ครอบครัวกับชีวิต
     คุณจะรู้สึกยังไงเวลาถูกพ่อแม่บังคับหรือเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แน่นอนว่าต้องรู้สึกแย่ หลายๆคนก็ยอมทำ ฉันคิดว่ามันก็ไม่ได้แย่นะที่พ่อแม่จะมีข้อบังคับ แต่หลายๆครั้งมันเกินไป การมองดูลูกตัวเองเติบโตด้วยข้อบังคับ ฉันอยากจะถามพ่อแม่เหล่านั้นว่า

มีความสุขนักเหรอ?
     แต่พ่อแม่คงไม่ได้มีความสุขหรอกที่บังคับลูก หรือบางคนอาจจะเฉยๆก็ได้นะ มันก็แล้วแต่ครอบครัว
self-esteem


     self-esteem คือความรู้สึกที่มีให้กับตัวเอง มันสามารถบงชี้ได้ว่าคนๆนั้นรู้สึกมั่นใจมากแค่ไหน ฉันเคยฟัง R U Ok podcast จะมีตอนหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งฉันก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน พอฉันได้ฟังฉันก็พึ่งรู้ว่า self-esteem มันมีความจำเป็นต่อการใช่ชีวิตอย่างหนึ่ง คนเรามีความมั่นใจไม่เหมือนกัน การสร้างความมั่นใจของคนๆนั้นก็เหมือนกัน ฉันคิดว่าความมั่นใจสร้างมาจากความมั่นคงในตัวเอง ความมั่นคงในจิตใจของตัวเอง ก็คล้ายๆกับชื่อของมันนั่นแหละ คุณเคยได้ยินคำพูดนี้ไหม

   "แล้วแบบนี้จะไปต่อมหา'ลัยได้ยังไง"

     อืม... เป็นคำพูดที่ธรรมดาดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความเป็นห่วง อาจจะหวังดีหรือคอยกระตุ้นให้เราตื่นตัว แต่มันก็แฝงไปด้วยบาดคมเช่นกัน

     คุณคิดว่าคำพูดนี้สามารถลดความมั่นใจในตัวคุณได้ไหม? สำหรับฉันแล้ว... มันสามารถลดไปได้มากเชียวล่ะ

     ตอนนั้นคุณอาจจะมั่นใจว่าจะต่อมหา'ลัยนี้ ความสามารถมีเท่านี้ ต่อไปแล้วจะเป็นอะไร หรือจะทำอะไรในช่วงเวลาที่อยู่มหา'ลัย อย่างฉันคิดว่าจะเขียนหนังสือในตอนที่เรียนมหา'ลัยอยู่ด้วย แต่พอมาได้ยินคำนี้เท่านั้นแหละ มันทำให้สูญเสียความมั่นใจไปเลย

     ไม่รู้ว่าพวกคุณจะคิดเหมือนกันหรือเปล่า? แต่ฉันคิดอย่างนั้น แม้แต่ตอนนี้ที่กำลังเขียนอยู่ฉันก็ไม่มีความมั่นใจเลย ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขียนไปมันจะส่งผลกระทบยังไง กลัวว่าจะกระทบใจคนอื่น กลัวว่าจะทำอะไรผิดไป แต่ก็อยากจะเขียนเพื่อปลอบประโลมใครหลายๆคน เขียนเพื่อหาเพื่อน เพื่อนที่ร่วมชะตาคล้ายๆกันในชีวิต

     อีกอย่างนึงที่ฉันเคยฟังใน podcast ก็คือเรื่องที่พ่อแม่ไม่ให้ความเป็นส่วนตัวลูก อาจจะละเลยหรือก้าวเข้าไปในความเป็นส่วนตัวของลูกมากเกินไปก็ได้ 

     เวลาเราอยู่ในห้อง ไม่ว่าจะทำอะไร บางครั้งพ่อหรือแม่ก็อาจจะโผล่เข้ามาโดยที่ไม่ได้เคาะหรือบอกกล่าว ขอยกตัวอย่างกรณีน้องชายของฉัน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเข้าไปในห้อง แล้วตอนนั้นแม่บ่นพวกเรานิดหน่อย(อาจจะไม่นิด) แล้วเมื่อเขาเข้าไปในห้องแม่ก็บอกให้เขาเปิดประตูเอาไว้ เพราะอยากรู้นั้นแหละว่าทำอะไร แต่ฉันคิดว่าคนเรามันควรจะมีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง พื้นที่ๆทำให้รู้สึกปลอดภัยหรือมั่นคง ไม่จำเป็นว่าพ่อแม่ต้องรู้เรื่องของเราทุกเรื่อง มันควรจะมีพื้นที่หนึ่งที่พ่อแม่ไม่รู้บ้าง ถ้าพ่อแม่ไม่ให้ความส่วนตัวกับลูก มันก็จะทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัย และขาดความมั่นใจในที่สุด 

