(91) Still awake
(ต่อจาก First meal)

ยงซอนออกมาจากห้องน้ำเร็วกว่าที่ฮวีอินคิด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็สะสางงานทั้งหมดเสร็จก่อนแล้ว

หญิงสาวลุกขึ้นเพื่อนำพี่ไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง ห้องที่เธอไว้ใช้วาดรูปรวมถึงทำงานอดิเรกต่างๆ โดยเฉพาะ

“ฮวีนอา” ยงซอนส่งเสียงเรียกจากด้านหลังระหว่างทางที่กำลังเดินไป

“อะไรเหรอ” เธอตอบรับ

“เมื่อกี้พี่ใช้กรรไกรตัดเล็บที่อยู่ในห้องน้ำไปนะ ขอโทษที่ใช้โดยไม่บอก” หล่อนกล่าวขอโทษอีกฝ่ายที่ใช้ของส่วนตัวโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน

“ไม่เห็นเป็นไร ของฉันก็เหมือนของพี่แหละ”

ฮวีอินเดินมาหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง...ยงซอนจำประตูบานนี้ได้ดี ก็ตอนที่เธอนำหล่อนเข้าบ้านเมื่อคืนนี้อีกฝ่ายหยุดชะงักไปครู่หนึ่งตอนที่เดินผ่านประตู หล่อนก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่อยู่ในห้องกับสิ่งที่หล่อนคิดมันเหมือนกันรึเปล่า

คนอยู่หน้าเปิดประตูออก และให้หล่อนเดินเข้าไปก่อนเหมือนอย่างทุกครั้ง

สายตาของหล่อนกวาดมองไปยังรอบๆ ห้องด้วยความตื่นตา และสิ่งแรกที่ดึงความสนใจของหล่อนไปคือมุมที่อยู่ทางซ้ายมือ

ด้านซ้ายของห้องฝั่งที่ชิดกับประตูมีเตียงวางอยู่ตัวหนึ่ง กะด้วยสายตาแล้วน่าจะเป็นเตียงควีนไซส์ ถ้าจะให้เดานอกจากห้องนี้คนตัวเล็กจะเอาไว้วาดรูปก็คงมีเผื่อไว้สำหรับรับแขกที่จะมาค้างด้วย

ทั้งที่บ้านหลังนี้น้องอาศัยอยู่คนเดียว แต่เตียงนอนกลับดูสะอาดเหมือนเพิ่งเปลี่ยนผู้ปูที่นอน ห้องก็เหมือนเพิ่งถูกทำความสะอาดใหม่ แค่เห็นก็เป็นคำตอบยืนยันให้รู้ว่า ที่หล่อนคิดเอาไว้มันถูกต้อง

ทีแรกฮวีอินคงจะเตรียมห้องนี้เอาไว้ให้หล่อนพัก ถึงแม้ว่าที่ผ่านๆ มาในอดีตทั้งสองคนจะเคยค้างแรมและนอนบนเตียงเดียวกันมาบ้าง แต่นั่นก็คือก่อนที่เจ้าของบ้านจะบอกกับหล่อนว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายคิดยังไง น้องคงจะกลัวหล่อนจะอึดอัดเลยจัดห้องแยกไว้ให้เหมือนกับคนอื่นๆ แต่เพราะหล่อนดันไปปลุกปีศาจตัวน้อยให้ตื่นขึ้น (แม้ว่ามันจะสงบลงในตอนหลังเพราะความกังวล) เธอก็เลยเปลี่ยนใจวินาทีสุดท้ายให้หล่อนไปนอนในห้องเดียวกันนั่นแหละ ซึ่งพูดก็พูดเถอะ...หล่อนขอบคุณที่น้องดันตัดสินใจทำอะไรบ้าๆ แบบนั้น ไม่งั้นเรื่องราวทั้งหมดคงไปต่อไม่ได้

ถัดจากเตียงหล่อนก็หันเหความสนใจไปยังโซนที่อยู่ใกล้ๆ กัน ทางซ้ายของห้องแต่เป็นฝั่งที่ห่างจากประตูเป็นโซนที่ทำให้หล่อนรู้สึกประหลาดใจมากที่สุด ขณะเดียวกันก็รู้สึกคุ้นเคย...

“เดี๋ยวนี้ฮวีนอ่านหนังสือด้วยเหรอ?” ยงซอนถามอย่างประหลาดใจ ตลอดช่วงชีวิตที่รู้จักกันมา ไม่ยักรู้ว่าอีกฝ่ายชอบอ่านหนังสือ หล่อนเคยเห็นน้องอ่านแค่หนังสือเรียนที่จำเป็นต้องอ่าน นอกจากนั้นถ้ามีอะไรอยากอ่านก็จะชอบซื้อหนังสือมาให้หล่อนอ่านแทนแล้วให้เหล่อนช่วยไปเล่าให้ฟัง

“อืม ก็ 3 ปีมานี้มีหนังสือน่าอ่านหลายเรื่อง แต่ฉันไม่มีคนช่วยอ่านแล้วมาเล่าให้ฟังนี่นา” ฮวีอินอธิบาย ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “แล้วพี่ชอบมุมอ่านหนังสือรึเปล่า”

