(93) Dawn
(ต่อจาก Still awake)

4.50 น.

ดวงตาของหญิงสาวเปิดออกท่ามกลางห้องที่มืดมิด เธอลืมตาค้างอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่งกว่าสายตาจะชินกับความมืดจนเริ่มรับรู้ภาพต่างๆ

พอเริ่มมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไรเธอถึงได้รู้สึกตัว...นี่ไม่ใช่ห้องของเธอ

แต่แล้วคนที่เพิ่งตื่นก็นึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ก็เมื่อคืนเธอมานั่งวาดรูปอยู่ในห้องนี้โดยมีคนรักคอยมองอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะอารมณ์ศิลป์ของเธอหมดลงจากความเครียด อีกคนที่ตอนนี้ยังไม่ตื่นก็คงจะไม่เข้ามาถาม และคงจะไม่ช่วยปลอบประโลมจนเลยเถิดทำเอาไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องตัวเองแบบนี้

มันก็ไม่ได้แย่นักหรอก ถึงมันจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อยู่ที่นี่มาที่เธอได้มานอนในห้องนอนสำหรับแขกและเตียงนอนในห้องของเธอใหญ่กว่าเตียงที่กำลังนอนอยู่นี้ประมาณหนึ่ง แต่เธอก็ชอบห้องนี้ เพราะมันทำให้คนที่ยังไม่ตื่นนอนเบียดเธอยิ่งกว่าคืนก่อนเพราะกลัวว่าจะตกเตียง แต่ว่าก็ว่าเถอะ...เธอไม่ยอมให้อีกฝ่ายร่วงลงไปหรอกนะ

ฮวีอินค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงเพราะเกรงว่าอีกคนจะตื่น ถึงแม้ว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจะต้องปลุกให้ใครคนนั้นให้ตื่นตามมา แต่เธอก็อยากให้หล่อนได้หลับนานที่สุดเพราะเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ดึกเอาการ

เธอหยิบเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งไว้อย่างกระจัดกระจายทั่วพื้นมาสวมใส่ คิดแล้วก็น่าขัน อันที่จริงเดี๋ยวก็ต้องอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเอาชุดอื่นมาใส่อยู่ดี ใครจะกล้าใส่ชุดนอนลายมิกกี้เม้าส์ออกจากบ้านไปดูพระอาทิตย์กัน? ไม่ใช่เธอคนหนึ่งแหละ แต่จะให้เดินจากห้องไปเปลี่ยนชุดที่ห้องนอนตัวเองทั้งอย่างนี้ก็ไม่ได้อีกอยู่ดีแหละ พอนึกอย่างนั้นใจหนึ่งก็โกรธคนที่ยังสงบนิ่งอยู่บนเตียงแต่อีกใจก็อดยิ้มกริ่มไม่ได้

หญิงสาวก้มตัวลงไปจุมพิตที่หน้าผากของคนที่หลับอยู่ก่อนจะออกจากห้องไปอย่างสงบเพื่อทำธุระส่วนตัว



5.00 น.

“พี่ยง”

“พี่ยงตื่นได้แล้ว ไม่ตื่นตอนนี้เดี๋ยวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ทัน” เสียงหวานของน้องดังเข้าสู่โสตประสาทและปลุกให้ตื่นตั้งแต่ทีแรก แต่หล่อนก็ทำเป็นเล่นตัวจนคนตัวเล็กต้องขยับเข้ามานั่งที่ข้างเตียงเพื่อเขย่าตัวหล่อนอีกครั้ง

“เมื่อคืนบอกว่าให้ฉันปลุก ถ้าพี่ไม่ตื่นแบบนี้คราวหลังไม่มีแล้วนะ” ฮวีอินขยับเข้าไปใกล้เพื่อปลุกยงซอน

เมื่อระยะห่างระหว่างหล่อนกับน้องลดลงมากพอ หญิงสาวก็ตวัดแขนเข้าไปรวบตัวน้องให้กลับลงมานอนบนเตียงด้วยกัน

“อรุณสวัสดิ์” ยงซอนพูดก่อนกดจมูกลงที่ข้างแก้มของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงปล่อยเธอให้เป็นอิสระ ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมที่กองอยู่ขึ้นมาสวม หล่อนเดินไปอย่างไม่มีท่าทีงัวเงียทิ้งให้ฮวีอินงงไปครู่หนึ่ง พอรู้สึกตัวเธอถึงตะโกนตามหลังหล่อนไป “ยังไม่ต้องอาบน้ำก็ได้นะพี่ แค่หยิบชุดที่จะใส่เผื่อไปก็พอ ใส่กระเป๋าใบไหนที่อยู่ในห้องฉันไปก็ได้ ฉันไปรอข้างนอกนะ”

