ทวน
บ่ายสามเศษๆ 
หล่อนหยิบรีโมตโทรทัศน์ กดปุ่มปิด 
ในห้องไม่มีเสียงอะไรอีก 
จะมีก็เเต่เสียงที่ดังเกิน 70 เดซิเบลในหัวของหล่อน


ย้อนไปเมื่อวาน หล่อนกลับมาถึงห้องราวๆ บ่ายโมงเศษ กลับห้องมาพร้อมกับอาการไข้         ไข้หวัดที่หล่อนเป็นในรอบหลายเดือน เอาจริงๆ หล่อนเริ่มมีอาการเหมือนจะเป็นหวัดตั้งเเต่สองสามวันก่อนเดินทางเเล้ว หล่อนพยายามกินยาหลังอาหารอยู่ เพราะคิดว่ามันคงจะดีขึ้น 

เมื่อสองวันก่อน หล่อนเดินทางไปยังที่ๆ หนึ่ง ไปยังจังหวัดใกล้เคียงกับที่ๆ หล่อนอาศัยอยู่ หล่อนไปเพื่อที่จะได้เจอกับเขาอีกครั้ง
ก่อนที่เขาจะเดินทางไกลไปอีกภูมิภาคหนึ่ง เเละยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะเจอเขาอีก

สำหรับหล่อนเเล้ว หล่อนคิดว่าการจากลาที่น่ากลัว คือการจากลาที่ไม่รู้ว่า วันไหน อาทิตย์ไหน หรือเดือนไหนที่จะเจอกัน มันเหมือนไม่มีจุดหมาย เหมือนการรอคอยที่ไม่รู้ว่าจะไปจบลงตรงไหน
เช้าวันนั้น 
หล่อนตื่นมาพร้อมกับอาการจาม เเละมีน้ำมูก เเต่หล่อนบอกกับตัวเองเเล้ว ยังไงเสีย หล่อนก็จะไป จะไปจนได้
ฟ้าเริ่มสว่าง หล่อนเรียกลุงวินมอเตอร์ไซค์มารับที่หน้าอพาร์ทเมนท์ เพื่อจะไปขึ้นรถ ถ้าหากเป็นการไปเที่ยวธรรมดา หล่อนคงเลือกที่จะไม่ไปเเล้ว ถ้าอาการไข้ยังไม่หายเเบบนี้ เเต่นี่ไม่ใช่ ครั้งนี้หล่อนไปเพื่อที่จะเจอเขา 

ถ้าผู้อ่าน 
อ่านเรื่องราวที่หล่อนเล่ามาจนถึงบรรทัดนี้ 
คงคิดว่า หล่อนบ้า หรือคงพูดว่า 
"ถ้าเป็นพี่ คงไม่ไปหรอก" 
หรืออื่นๆ 

หล่อนคิดเเล้ว คิดอีก เเละบอกตัวเองว่าจะอย่างไรหล่อนจะไปเจอเขาให้ได้ เป็นไข้เเค่นิดเดียว เดี๋ยวก็หาย เพราะถ้าหล่อนไม่ไปเจอเขาครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่ที่จะได้เจอเขาอีก หล่อนนั่งรถโดยสารไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมาย หล่อนนัดเจอเขาที่ป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังเเห่งหนึ่ง เเน่นอนว่าหล่อนไปถึงก่อนเขา เเต่ก็ไม่กี่ชั่วโมงหรอก บ้านเขาอยู่ไกลกว่าหล่อนเล็กน้อย

"ไหนบอกว่าใกล้ถึงเเล้วไง" หล่อนถามเขาด้วยท่าทางหงุดหงิด
"ก็รถมันเเวะส่งคนข้างทางไง" เขาตอบ

นี่คือบทสนทนาเเรกทันทีที่เจอกัน พวกเขาก็เปิดฉากด้วยการทักทายด้วยคำพูดในเเบบที่ไม่ค่อยจะสื่อไปในความรู้สึกที่ดีเท่าไหร่