พื้นที่เล็กๆ บริเวณมุมซ้ายของห้องมีพรมปูอยู่บนพื้นผืนหนึ่ง ข้างๆ มีชั้นหนังสือสูงหลายชั้นตั้งวางอยู่ โดยทุกชั้นมีหนังสือวางอย่างแน่นขนัด บนพรมมีโซฟาขนาดสำหรับหนึ่งคนพร้อมที่วางขาและโต๊ะตัวเล็กวางอยู่ อีกทั้งบนโต๊ะยังมีโคมไฟขนาดเล็กกับเทียนหอมพร้อมไฟแช็กตั้งวางไว้ ของทุกอย่างทั้งจำนวนและองศาในการจัดวางเหมือนกับว่ายกมุมอ่านหนังสือในคอนโดของหล่อนมาจำลองไว้อย่างนั้น

“ชอบสิ...แต่ชอบน้อยกว่าคนจัดนิดนึง”

จากนั้นหล่อนจึงหันไปมองที่โซนสุดท้าย แค่มองดูก็รู้ว่าเป็นโซนของฮวีอินโดยเฉพาะ ดูแล้วก็น่าจะเป็นโซนที่ฮเยจินบอกว่าเป็น ‘สตูดิโอ’ ของอีกฝ่าย ที่มุมขวาของห้องมีขาตั้งสำหรับวางเฟรมผ้าใบตั้งอยู่ ซึ่งบนขาตั้งก็มีผ้าใบเปล่าถูกวางทิ้งไว้ ตรงหน้าขาตั้งมีเก้าอี้สูงที่หมุนได้ และด้านข้างเก้าอี้ก็มีโต๊ะสำหรับวางอุปกรณ์ที่ใช้วาดรูป ส่วนภาพเก่าๆ ที่วาดไปแล้วน้องวางซ้อนกันเอาไว้ที่มุมหนึ่ง หล่อนเห็นแล้วก็อดเสียดายไม่ได้ จริงๆ ฮวีอินควรจะเอาออกมาติดโชว์ซะบ้าง ในเมื่อแต่ละภาพก็สวยๆ ทั้งนั้น

“เดี๋ยวฮวีนจะวาดรูปใช่มั้ย”

“อืม พี่ล่ะ”

“งั้นพี่ก็จะนั่งอ่านหนังสือไป ดูฮวีนวาดรูปไป”

"พี่...ทำเหมือนเดิมเลย"

ยงซอนเดินตรงไปหยิบหนังสือและทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างคุ้นเคย

สำหรับบางเวลา...ถึงจะต่างคนต่างทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ตราบใดที่ยังอยู่ในพื้นที่เดียวกันมันก็โอเค



หล่อนปล่อยให้อีกฝ่ายจมไปกับงานศิลปะส่วนตัวเองก็นั่งอ่านหนังสือโดยเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายวาดรูปเป็นพักๆ จนกระทั่ง...

“ทำไมหยุดวาดล่ะ” ยงซอนกล่าวทักหลังจากเงยหน้าขึ้นมาเป็นรอบที่ 5 แล้วพบว่าคนที่ตอนแรกกำลังวาดรูป ตอนนี้เอาแต่จ้องมองเฟรมผ้าใบโดยไม่ได้ทำอะไรมาสักพักหนึ่งแล้ว

“ไม่รู้สิ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...” ฮวีอินตอบโดยไม่ได้หันมามอง กว่าเธอจะรู้ตัวยงซอนก็ลุกมาจากโซฟาและเข้าสวมกอดจากทางด้านหลัง

“ไหนเป็นอะไร” ยงซอนกระซิบที่ข้างหูของฮวีอิน คนตัวสูงยังคงรวบอีกฝ่ายไว้ในอ้อมกอด แถมยังกระชับวงแขนให้ร่างกายชิดแนบกันยิ่งขึ้น

คนที่นั่งเก้าอี้ถอนหายใจหนึ่งครั้ง เธอพยายามเรียบเรียงความคิดและอธิบายความรู้สึกที่อยู่ภายใน “ใจหายล่ะมั้ง ฉันรู้สึกเหมือน...ทุกอย่างเป็นแค่ฝัน”

“ไม่ใช่ฝันสิ ไม่งั้นคนที่ตกลงเป็นแฟนฮวีน คนที่กอดฮวีนอยู่เป็นใครล่ะ”

“แต่เย็นพรุ่งนี้พี่ก็กลับแล้ว...” คำพูดที่เต็มไปด้วยความกังวลของคนตัวเล็กทำให้หล่อนคลายอ้อมกอด เมื่อแขนว่างจากการรวบคนตัวเล็กไว้แล้ว หล่อนก็เอื้อมมือไปจับที่เก้าอี้ของอีกฝ่าย เพื่อหมุนให้น้องหันมาเผชิญหน้ากับหล่อน

