(94) See you again
(ต่อจาก Flirt)

"เดินทางปลอดภัยนะคะพี่ยง" ฮเยจินกล่าวพร้อมๆ กับเข้าสวมกอดหล่อน ยงซอนเองก็กอดตอบอีกฝ่ายอย่างเต็มใจ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก ทั้งที่รู้จักกันได้ประมาณ 1 วันแต่ทั้งคู่กลับพูดคุยถูกคอเหมือนรู้จักกันมานาน พอถึงเวลาที่ต้องจากกันก็รู้สึกอดใจหายไม่ได้

"แล้วเจอกันนะฮเยจิน ถ้ามีโอกาสพี่จะมาอีกนะ เธอก็หาเวลาไปหาพี่ในเมืองบ้างนะ"

"งั้นคงต้องรบกวนพี่ให้ช่วยลางานให้ฉันแล้วล่ะค่ะ"

"ก็เอาสิ ฉันให้ลา" คนที่ยืนเฝ้าอยู่พูดแทรกขึ้นมา คำพูดของฮวีอินทำเอาฮเยจินถึงกับตกใจแล้วหันไปมองอย่างไม่เชื่อสายตา

"ชิท นี่แกจริงๆ รึเปล่า"

"เดี๋ยวเถอะ! แกอย่าลืมสิว่าถึงฉันจะเป็นเจ้าของแต่แกก็เป็นหุ้นส่วนอยู่นิดนึง ทำไมฉันต้องห้ามไม่ให้แกลาด้วย"

"ก็ครั้งล่าสุดที่ฉันลาแกทำหน้าจะเป็นจะตาย ทำเอาฉันไม่กล้าลา"

"ล่าสุดของแกนี่มันเป็นปีมาแล้วไม่ใช่เหรอ แต่ตอนนี้แกก็เทรนคนไว้หมดแล้ว อยากลาก็ลาเถอะ"

ฮเยจินได้ฟังเพื่อนอธิบายแล้วก็ยิ้มออกทันที หญิงสาวหันไปคุยกับคนที่กำลังจะจากไป "งั้นฉันจะไปหาพี่แน่นอนค่ะ จะได้ไปหาแม่ด้วย ทุกวันนี้ให้แม่เป็นคนมาหาที่นี่ฉันก็รู้สึกผิดเต็มที"

"พี่จะรอนะ ไปเมื่อไหร่อย่าลืมบอกพี่ล่ะ" ยงซอนยื่นนามบัตรของตัวเองให้กับฮเยจิน ถึงมันจะแปลกไปสักหน่อยที่ให้นามบัตรกับคนที่รู้จักกันพอสมควรแล้ว แต่หล่อนก็ไม่มีเวลาพอที่จะแลกเบอร์หรือช่องทางการติดต่ออะไรก็ตาม

ฮเยจินกับยงซอนกอดลากันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหล่อนจะต้องรีบออกจากร้านไปเพราะกลัวจะตกเครื่องบิน



ฮวีอินขับมอเตอร์ไซค์จากร้านกาแฟไปจนถึงบ้านหลังน้อยโดยมียงซอนซ้อนท้าย คนขับจงใจขับเร็วกว่าสปีดปกติของตัวเองเล็กน้อยเพื่อให้พี่ได้มีเวลามากขึ้นอีกสักหน่อย

ในที่สุดมอเตอร์ไซค์คันเก่งของเธอก็จอดลงที่หน้าบ้าน ฮวีอินบอกให้ยงซอนเข้าบ้านไปก่อนเพื่อจะได้มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างตัว และแพ็กกระเป๋า

เธอลากมอเตอร์ไซค์ไปเก็บแล้วจึงค่อยเดินตามเข้าบ้าน

ฮวีอินไม่ได้ตรงเข้าไปในห้องนอนเลย เธอแวะเข้าไปในห้องครัวและทำอาหารง่ายๆ อย่างแซนด์วิช จากนั้นจัดใส่กล่องแล้ววางไว้บนโต๊ะอาหาร ก่อนจะเดินไปหายงซอนที่อยู่ในห้องนอน

หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มของตัวเองโดยไม่พูดอะไร เธอไม่ได้ช่วยเหลืออีกคนที่อยู่ในห้อง เพียงแต่ใช้สายตาจดจ้องทุกการกระทำของคนที่กำลังยุ่ง

