากประสบการณ์ของคน ๆ หนึ่ง

แต่ในทางกลับกันแล้ว หากเราไม่ยอมให้เขาไม่ยอมรับในความหลากหลายบ้างเพียงเพราะเข้าโตมาคนละยุค ความเข้าใจก็คนละแบบ มันจะกลายเป็นว่าเราเองนี่แหละครับที่ไม่ยอมรับความหลากหลายในเชิงความคิด ... ถ้ามองกลับมาแล้ว เราก็เป็นไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เราไม่อยากให้คนรอบข้างเป็นเลย ใช่ไหมครับ
————————————
ถ้าจะให้เขายอมรับเราอย่างที่เราเป็น
เราก็ต้องยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็นก่อน
เนอะครับ 😁😁😁
Reply
Guang
7 months ago
ปช.ผมชอบเรื่องนี้ตั้งแต่ อยู่ในการ์ตูนหน้ากากแก้ว/โลกรักนักมายาแล้วละครับ