ทำไมถึงอยากเปลี่ยนงาน?
 กว่า 3 อาทิตย์แล้วที่ค่อนข้างว่างงาน ว่างมากขนาดที่เล่นมือถือจนต้องชาร์ตแบตระหว่างวันได้เลย และมีเวลาเขียนบล็อกได้เกือบทุกวัน (แต่คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร) 

การเข้างานที่นี่คงเหมือน ๆ กับที่อื่นที่ต่อให้ว่างแค่ไหนก็ต้องนั่งหรือป้วนเปี้ยนวนเวียนแถวโต๊ะเท่านั้น ออกไปไหนไกล ๆ ไม่ได้ ทุกวันที่มาทำงานคือไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ

งานประจำก็นาน ๆ ตรวจงานลูกน้องทีเดือนละครั้ง ทำรีพอร์ทเดือนละครั้ง งาน adhoc
(งานที่ได้รับมอบหมายนอกเหนือจากตารางงานปกติ) นาน ๆ จะเข้ามาที

ช่วงหลัง ๆ นี้เรามักถามตัวเองบ่อย ๆ ว่าเรามาทำอะไร ทำไมถึงได้ว่างขนาดนี้  

ในแง่ของเนื้องาน  
เรารับบทบาทกึ่ง HR กึ่ง supporter บางครั้งมันทำให้รู้สึกเหมือนถูกลืมไปแล้วว่าเรามีบทบาทอะไรกับเขาบ้าง

มีงานประจำที่ต้องทำประจำคือตรวจงานลูกน้อง คอยดูแลบางโปรเจ็ก ออกหนังสือตักเตือน รีพอร์ทและให้คำปรึกษาแก่พนักงาน มีพรีเซนต์งานบ้างนาน ๆ ที

ปีแรกต้องพรีเซนท์บ่อย เรียกได้ว่ามีประชุมสำคัญต้องเป็นเราเข้าแทนหัวหน้า แต่พอ 2-3 ปีหลังก็ยกให้หัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานคนอื่นทำเพราะเป็นงานของเขา

ส่วนเราเป็นตัวแทนเวลาเขาไม่ว่าง (เออมีงี้ด้วย 55)

และช่วงปีที่ผ่านมางานเราบางอย่างถูกแผนกอื่นเอาไปทำ และงานที่เหลืออยู่ก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเท่าไหร่

ผลงานที่มีอยู่ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันก็เป็นแค่ KPI ร่วมที่ทำกันเป็นทีม พอมันดีขึ้นเรื่อย ๆ ถามว่าผลโดยรวมดีไหม ดี! เพียงแค่พอมันดีแล้วเราก็ไม่มีอะไรให้ทำต่อ ไม่ต้องวิเคราะห์หนัก ๆ

ไม่ต้อง action อะไรมากแค่ปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้และไม่ปล่อยให้มันแย่ลงแค่นั้น 
เรียกได้ว่าไม่ค่อยมีบทบาทที่ RUN เอง 100% ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน



ข้อดี: ทำงานได้เรื่อย ๆ ไม่หนัก ไม่เหนื่อย ทำงานชิล ๆ ทำอย่างอื่นได้ระหว่างทำงาน

ข้อเสีย: ลักษณะงานเรียบเรื่อย ง่ายต่อการหมดพลัง หมดแรงใจและหมดไฟเร็วมาก 
 


ในแง่ของเงินเดือนและสวัสดิการ 
 ที่นี่บริษัทเกี่ยวกับสถาบันการเงิน จำพวกสินเชื่อส่วนบุคคลที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในประเทศไทยและเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจด้านนี้ เงินเดือนไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้หวือหวา สวัสดิการค่อนข้างโอเค มีประกันกลุ่ม ค่าทำฟัน พักร้อน 13 วันต่อปี (ตามอายุงาน) ค่าช่วยเหลือต่าง ๆ (ค่าแสดงความยินดีคลอดบุตร ค่าแสดงความยินดีแต่งงาน ค่าช่วยเหลือประสบอุบัติภัย ค่าช่วยเหลือบิดามารดาเสียชีวิต) มี OPD (ค่ารักษาแบบไม่ต้องแอดมิท) ให้สามีและลูก มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีค่าเดินทาง(กรณีออกนอกสถานที่) มีโบนัส 2-5 เดือนแล้วแต่ผลประกอบการและผลงาน อย่าปีนู้นที่แล้วได้โบนัส 3.9 เดือน มีการเติบโตตามผลงานและอายุงาน (แล้วแต่อะไรมาถึงก่อนหรือแล้วแต่แรง support จากเบื้องบนน่ารักน่าเอ็นดู กรุบกริบกันไป 555)
หยุดเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก
 

ข้อดี : สวัสดิการค่อนข้างดี
ข้อเสีย : ยังไม่มี

ในแง่ของสถานที่ทำงาน
สถานที่ทำงานใหญ่โต มีระบบระเบียบ มีความปลอดภัย สะอาดกว้างขวางอยู่ใจกลางเมืองรถติดไม่มีที่จอดรถต้องนั่งรถไฟฟ้ามาทำงาน

โต๊ะทำงานอยู่ในโซนที่มีแสงสว่างเพียงพอ วิวที่ทำงานดี 555 

ข้อดี: สุขภาพจิตในการนั่งทำงาน มีความปลอดโปร่ง บรรยากาศผ่อนคลายและค่อนข้างสงบ ปลอดภัย
ข้อเสีย: ไกลบ้านพอสมควร กลับถึงบ้านช้ายิ่งถ้าช่วงไหนที่มีงาน adhoc เพิ่มเข้ามาเป็นงานด่วนอาจอยู่ยาวถึง 2 ทุ่มกว่าจะถึงบ้านก็ยิ่งดึก 