ฮวีอินรู้ดีว่ายงซอนไม่ชอบให้ใครช่วยเวลาเก็บของไม่ว่าจะเก็บกระเป๋า เก็บห้อง หรือเก็บบ้านก็ตาม นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเธอจึงเลือกนั่งเฉยๆ อยู่บนเตียง และที่เธอเอาแต่มองไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาก็เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังใช้สมาธิ การชวนคุยก็จะมีแค่รบกวนจนอาจจะทำให้หล่อนลืมหยิบอะไรกลับไปก็ได้

ยงซอนใช้เวลาพักใหญ่ๆ ง่วนอยู่กับการจัดกระเป๋าจนไม่ได้ใส่ใจอีกคนที่อยู่ในห้อง ในตอนที่เงยหน้าขึ้นมาถึงเพิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายเผลอหลับไป

หล่อนไม่ได้รู้สึกตำหนิอีกฝ่ายที่แอบงีบเลยสักนิด มิหนำซ้ำกลับรู้สึกผิดเล็กๆ ทั้งที่น้องก็ยืนยันแล้วว่าเช้านี้จะต้องตื่นเช้าแต่เมื่อคืนหล่อนก็เอาแต่ใจ หล่อนชวนให้น้องนอนดึกแถมงอแงใส่เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะตามใจ และในขณะที่ยงซอนมีเวลานอนหลังจากฟ้าสว่างแล้วแต่ฮวีอินกลับต้องไปทำงานต่อ แล้วแบบนี้หล่อนจะตำหนิเธอได้ยังไงกัน

ยงซอนยืนดูคนตัวเล็กที่นอนขดอยู่บนเตียง ฮวีอินมักจะเป็นฝ่ายได้เห็นหล่อนหลับอยู่ตลอดไม่รู้กี่ครั้ง เมื่อเช้าเธอก็ตื่นก่อน ไหนจะอยู่กล่อมให้หล่อนนอนหลับ ตอนที่มาปลุกช่วงสายๆ ก็ด้วย นี่จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ได้เห็นอีกฝ่ายกำลังหลับ ซึ่งหล่อนว่าน้องตอนที่หลับก็น่าเอ็นดูสุดๆ จนไม่อยากปลุก จึงเอาแต่ยืนดูอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีความคิดว่าจะปลุก

หล่อนยืนอมยิ้มดูอีกฝ่ายหลับได้ไม่นานคนที่ถูกมองก็สะดุ้งตื่นขึ้น

“อ้าว พี่เก็บเสร็จนานแล้วเหรอ” ฮวีอินลุกขึ้นเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนดูเธออยู่

“อืม สักพักแล้ว”

“งั้นพี่ก็น่าจะปลุกฉันสิ ไม่งั้นพี่ไปสนามบินสายจะทำไง”

“ยังไม่สายเลย” ยงซอนพูดก่อนที่หล่อนจะนั่งลงที่ข้างเตียงเพื่อนขยับเข้าไปพูดใกล้ๆ น้อง “ขอโทษน้าฮวีน”

คิ้วของฮวีอินย่นเข้าหากัน “ขอโทษฉันเรื่องอะไร ฉันสิที่ต้องขอโทษพี่ที่เผลอหลับไป”

“ขอโทษที่พี่เอาแต่ใจไปหน่อย พี่ควรจะเชื่อเธอแล้วปล่อยให้เธอไปนอนแต่หัวค่ำจริงๆ นั่นแหละเมื่อคืน”

หน้าของฮวีอินแดงก่ำขึ้นทันที เธอเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาและตอบทั้งอย่างนั้น “มะ...ไม่เป็นไร ฉันก็ไม่ได้ไม่ชอบสักหน่อย”

ยงซอนยิ้มชอบใจเพราะท่าทางของอีกฝ่าย แต่เวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันเหลือน้อยเต็มที หล่อนจึงไม่คิดที่จะแกล้งอีกฝ่ายอีก “แล้วพี่จะไปสนามบินยังไง?”