“แต่คืนนี้พี่ก็ยังอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงหน้าฮวีนนะ...” พอพูดจบ มือของยงซอนก็จับเข้าที่คางของคนตัวเล็ก ดึงหน้าของอีกฝ่ายให้เชิดขึ้น และค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปหาเพื่อมอบจูบให้เธอ จูบอันลึกซึ้งและอบอุ่นที่จะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่เต็มไปด้วยความกังวล

จูบของยงซอนทำให้ความเครียดของฮวีอินจางลงไปมาก เธอจูบตอบพี่เพื่อเติมเต็มความรู้สึก ริมฝีปากของทั้งคู่ขยับเข้าหากันราวกับกลัวว่าจะไม่มีครั้งถัดไป จนกระทั่งอากาศในปอดใกล้หมดจึงทำให้ทั้งสองผละออกจากกันได้ครู่หนึ่ง แต่จูบที่สองก็ตามมาอย่างรวดเร็ว รวมถึงจูบที่สามและสี่ 

และเมื่อใบหน้าของทั้งคู่ถอยห่างและเข้าหากันเป็นครั้งที่ห้า ยงซอนก็ไม่อยู่นิ่งอีกต่อไป มือเรียวค่อยๆ สอดเข้าไปใต้เสื้อของอีกฝ่ายเพื่อรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว แต่ยังไม่ทันจะได้สัมผัส มือของน้องก็หยุดมือของหล่อนเอาไว้

“พอแล้วพี่ยง” ฮวีอินห้ามอีกฝ่าย

“ถึงฉันจะชอบ แต่ฉันอยากพาพี่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้ แค่ที่พี่บอกฉันกับจูบฉันเมื่อกี้ฉันก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” เธอไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าจูบเมื่อกี้มันดีแค่ไหน และตัวเธอเองก็ยังอยากจะไปต่อ แต่แพลนสำหรับพรุ่งนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว เธอไม่อยากใช้แต่อารมณ์จนทำเอาแผนพังไปหมด “คืนนี้เข้านอนเร็วกันเถอะนะ ฉันกลัวพี่ตื่นไม่ทัน”

“แล้วฮวีนไม่กลัวตัวเองตื่นไม่ทันบ้างเหรอ” ยงซอนถามกลับ มือของหล่อนยังคงค้างอยู่ที่เดิม แม้จะไม่ได้เลื้อยต่อ แต่หล่อนก็ยังไม่คิดที่จะดึงมือกลับเช่นเดียวกัน

“นอนดึกแค่ไหนก็ไม่มีผลกับฉันหรอก ฉันน่ะตื่นเช้าเป็นนิสัยไปแล้ว”

“งั้นก็ไม่เห็นเป็นไร เธอก็ปลุกพี่สิ” ยงซอนไม่สนใจคำทัดทานของอีกฝ่าย หล่อนแนบริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเธอทันทีที่พูดจบ

ฮวีอินไม่ปล่อยให้คนเป็นพี่ทำตามใจได้ง่ายๆ หญิงสาวถอยตัวออกเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ยินยอมและกล่าวห้ามอีกครั้ง จะหยุดก็ต้องเป็นตอนนี้ที่ยังหยุดได้ ถ้าปล่อยไปมากกว่านี้ตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเหตุผลจะชนะอารมณ์รึเปล่า

“ไม่เอาน่าพี่ยง ถึงฉันจะปลุกได้แต่ฉันก็ไม่อยากให้พรุ่งนี้พี่เพลียเพราะนอนไม่พอหรอกนะ เย็นพรุ่งนี้พี่ก็จะกลับแล้ว รีบนอนกันเถอะ”

“แย่จัง” หล่อนพูดตอบอีกฝ่ายอย่างไร้เดียงสา ใบหน้าของยงซอนมีรอยยิ้มของผู้ชนะปรากฏขึ้น “พี่ก็อยากนอนนะ แต่พี่ยังตาค้างเพราะเอสเปรซโซร้านใครไม่รู้อยู่เลย ถ้าไม่หาอะไรทำให้ง่วงพี่ก็นอนไม่หลับหรอกนะ”

“...” ฮวีอินอึ้งเพราะคำตอบของคนรัก เธอทั้งถอนหายใจ ทั้งส่ายหน้า และขำไปพร้อมกัน “นี่พี่...คิดไว้ตั้งแต่ที่ร้านแล้วใช่มั้ย ถึงได้เลือกสั่งเอสเปรซโซแทนที่จะเป็นกาแฟอย่างอื่น”

ยงซอนยิ้มและไม่ตอบอะไร หล่อนค่อยๆ เคลื่อนหน้าเข้าหาน้องอย่างช้าๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะหลบเลี่ยงอีกจึงประทับริมฝีปากลงบนส่วนเดียวกันของคนตรงหน้า หล่อนค่อยๆ ขบเม้มกลีบปากนุ่มอย่างไม่รีบร้อน ไม่นานมือของอีกฝ่ายก็คลายออก ปล่อยให้มือของหล่อนเคลื่อนไปได้ดั่งใจต้องการ

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็พ่ายแพ้ต่อคนเป็นพีี่เสมอ

...CUT…


16/01/2563
SHARE

Comments