พวกเขาเจอกันตอนเที่ยงของวัน 

วันนั้นเป็นวันศุกร์ ผู้คนไม่ได้จอเเจมากเหมือนวันเสาร์อาทิตย์ เเละอาหารมื้อเเรกที่พวกเขาไปกินด้วยกันคือร้านอาหารที่ขายเมนูที่ปรุงจากไข่ไก่เป็นหลัก เขาเลือกโต๊ะด้านในสุด มันเป็นโต๊ะไม้ตัวยาว มีเก้าอี้สองตัว หล่อนนั่งตรงข้ามกับเขา

"ข้าวไข่ข้นปูอัดกับซุปสาหร่ายเต้าหู้ค่ะ" พนักงานเสิร์ฟวางจานเเละถ้วยซุปลง
"ขอบคุณค่ะ" หล่อนกล่าว

"กินก่อนเลย" เขาพูดกับหล่อน
"ไม่เป็นไร รอของก่อนดีกว่า จะได้กินพร้อมกัน" หล่อนบอกเขา

ไม่นานนักพนักงานก็มาเสิร์ฟอาหารที่สั่งไปจนได้ครบทุกอย่าง 

หมวกใบสีน้ำตาลใบโปรดของเขา เสื้อเชิ้ตตัวลาย เเก้มป่องๆ ที่กำลังเคี้ยวข้าว มือสองข้างของเขาที่กำลังถือช้อนเเละส้อมอยู่ 

อาหารตามสั่งเมนูง่ายๆ คนละหนึ่งจาน 
ซุปสาหร่ายเต้าหู้ของหล่อนเเละเขา
โดยมีไก่ทอดราดซอสมะนาวอยู่ตรงกลาง

"อื้ม อันนี้อร่อย" เขาพูด
"อ๋อ มันเป็นไก่ทอดราดครีมซอสมะนาว" หล่อนพูดกึ่งตอบคำถามกึ่งบอกเล่า
ไม่รู้ ไม่รู้มันเกิดขึ้นตั้งเเต่เมื่อไหร่ ตอนไหน 
ความเรียบง่าย ธรรมดา ไม่มีพิธีรีตอง ไม่สวยหรู 
สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นสิ่งที่หล่อนหลงรักไปเสียเเล้ว 
คนที่นั่งตรงหน้าหล่อน ไม่สิ ไม่เชิงตรงหน้า ดูเหมือนจะเยื้องๆ กับหล่อนไปทางขวาเล็กน้อย  เขาเป็นผู้ชายรูปร่างใหญ่ ค่อนไปทางอ้วน นั่นเเหละ เขาค่อนข้างอ้วน 
ส่วนหล่อนเป็นผู้หญิงที่เคยอ้วน ที่อดีตน้ำหนักหล่อนเคยเเตะถึงเลขเจ็ด
เเต่ตอนนี้น้ำหนักหล่อนลดลงเหลือเลขห้าเเล้ว

เเละเที่ยงวันนี้เป็นมื้อเที่ยงที่เเสนจะพิเศษ
หลังจากที่หล่อนเเละเขาต้องกินข้าวกับมือถือเเทบจะทุกมื้อ
ขณะนี้พวกเขาได้กินข้าวด้วยกันสองคนโดยไม่สนใจมือถือเหมือนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
อากาศที่ภาคใต้ตอนกลางวันค่อนข้างร้อนอบอ้าว ร้อนมากพอที่จะทำให้เหงื่อของหล่อนไหลลงมาเปื้อนเเก้มทั้งสองข้าง
ส่วนเขาน่ะหรือ เหงื่อของเขาไม่ได้ไหลลงมา เเต่มันผุดขึ้นเป็นเม็ดเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กับเมล็ดถั่วเหลือง มันออกมาจากรูขุมขนบนหน้า หล่อนคิดว่าหล่อนร้อนเเล้ว เเต่หันไปเจอเขาที่ร้อนกว่าหล่อนหลายเท่า