สิ้นเสียงของยงซอนก็มีเสียงเครื่องยนต์รถดังขึ้นจากทางหน้าบ้าน ฮวีอินลงจากเตียงและเดินไปหยิบกระเป๋าของคนตัวสูง เธอเดินถือกระเป๋านำไปก่อนและปล่อยให้พี่เดินตามหลังโดยไม่ลืมแวะหยิบกล่องอาหารที่ภายในบรรจุแซนด์วิชติดมือไปด้วย

พอประตูบ้านเปิดออกยงซอนก็เจอกับชายวัยกลางคนคนเดียวกับที่ไปรับหล่อนมาจากป้ายรถเมื่อตอนขามาพร้อมกับรถยนต์คันใหม่ที่อยู่ด้านหลัง

“สวัสดีค่ะคุณน้า” ยงซอนยกมือไหว้และกล่าวทักทาย หล่อนเรียกอีกฝ่ายเหมือนที่น้องเรียก แล้วจึงหันไปคุยกับคนที่ช่วยหล่อนยกของออกมา “คุณน้าจะไปส่งพี่เหรอ?”

“ใช่ที่ไหน...” ฮวีอินตอบ

เธอเดินตรงไปหาคุณน้าที่ควบตำแหน่งผู้จัดการโฮสเทลแล้วหันไปพูดกับเขา “ขอบคุณที่เอารถมาให้นะคะ” ก่อนจะกลับมาคุยกับคนที่ถามอีกครั้ง “ฉันนี่แหละจะขับรถไปส่งพี่”

ฮวีอินรับกุญแจรถจากคนที่ยืนอยู่มาไว้ในมือ ส่วนตัวเองก็แลกเอากุญแจรถมอเตอร์ไซค์ให้กับอีกฝ่าย

เธอจัดแจงวางกระเป๋าของพี่และกล่องแซนด์วิชไว้ที่เบาะท้ายแล้วจึงก้าวขึ้นรถในตำแหน่งคนขับ ส่วนยงซอนถึงจะงงๆ ไปบ้างแต่ก็เดินขึ้นรถในตำแหน่งเบาะหน้าอีกฝั่งหนึ่ง หญิงสาวออกรถในทันทีเพราะไม่อยากจะช้าไปกว่านี้ เธอไม่อยากจะขับรถเร็วเกินไปจนอยู่ในระดับอันตรายตราบใดที่มีคนที่รักนั่งไปด้วย กับตัวเองเธอไม่ห่วงหรอก...เธอเป็นห่วงคนข้างๆ มากกว่า



ถ้ามีใครคนที่สามมานั่งอยู่ด้วยในตอนนี้คงจะขาดใจ บรรยากาศบนรถค่อนข้างอึดอัดเพราะตั้งแต่ขึ้นรถมาทั้งสองคนยังไม่ได้พูดอะไรกันเลย ภายในรถจึงมีแค่เสียงแอร์ เสียงเครื่องยนต์ และเสียงลมหายใจ

แต่ถึงมันจะเป็นความรู้สึกที่น่าอึดอัด ตลอดทางคนที่ขับรถก็จับมือของคนที่นั่งข้างๆ เอาไว้ตลอด มือหนึ่งถือพวงมาลัย อีกมือประสานไว้กับอีกฝ่าย มีปล่อยบ้างในตอนที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็รีบกลับมาวางที่เดิมในทันที

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ยงซอนได้ดูพระอาทิตย์ตกเป็นครั้งที่สอง แต่ความรู้สึกในการดูพระอาทิตย์ตกในวันนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อวานอย่างลิบลับ

เมื่อวานหล่อนรู้สึกเหมือนกำลังดูศิลปินรังสรรค์ผลงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง แถมหล่อนยังได้ของขวัญชิ้นพิเศษเป็นคนที่อยากจะดูแลหล่อน ในขณะที่วันนี้...

ความมืดมิดที่ค่อยๆ เข้ามาเยือนทำให้ในใจของหล่อนเริ่มสั่นไหว มันเป็นเหมือนสัญญาณก่อนจะถึงเวลาจากลา จริงที่ว่าพรุ่งนี้เช้าท้องฟ้าก็จะสว่างอีกครั้ง แต่สำหรับหล่อน...คืนวันอันสวยงามจะมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ วันดีๆ ที่จะได้อยู่กับคนที่จับมือหล่อนเอาไว้ในตอนนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่กัน