     หลายๆอย่างในครอบครัวก็เหมือนกับเวลาที่เรากอดใคร กอดแน่นไปนานๆก็ทำให้รู้สึกอึดอัด กอดหลวมไปก็ทำให้รู้สึกอ้างว้าง เหน็บหนาว เพราะการกอดมีความหมายหลายๆอย่าง ให้กำลังใจ ปลอบประโลม หรือกอดเพื่อให้รู้สึกดี แบบนั้นก็เลยต้องกอดให้พอดีๆ ไม่มากเกินไปจนอีกฝ่ายรับไม่ไหว และไม่น้อยเกินไปจนไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกโหยหา

     
ไม่รับฟัง
     มันเหนื่อยเหมือนกันที่หลายครั้งเราพยายามที่จะบอกอะไรกับพ่อแม่ หรือพยายามจะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ แต่เขากลับไม่รับฟัง หรืออาจจะฟังแต่ไม่ได้เก็บไปคิด บางทีอาจจะว่าว่าเราเถียง แต่เปล่าเลย เถียงกับอธิบายมันต่างกัน ฉันอยากจะบอกพ่อแม่หลายๆคนในฐานะที่เป็นลูกคนหนึ่งว่า 

    

   พวกคุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อาจจะมีบางความคิดของเด็กอย่างพวกเราที่คุณไม่เข้าใจบ้าง แต่ฉันอยากให้คุณรับฟังและนำไปคิด และช่วยคิดให้เยอะๆด้วย เพราะบางเรื่องแค่ใช้แนวคิดกับลูกมันก็ไม่พอ เรื่องจิตใจก็สำคัญเช่นกัน และถ้าคุณเป็นคนหวงลูกมากเกินไป ฉันก็อยากให้คุณคอยมองเขาห่างๆอย่างห่วงๆบ้าง รู้จักปล่อยว่าง และคิดว่าคนเราไม่สามารถครอบครองหรืออยู่กับคนๆนึงได้นาน การให้พวกเขาออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองมีสังคมของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญ และสำหรับพ่อแม่ที่กอดลูกหลวมไป ไม่ใส่ใจมากพอ ฉันอยากบอกว่า พวกเขารอความรักจากคุณอยู่ อย่าให้เขาต้องพยายามโหยหาความรักจากคนอื่นเลยนะ ช่วยรักเขา รักเขาให้พอ และทำให้เขารักตัวเองด้วย ทำให้เขาคิดว่าตัวเองสมควรที่จะถูกรักบ้าง ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีค่าพอที่จะสมควรถูกรัก


เปรียบเทียบ
     ไม่ว่าจะเปรียบเทียบในเชิงแบบไหนก็มีผลเสียทั้งนั้นแต่ผลเสียมันอาจจะต่างกัน พ่อแม่มักจะเปรียบเทียบลูกของตัวเองกับลูกคนอื่น และผลที่ตามมามันก็ไม่ได้ดีเลย

     ตอนเด็กๆแม่ของฉันเคยเปรียบเทียบฉันกับเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆบ้าน ฉันรู้ว่าเจตนาของแม่ดี แต่ฉันไม่ชอบ และสุดท้ายพอโตมา แม่ของฉันก็บอกว่าเพื่อนคนนั้นเป็นแบบนี้เองเนอะ เพราะเพื่อนคนนั้น จริงๆฉันไม่อยากใช้คำว่าเพื่อนเลยนะ รู้สึกอึดอัดแปลกๆ ฮ่าๆ จะเรียกว่าเธอแล้วกัน เธอคนนั้นมีนิสัยไม่ดี มีเรื่องกับเพื่อนในห้องที่เป็นผู้หญิงด้วยกันนั่นแหละ ก็กลุ่มเดียวกัน บางทีก็แกล้งฉันกับเพื่อนแรงๆ แล้วพอแม่ฉันรู้ก็เลยพูดแบบนี้ ซึ่งมัน... ทำให้ฉันรู้สึกสะใจ รู้สึกชนะ รู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า