"Green Book" คือร้านหนังสืออิสระที่พวกเขาเลือกที่จะไปเยือน หลังจากอิ่มหนำกับมื้อกลางวัน
หล่อนเป็นผู้ขับ ส่วนเขาเป็นผู้โดยสาร พวกเขาขับรถวันไปวนมาอยู่ที่เดิม ใกล้ๆ มหาลัยฯ ที่หล่อนเคยเรียนเมืองสองสามปีก่อน ขับไปมาอยู่หลายรอบ เเต่ก็ไม่เจอร้านสักที หล่อนพยายามขับรถให้ช้าลง เเละใจเย็นมากขึ้น หันมองข้างทางอย่างช้าๆ 

"ไหนอ่ะ ไม่เจอเลย วันมาก็หลายรอบละนะ" หล่อนเริ่มบ่น
"นี่ไงกำลังเปิด map อยู่" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ โทนเสียงต่ำ เช่นเคย

"นั่นไง ซอย X-net ขับเข้าไปเลยเเก" เขาพูดกับหล่อนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"อ่าห้ะ โอเคๆ" หล่อนขับรถเข้าไป 

"ร้านอยู่ตรงนี้นี่เอง ขับรถผ่านไปตั้งหลายรอบ"
"อื้ม ใช่" 

พวกเขาดีใจกันยกใหญ่ เพราะกว่าจะหาร้านหนังสือเจอ พวกเขาก็เถียง เเหละทะเลาะกันไปบ้าง    ดีกันบ้าง สลับไปมาอยู่หลายครั้ง เเต่เมื่อเจอร้านหนังสือ พวกเขาก็ลืมทุกสิ่งอย่าง ที่เคยเถียง ทะเลาะกัน เรื่องราวที่เคยทะเลาะเเละเถียงกันมันถูกวางทิ้งไว้ตรงหน้าร้าน ก่อนที่จะเดินผ่านประตูร้านเข้าไป

Greenbook เป็นร้านหนังสืออิสระที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่เดือน หล่อนรู้จักร้านนี้ก็เพราะเขา Green Book เป็นร้านหนังสืออิสระขนาดเล็ก มีเพียงคูหาเดียว พื้นที่ไม่กว้างมาก คนกลัวที่กว้างจะต้องถูกใจร้านนี้ หล่อนก็เช่นกัน ที่นี่มีเก้าอี้ โต๊ะให้นั่งอ่านหนังสือ มีกาเเฟ, ชา, เเละสโคนเเยมมะม่วงให้กินด้วย

เขาเดินดูหนังสืออยู่พักใหญ่ ก่อนจะหยิบมาสองเล่ม ส่วนหล่อน ผู้เก็บภาพ ก็เดินเก็บภาพตามมุมต่างๆ หนังสือที่น่าสนใจ อย่างวะบิ-ซะบิ หล่อนก็ไปถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย 

เราใช้เวลาเสพกลิ่นหนังสือเเละตัวอักษรกันอยู่พักใหญ่เชียวล่ะ สองถึงสามชั่วโมงเห็นจะได้ ก่อนที่จะจ่ายเงินเเละเดินออกจากร้านไป

นาฬิกาเดินหมุนของมันไปอย่างนั้น
จากวินาที นาที หนึ่งชั่วโมง 
ครึ่งเช้า ครึ่งบ่าย
ไม่มีใครหน้าไหนสั่งหยุดมันได้ทั้งนั้น

เย็นนี้พวกเขาเลือกร้านอาหารใกล้ๆ กับร้าน Green Book มันเป็นร้านสเต็กชื่อดังของนักศึกษาย่านนี้ ผลักประตูร้านเข้าไปก็พบว่าในร้านยังมีโต๊ะว่างอีกหลายโต๊ะ เราเลือกนั่งตรงโต๊ะตัวเล็ก มีเก้าอี้สองตัว 