ยงซอนทำตามคำแนะนำของอีกฝ่าย หล่อนเพียงล้างหน้าให้รู้สึกตื่นตัวและเปลี่ยนใส่ชุดที่พอออกไปไหนมาไหนได้โดยไม่อายคน จากนั้นก็หยิบเอาชุดและของส่วนตัวจัดใส่กระเป๋าของน้อง และออกจากบ้านไปหาคนตัวเล็กที่รออยู่

“แล้วจะไปกันยังไงล่ะ” หล่อนถามทันทีที่เปิดประตูบ้านออกและพบกับน้องที่ยืนอยู่ก่อน “เดิน?”

“ถ้าเดินไปคงได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นระหว่างทางพอดีแหละ” ฮวีอินตอบ “เราจะขี่เจ้านี่ไปกัน”

หน้าของหล่อนเปลี่ยนไปตอนที่เห็นน้องตบลงที่มอเตอร์ไซค์ข้างตัว สีหน้าของคนเป็นพี่ดูไม่เชื่อใจเลยสักนิด แต่จะให้เชื่อได้ยังไงในเมื่อเมื่อวานนี้เจ้ารถคันเล็กนี่สตาร์ทไม่ติดด้วยซ้ำ

“พี่อย่าเพิ่งทำหน้าไม่เชื่อฉันอย่างนั้นสิ เมื่อวานตอนฉันแวะไปเซ็นเอกสารฉันวานให้คุณน้าผู้จัดการตามคนมาซ่อมให้แล้ว เมื่อกี้ตอนออกมาก่อนฉันก็ลองสตาร์ทดูแล้วด้วยนะ” เมื่ออีกฝ่ายยืนยัน หน้าของหล่อนจึงกลับมาเป็นปกติ

คนตัวเล็กเป็นฝ่ายก้าวคร่อมรถคันเก่งของตัวเองและสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนที่คนเป็นพี่จะขึ้นซ้อนท้าย

ฮวีอินแว๊นซ์พายงซอนไปยังจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ตลอดทางคนที่นั่งด้านหลังกอดเอวคนด้านหน้าอย่างไม่คิดจะปล่อยมือ แม้ระหว่างทางจะไม่มีการสนทนาใดๆ แต่การกระทำและสัมผัสของทั้งคู่ก็บ่งบอกและย้ำถึงความรู้สึกได้เป็นอย่างดี

ไม่นานมอเตอร์ไซค์คันเก่งของฮวีอินก็จอดลง ยงซอนถึงได้ปล่อยมือให้อีกฝ่ายเป็นอิสระ หล่อนก้าวลงจากรถและมองไปรอบๆ

“ที่นี่คือ?” หญิงสาวถามอย่างสงสัย สถานที่ตรงหน้าดูไม่น่าจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เลย

“โฮสเทลของฉันเอง” ฮวีอินตอบสั้นๆ ก่อนจะคว้ามือของยงซอนไว้และเดินนำพร้อมกับลากอีกฝ่ายไปด้วย ยงซอนเดินตามไปอย่างงงๆ แต่ก็ไม่คิดจะถามอะไรต่อ สายตาหล่อนมองไปรอบๆ อย่างตื่นตา แม้จะเขินเล็กน้อยจากการถูกพนักงานแอบมองและซุบซิบบ้าง แต่พอฮวีอินแนะนำหล่อนให้ทุกคนรู้จักในฐาน 'แฟน' ของเธออย่างเต็มปาก หล่อนก็รู้สึกภูมิใจที่อีกฝ่ายให้เกียรติหล่อนขนาดนี้

ฮวีอินพายงซอนขึ้นลิฟท์มาจนถึงชั้นบนสุด พอประตูลิฟท์เปิดก็นำหล่อนไปที่บันไดและเดินขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น เมื่อประตูเปิดออกหล่อนจึงได้พบกับดาดฟ้าของตึก