     พอโตมาแม่ก็คอยแต่จะบอกว่า "ถ้าไม่เรียนก็จะเป็นแบบนี้" หรือ "ถ้าไม่เรียนก็ทำงานแบบนี้แหละ" หรือ "เพราะตอนเด็กๆเขาไม่ตั้งใจเรียนเลยทำงานแบบนี้" และล่าสุดที่เจอ "เพราะมันขี้เกียจไม่ทำงานช่วยพ่อแม่ ดูสิ เดี๋ยวแม่มันตาย มันจะอยู่ยังไง อยากเป็นเหมือนมันนักเหรอ" มันทำให้ฉันรู้สึกอยากตะเกียกตะกายหรือทำให้ตัวเองไม่เป็นแบบนั้น ฉันคิดว่าหลายๆคนก็คงรู้สึก บางคนอาจจะรู้สึกเศร้าและกดดัน 

     แล้วคุณคิดว่าถ้าคุณโตขึ้นแล้วมีชีวิตที่ดี ไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะตะเกียกตะกายจนทำได้ คุณคิดว่าคุณมีความประสบความสำเร็จใช่ไหม บางคนอาจจะประสบความสำเร็จจริงๆ บางคนอาจจะเหยียบย้ำคนอื่นขึ้นมา แล้วพอมาอยู่ในจุดที่สูงกว่า ก็จะดูถูกคนอื่น 

     หรือถ้าคุณไม่ได้ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ คุณต้องจมอยู่กับความบัดซบในชีวิต ต้องจมอยู่กับอาชีพหรือสถานะที่พ่อแม่เคยปลูกฝังว่ามันไร้ค่า ไม่ดี ต่ำต้อย คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองมันไร้ที่ยืน ไร้ค่า และคุณก็จะพยายามตะเกียกตะกายอยู่ทุกๆวัน หรืออาจจะไม่พยายามเพราะจมอยู่กับความเศร้าก็ได้

     จริงๆแล้วมันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะอยู่ในฐานะอะไร คุณอาจจะเก่งแต่ไม่มีโอกาสมากพอ เพราะแบบนั้นมันก็เลยไม่ทำให้คุณถึงฝั่งฝัน คนอื่นอาจจะดูถูกคุณ แต่อยากให้จำไว้ว่าชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีใครตัดสินชีวิตของใครได้ ถึงคุณจะไม่มีเงิน แต่คุณก็สามารถมีความสุขได้ ใช้ชีวิตอย่างที่คุณสามารถจะทำได้ ส่วนคำที่มีเงิน แล้วก็ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการสำเร็จ ถึงคุณอาจจะอยู่สูงกว่าใครหลายๆคนก็จริง แต่คุณไม่สามารถตัดสินความเป็นมนุษย์ของคนอื่นได้ อยู่สูงกว่ามักกลัวที่จะล่วงหล่น คุณอาจจะรู้สึกระแวง กลัว หรือรู้สึกใดๆก็ตาม แต่ถ้าคุณใช้ชีวิตของตัวเองให้มีคุณความสุขพอ รู้จักปล่อยวาง เวลาที่คุณตกลงมามันอาจจะไม่เจ็บมาก ถึงแม้ว่าปมในใจที่ครอบครัวเป็นคนสร้างขึ้นด้วยการสั่งสอนแบบผิดๆมันจะเจ็บก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่สามารถรักษามันให้หายได้ก็คือตัวคุณเอง เปลี่ยนความคิดและมองโลกในมุมที่ดีขึ้น แล้วทุกอย่างมันก็จะดีขึ้นเอง อาจจะไม่ได้ดีมาก แต่อย่างน้อยมันก็ดีขึ้นได้

     เราทุกคนต้องเคารพชีวิตของกันและกันและมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง                                      จากหนังสือ I decided to live as myself 


      พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณอาจจะรู้สึกขัดแย้งกับฉัน หรือรู้สึกเห็นด้วยกับฉัน เรื่องที่ฉันเขียนขึ้นเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของ storylog โดยฉันนำเอาแนวคิดในมุมต่างๆที่เคยฟัง อ่าน หรือเคยได้ยินมานำมาใส่ลงไป และได้นำชีวิตจริงของตัวเองถ่ายทอดให้หลายๆคนอ่าน จริงๆฉันก็แค่อยากระบายความรู้สึกออกมาเท่านั้น และอยากให้ผู้ใหญ่หลายๆคนเข้าใจ ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนไป แนวคิดก็เปลี่ยนไป ฉันอยากให้ผู้ใหญ่ พ่อแม่ และหลายๆคนเข้าใจ อยากให้มองในมุมกว้างๆบ้าง ขอขอบคุณที่อ่านจนจบ และขอบคุณมากๆถ้าคุณเข้าใจที่ฉันกำลังจะบอก

                                      ด้วยรักและพระจันทร์สีฟ้า
SHARE

Comments