"กินอะไรดี" เขาถามหล่อน
"เอาสลัดดีกว่า บี๋กินอะไร"

"เค้าเอาสเต็กเนื้อเเล้วกัน"
"อ่าห้ะ"

ไม่นานนักพนักงานก็มารับออเดอร์ เขาเปิดหนังสือที่ซื้อมาสองเล่ม เเล้วอธิบายเรื่องย่อให้หล่อนฟัง หล่อนชอบให้เขาอ่านหนังสือให้ฟัง ในช่วงที่หล่อนไม่เจอเขา ถ้าเขาได้เขียน หรือไปเจอหนังสือเรื่องที่น่าสนใจ เขาก็จะอ่านให้เขาฟังผ่านโทรศัพท์มือถือ

เวลายังคงเดินผ่านไปเร็ว 
หล่อนรู้สึกว่ามันเร็วเกินไป 
โดยเฉพาะช่วงเวลาที่หล่อนรู้สึกสนุก 
เเละเป็นสุข 
กับการได้ใช้ชีวิตกับเขา 
เเม้รู้ว่าจะเป็นความสุขเเค่ชั่วขณะ

เสียงซ้อม ช้อน กระทบจาน เสียงของผู้คนในร้าน เสียงกระดิ่งที่เคาน์เตอร์เสิร์ฟ เสียงพูดคุยปนกับการเถียงกันบ้างบางครั้ง หล่อนรู้ รู้อยู่เเก่ใจ ว่าอีกไม่นานเขาก็จะต้องกลับ หล่อนต้องจากกับเขาอีกครั้ง เเต่หล่อนทำเป็นลืม ทำเป็นไม่เเยเเสความจริงนั้น

กินมื้อเย็นเสร็จเเล้วพวกเขาก็เดินออกจากร้านไป เขาหยิบหูฟังขึ้นมาใส่ เมื่อหล่อนพูดเขาจึงไม่ได้ยินในสิ่งที่หล่อนพูด หล่อนเคยตกลงกับเขาว่าอย่าเพิ่งใส่หูฟังตอนอยู่ด้วยกัน เเละเขาก็พยักหน้า เเต่วันนี้เขาก็ใส่หูฟังอีก 

"ถอดหูฟังก่อนได้มั้ย" เขาพูดด้วยเสียงอันดัง
".............................." เขาเงียบเเละฟังเพลงในหูฟังต่อไป

หล่อนหยุดรถ เเล้วหันมาพูดกับเขาด้วยเสียงดังมากกว่าเดิม

"ตอนอยู่ด้วยกันอย่าเพิ่งใส่หูฟังได้มั้ย"
เขาดึงหูฟังออกไปหนึ่งข้าง เเล้วฟังหล่อนด้วยสีหน้าเซ็ง คิ้วขมวด เเละเบือนหน้าหนีหล่อน

"ถ้าจะยังใส่หูฟังอีกก็ลงจากรถไปเลยนะ ลงไปเลย" หล่อนพูดจาด้วยน้ำเสียงที่โกรธจัด โกรธเเบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
".............................."

บรรยากาศในรถเงียบสนิท จะมีก็เเต่เสียงเเอร์ เเละเสียงเพลงเเจ๊สเบาๆ ไม่มีเเม้เเต่บทสนทนาของหล่อนเเละเขาอีก 

ความเงียบของพวกเขาเสียงดังมากจริงๆ

เเหละบ่อยครั้ง
บ่อยครั้งที่หล่อนมีปากเสียงกับเขา ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องไร้สาระ หล่อนพูดจาประชดประชันใส่เขา อาจมีบางทีที่เขาตอบกลับมาบ้าง เเต่ส่วนใหญ่เขาเลือกที่จะเงียบ เเละปล่อยให้หล่อนบ่น
เพราะรู้ว่าสักพักหล่อนก็จะหยุดบ่นไปเอง