ทั้งที่ในใจหล่อนดำมืดพอๆ กับสีท้องฟ้าด้านนอกแต่กลับต้องทำตัวเหมือนไม่รู้สึกอะไร ยงซอนไม่อยากให้คนรักเห็นว่าตัวเองกำลังเศร้าใจแค่ไหนเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายก็คงเศร้าไม่แพ้กัน ถ้าหล่อนแสดงออกถึงความอ่อนแอจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจมากขึ้นไปอีก

แต่ถึงยงซอนไม่พูดอะไรฮวีอินก็สัมผัสได้ถึงความกังวล ตลอดทางยงซอนบีบมือเธอแน่นแถมยังเหงื่อชุ่มไปทั้งมือ...แต่เธอก็ไม่ได้นึกรังเกียจหรอกนะ ไหนจะท่าทางที่คนเป็นพี่เม้มปากและขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลาอีก เธอที่แอบลอบมองคนข้างๆ อยู่ตลอดเห็นทุกอย่างแหละ และแน่นอนว่าเธอเองก็เศร้าไม่แพ้กัน...เพิ่งจะมีแฟน แฟนก็จะกลับแล้ว ถึงเธอจะยังโทรหาพูดคุยกับอีกฝ่ายได้แต่มันก็ไม่เหมือนกับการเจอหน้าอยู่ดี

ความเงียบยังคงอยู่ตลอดแม้แต่ตอนที่ฮวีอินถอยรถเข้าจอดในซอง หยิบของของยงซอน และเดินพาหล่อนไปเช็กอิน

จนกระทั่งเธอเดินไปส่งอีกฝ่ายที่หน้าทางเข้าผู้โดยสารซึ่งเธอไม่สามารถตามไปส่งอีกฝ่ายได้อีกยงซอนถึงได้พูดขึ้น

“ฮวีน...พี่ต้องไปแล้วนะ”

“อืม...เดินทางปลอดภัยนะพี่ อันนี้ฉันทำให้พี่เอาไว้กินก่อนขึ้นเครื่องจะได้ไม่หิว” เธอยืนกล่องอาหารในมือให้กับอีกฝ่าย

“ขอบใจนะ ทั้งที่เป็นห่วงแล้วก็มาส่ง”

“ฉันเป็นแฟนพี่นี่”

“ขับรถกลับดีๆ ล่ะ ระวังหลับ”

“ไม่หลับหรอก...” ฮวีอินหยุดพูดไปกลางคัน เธอยืนนิ่งมองอีกฝ่ายเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อแต่ก็พูดไม่ออก

ยงซอนเห็นฮวีอินนิ่งไปจึงตัดสินใจวางกระเป๋าและกล่องข้าวที่น้องเพิ่งส่งต่อมาให้ลงกับพื้นแล้วเข้าไปกอดอีกฝ่าย หล่อนอยากปลอบคนตัวเล็กที่แม้จะโตขึ้นแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นเด็กน้อยสำหรับหล่อน ถึงตอนนี้จะขยับสถานะมาเป็นแฟน แต่เธอก็ยังคงเป็นน้องและเพื่อนที่หล่อนรักด้วยเหมือนกัน

แล้วหล่อนก็ยังอยากกอดอีกครั้งก่อนที่จะไม่ได้กอดอีกฝ่ายอีก

ฮวีอินกอดตอบยงซอนแบบไม่คิด เธอเองก็กลัวที่จะไม่ได้กอดพี่อีกเช่นกันถึงได้เผลอรัดอีกฝ่ายเต็มแรง

อ้อมกอดอันอบอุ่นของยงซอนทำให้ฮวีอินคลายกังวลลงไปเล็กน้อยจนสามารถพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้ “ฉัน...รักพี่นะ”

“อืม”

ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมผละออกจากกันจนสุดท้ายฮวีอินต้องเป็นฝ่ายเอามือออกก่อนเพราะเกรงว่าพี่จะขึ้นเครื่องไม่ทัน

“ก่อนขึ้นเครื่องกับถึงที่โน่นแล้วบอกฉันด้วยนะ”

ยงซอนยัดกล่องข้าวใส่กระเป๋าและแบกกระเป๋าขึ้นใส่หลัง ก่อนจะกลับหลังหันเดินตรงไปยังโซนผู้โดยสารขาออก

ฮวีอินยังคงยืนมองอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน เธออยากจะส่งอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เข้าไปไม่ได้ก็ขอให้ได้ยืนมองจนอีกฝ่ายลับตาไป