ตาของหล่อนเบิกกว้างเมื่อก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้า และไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากอะไรน้องก็อธิบายอย่างเสร็จสรรพ “บนนี้เป็นบ้านของฉันเหมือนกัน ตอนที่ซื้อมาพอดีดัดแปลงไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว บางคืนถ้างานเสร็จดึกมากๆ ฉันก็ขึ้นมานอนบนนี้แหละ แล้วก็เผื่อไว้ตอนเพื่อนมาเยอะๆ บ้านของฉันก็มีอยู่แค่นั้นรองรับใครไม่ได้ ที่สำคัญดูพระอาทิตย์ขึ้นจากตรงนี้เป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว”

น้องยังคงจับมือหล่อนไว้ไม่ปล่อย เธอลากยงซอนไปนั่งที่โซฟา ส่วนตัวเองก็เดินเข้าไปในโซนบ้านเพื่อไปวางกระเป๋า



การได้มีเวลานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นทำให้หล่อนได้มีเวลาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง หล่อนถึงนึกขึ้นได้...ตอนที่เลือกจะหนีมาจากในเมือง หล่อนตัดสินใจเพราะต้องการหลบเลี่ยงจากสภาพแวดล้อมต่างๆ แต่มาถึงตอนนี้ทั้งที่เวลาผ่านไปยังไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำ กลับไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ หลงเหลืออยู่แล้ว แถมยงซอนยังมีความสุขเอามากๆ จนนึกอยากจะขอบคุณคนที่ทิ้งหล่อนไปด้วยซ้ำ

“ฉันรักพี่นะ” ฮวีอินพูดขึ้น ถึงคำพูดจะมาแบบลอยๆ และคนฟังไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็แอบอมยิ้ม

ทั้งคู่นั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่รอบๆ ตัวยังดำมืดจนฟ้าสว่าง ระยะเวลาที่ดูพระอาทิตย์ก็นานอยู่พอสมควรจนยงซอนที่เมื่อคืนนอนดึกแถมยังต้องตื่นเช้ากว่าปกติเริ่มหาว

คนตัวเล็กเห็นแบบนั้นก็ถามอีกฝ่ายทันที “พี่ง่วงใช่มั้ย จะนอนต่อรึเปล่า”

“อืม”

ฮวีอินพาอีกฝ่ายเข้าไปยังห้องนอน เธอจัดแจงปิดม่านกันยูวีสีทึบเพื่อให้ภายในห้องนอนมืดเหมือนเป็นเวลากลางคืนและดูอีกฝ่ายที่ล้มตัวลงนอนบนเตียง

คนตัวสูงทำหน้ามุ่ยทันทีที่เห็นคนตัวเล็กเอาแต่ยืนอยู่ข้างเตียงแล้วปล่อยให้หล่อนนอนอยู่อย่างโดดเดี่ยว “พี่นอนไม่หลับหรอกนะถ้าไม่มีหมอนข้างดีๆ”

ฮวีอินทั้งยิ้มและถอนหายใจไปพร้อมๆ กัน เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นคนติดหมอนข้าง แค่หล่อนอ้อนไปอย่างนั้นแหละ แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ หญิงสาวนั่งลง หลังพิงเข้ากับหัวเตียงแหละปล่อยให้อีกฝ่ายกอดเธออย่างตามใจชอบ

“เดี๋ยวพี่หลับแล้วฉันจะลงไปทำงานก่อนนะ ไว้สายๆ ฉันจะกลับขึ้นมา” ฮวีอินเป็นฝ่ายพูดอยู่ฝ่ายเดียว เธอมองดูคนอายุมากกว่าที่ทำตัวเป็นเด็กๆ ด้วยความเอ็นดู เธออดดีใจไม่ได้ ทั้งที่เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นอีกฝ่ายดูโตและมีความเป็นผู้นำสูง แต่พออยู่กับเธอก็คนที่หลับอยู่ก็กลายเป็นเหมือนลูกแมวน้อยตัวหนึ่ง เธอดีใจที่เป็นคนเดียวที่ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของอีกฝ่าย

ฮวีอินรอจนสังเกตเห็นว่าลมหายใจของยงซอนเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอเธอจึงจุมพิตลงที่ข้างขมับของอีกฝ่าย

“ฉันรักพี่นะ”

แล้วจึงค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียง เธอเดินก้าวเท้าและเปิดประตูออกไปอย่างเงียบเชียบเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะตื่นโดยไม่รู้ตัวเลยว่า คนที่คิดว่าหลับไปแล้วแท้จริงแอบอมยิ้มเมื่อได้ยินประโยคของเธอ

18/01/2563
SHARE

Comments