ก่อนหน้านั้นที่หล่อนจะกดปิดทีวี หล่อนได้ฟังรายการๆ หนึ่ง ที่เขาเชิญดารามาให้สัมภาษณ์  ดาราหญิงคนนั้นมีลักษณะนิสัยคล้ายกับหล่อน โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับคนรัก เขาเจ้ากี้เจ้าการไปเสียทุกเรื่อง 
อาทิเมื่อเขาไปกินข้าวกับคนรัก เขาเล่าว่า คนรักของเขาเป็นคนกินจุ ถ้าสั่งกับข้าวมาสองจานเเล้วคนรักของเขากินไม่อิ่ม ก็จะมากินอีกจานของซึ่งเป็นของเขาด้วย ดาราคนนั้นเล่าให้พิธีกรฟัง ว่าเขาโกรธมาก โกรธจนหนีกลับบ้านไปเลย พิธีกรก็บอกกับเขาว่า เธอนี่งี่เง่าจริงๆ เเหละ 

เมื่อหล่อนได้ฟังเรื่องราวของดาราคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า ก็เรื่องงี่เง่าขนาดนั้นอ่ะ ทำไมงี่เง่าจัง สมควรเเล้วที่จะทะเลาะกับเเฟนบ่อยๆ 

บางทีการที่หล่อนได้เป็นบุคคลที่สามที่ได้ยินเรื่องราวของดาราสาวคนนั้นกับคนรัก ทำให้หล่อนได้มองถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา ไม่เอนเอียงไปทางฝั่งดาราสาว หรือคนรักของเขา เเต่หล่อนมองมันด้วยความรู้สึกที่มันเป็นกลาง เมื่อได้มองเเบบนั้น จึงพอจะเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาทะเลาะกันบ่อย

ในรายการนั้น รายการที่หล่อนได้ดู อันที่จริงพิธีกรในรายการนั้นบอกกับดาราสาวคนนั้น เเต่คำพูดของพิธีกรคนนั้น กระเด็นมาโดนหล่อนด้วย เเละดูเหมือนจะโดนหล่อนเข้าอย่างจัง 
หล่อนมองดูตัวเอง ย้อนกลับไปดูการกระทำตั่งต่าง นานา ที่ผ่านมา 
เเม้หล่อนจะไม่ได้หนีกลับบ้านเพียงเพราะเเฟนของหล่อนกินจุ หรือมากินจานของหล่อนก็เถอะ 
เเต่หล่อนก็พอจะรู้สึก เเละสำนึกได้ว่า หล่อนก็ไม่ได้งี่เง่าน้อยกว่าดาราคนนั้นเลย 
หล่อนก็งี่เง่าพอๆ กับดาราคนนั้น ต่างกัน เเค่ต่างกันคนละเรื่องที่งี่เง่าเท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของดาราสาวกับคนรักของเธอ 
หรือเรื่องราวของหล่อนจอมหงุดหงิดกับเขาผู้เงียบขรึม หรือเรื่องราวของคู่รักอื่นๆ

เมื่อไหร่ที่คนสองคนตกลงเป็นคนรักของซึ่งกันเเละกันเเล้ว 
สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือ ความเอื่อเฟื้อซึ่งกันเเละกัน ใจเขาใจเรา 
นึกถึงความรู้สึกของคนอื่น 

เพราะอย่าลืมว่าพวกคุณไม่ได้มีชีวิตตัวคนเดียวอีกเเล้ว 
อะไรที่ยอมกันได้ก็ยอมกันบ้าง ไม่ต้องเอาชนะ กะเกณฑ์ไปเสียทุกเรื่องก็ได้

หลังจากบ่ายสี่โมงเศษๆ 
เสียงจากโทรทัศน์เงียบลง
ในห้องไม่มีเสียงอะไรอีก 
จะมีก็เเต่เสียงจากเครื่องปรับอากาศ
เเละเสียงข้างในหัวของหล่อน
ที่ดังเกิน 70 เดซิเบล

/.
SHARE

Comments