ยงซอนเดินไปได้ประมาณ 10 ก้าวก็ตัดสินใจหันหลังกลับมาและตรงเข้ารวบตัวคนที่ยืนมองอยู่อีกครั้ง

“พี่ก็รักฮวีนนะ” ยงซอนกระซิบที่ข้างหูของฮวีอิน

คำพูดของยงซอนทำให้หน้าของน้องแดงก่ำ นัยน์ตาเริ่มมีน้ำเอ่อขึ้นมา มันไม่ใช่น้ำตาจากความเศร้าแต่เป็นความรู้สึกปลื้มใจ

นับตั้งแต่ที่ฮวีอินสารภาพรักยงซอน มาจนถึงการกลับมาเจอกันในครั้งนี้ ตอนตกลงเป็นแฟนกัน รวมไปถึงเมื่อกี้ ทุกครั้งเธอเป็นฝ่ายบอกรักฝ่ายเดียวมาตลอด และอีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่ตอบรับความรู้สึกของเธอ ก็ไม่ใช่ว่าคนตัวเล็กจะไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายเองก็รักเธอมากแค่ไหน ดูจากการกระทำของอีกฝ่ายเธอก็รับรู้ได้ แต่พอได้ยินอีกฝ่ายพูดออกมามันก็ให้ความรู้สึกที่ต่างไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า

สำหรับยงซอนแล้ว การได้ยินฮวีอินบอกมันก็ทำให้หล่อนรู้สึกชื่นใจทุกครั้ง แต่พอถึงคราวตัวเอง...หล่อนว่าการกระทำมันสำคัญกว่าเป็นไหนๆ แม้หล่อนจะไม่พูดแต่ทุกอย่างที่หล่อนทำไม่ว่าจะอาการหึงหวงหรือการแสดงออกต่างๆ ก็แปลว่าหล่อนรักอีกฝ่ายมากแค่ไหน ดังนั้นจึงไม่มีสักครั้งที่หล่อนจะเปิดปากบอกรักบ้างเลย

แต่ในเสี้ยววินาทีที่หันหลังเดินจากฮวีอินไป...พอคิดว่าไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะเจอกันอีก หล่อนก็คิดว่าควรจะบอกให้น้องได้รู้บ้างเหมือนกันว่าไม่ใช่แค่น้องที่รักหล่อน ในเมื่อหล่อนเองก็รักน้องเหมือนกัน

มือขวาของยงซอนแทรกเข้าไปกลางกลุ่มผมของฮวีอินพร้อมกับกดริมฝีปากเข้าจูบเธอ

มันเป็นสัมผัสที่ยาวนาน ต่างคนต่างค่อยๆ ขบเม้มริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างช้าๆ จูบลาที่อ้อยอิ่งเพื่อจะรับสัมผัสสุดท้ายให้ได้ชัดเจนที่สุด









“จูบกันตรงนี้ไม่ได้นะครับ” เสียงเตือนจากยามที่เดินเข้ามาชาร์จทำให้ทั้งสองจำใจผละออกจากกัน ทั้งสองหน้าขึ้นสีจากการถูกทัก ฝ่ายฮวีอินยกมือขึ้นมาและใช้หลังมือขวาเช็ดรอบๆ ริมฝีปากที่เลอะลิปสติกของยงซอนออกอย่างเขินๆ

“พี่ไปแล้วจริงๆ นะ”

“อื้ม” ฮวีอินตอบรับและยิ้มให้กับอีกฝ่าย ถึงจะเศร้านิดหน่อยที่ต้องแยกจากกัน แต่คำบอกรักจากปากของอีกฝ่ายที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ทำให้เธอมั่นใจขึ้นมามากโข

“พี่รักฮวีนนะ”

“ฉันก็รักพี่”

ยงซอนกลับหลังหันเดินไปแต่ยังคงเอี้ยวตัวกลับมามองและโบกมือให้เป็นระยะ

ฮวีอินยืนมองและยิ้มให้หล่อนจนกระทั่งอีกฝ่ายผ่านประตูรักษาความปลอดภัยและเดินหายไปเธอจึงหุบยิ้มลงและเตรียมตัวกลับบ้าน









“รอฉันก่อนนะพี่ยง”









The End?


19/01/2563
SHARE

Comments