วัฒนธรรมในองค์กร 
สไตล์การทำงานกึ่งอเมริกันกึ่งเอเชีย ในแง่การควบคุมการบริหาร ไม่เข้มไปไม่อ่อนเกิน มีการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน มีการสื่อสารที่ดีระหว่างองค์กรและพนักงาน มีการชี้แจงมีคนคอย support เป็นระบบ มีความยืดหยุ่นในการทำงานอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่มีการบังคับเข้างานตรงเวลาเป๊ะ ไม่ต้องสแกนนิ้วหรือตอกบัตร มาสายได้ไม่มีใครว่าไม่มีดราม่า แต่ก็ต้องอยู่ในกติกาว่าแต่ละทีมกำหนดไว้ไม่ใช่นึกอยากมาเที่ยงก็มา 55 อ๋อมีระบบอาวุโสด้วยเกือบลืม

หัวหน้างาน: ดีมาก ดีที่สุดอย่างหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าโดยตรงและหัวหน้าของหัวหน้าอีกที ดูแลเอาใจใส่ลูกน้องเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เรื่องงานแต่รวมถึงเรื่องส่วนตัว เช่นเวลาเจ็บป่วยไม่สบายมีการถามไถ่อย่างจริงใจและให้พักผ่อนจนหายดีค่อยมาทำงาน มีความไว้วางใจในการทำงาน มีการพูดคุยที่ดีมีเหตุผล เป็นหัวหน้าในอุดมคติที่ไม่คิดว่าในโลกนี้จะหาหัวหน้าแบบนี้ได้อีกจากที่ไหน

เพื่อนร่วมงาน: ค่อนข้างอยู่กึ่งกลางระหว่างไม่ดีแต่ไม่แย่ แต่บางครั้งก็ไม่น่ารักมีแอบนินทา เมาท์มอยกันตามประสา มีรักมากกับรักน้อยแสดงออกกันด้วยคำพูดมากกว่าการกระทำ แต่พอทำความเข้าใจและมองให้เห็นถึงธรรมชาติของเขาก็เลยวางใจเป็นกลางและปล่อยวาง อยู่ได้และเริ่มอยู่เป็น ไม่เกลียดแต่ไม่รักไม่อาลัยไม่น่าใส่ใจ เฉย ๆ

ไตล์ในการทำงาน : แปลก ๆ ค่อนข้างเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน เอาอารมณ์ส่วนตัวมาปล่อยที่ทำงาน แยกแยะระหว่างงานกับเรื่องในครอบครัวไม่ได้ อารมณ์มาก่อนการเข้าถึงในเนื้องาน จัด priority ในการทำงานไม่เป็น ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรควรมาก่อนมาหลังรวมทั้งวิธีแก้ปัญหาที่ไม่มีระบบ ไม่เป็นขั้นเป็นตอนแก้ปัญหาหนัก ๆ ด้วยตัวเองยังไมได้ สไตล์การทำงานยังเป็นเด็กน้อยน่าเอ็นดู ใช้การพูด โทรตามมากกว่าการทำงานผ่านอีเมล (ไม่อ่านอีเมลก็มี ว้อท เดอะ ดั๊ก!?!) ใช้ภาษาไทยในการทำงานเป็นหลัก (ทักษะเขียนเรียงความต้องมี ทักษะในการเขียนภาษาไทยอย่างเป็นทางการต้องเป็นนะ 555 รื้อฟื้นวิชาภาษาไทยกันไป)

ข้อดี : บางอย่างก็ยืดหยุ่นทำงานง่าย ในแง่ของความไม่เคร่งครัดกฎระเบียบบางอย่าง 
ข้อเสีย : บางอย่างก็ทำงานยากเพราะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันไม่ได้ ไม่รู้ตัวว่ากำลังเถียงกันเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวกันแน่ 555 การติดตามงานยากไม่เป็นระบบ ไม่เน้นการส่งอีเมลหรือส่งแล้วแต่ไม่อ่านและไม่ทำตามกฎกติกา ใช้อ้างอิงไม่ค่อยได้
 
ทำไมถึงอยากเปลี่ยนงาน? นั่นสิ! เท่าที่เขียนมามันก็ไม่มีอะไรแย่มากจนถึงขั้นอยู่ไม่ได้ ไม่รู้สิอยู่ ๆ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาก็กดสมัครงานในวันเดียวไป 10 ที่ และวันต่อ ๆ มาอีกวันละ 2-3 ที่
ทำเหมือนร้อนงาน ร้อนเงิน ทั้งที่ไม่มีประเด็นอะไร แต่มันเหมือนเสียงข้างในใจบอกว่ามันต้องทำอะไรสักอย่าง มันถึงเวลาแล้ว มือก็เลยกดสมัครงานไปอย่างไว

และเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา 1 ในบริษัทที่ยื่นสมัครไปก็โทรมานัดสัมภาษณ์ ถือว่าเร็วมากเพราะเพิ่งยื่นไปวันสองวันก็โทรมาแล้ว และเป็นบริษัทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงทางด้านภาพยนต์ (ยิ้มแห้ง)
ตอบรับไปอย่างงง ๆ

สิ้นเดือนนี้เราตั้งใจจะนัดหัวหน้าคุยเรื่องความก้าวหน้าและ direction ในการทำงานว่าอยากให้เราไปอยู่จุดไหนเพราะถ้าหากปล่อยไว้แบบนี้เราคงไม่สนุกเท่าไหร่ไม่รู้จะทำงานวัน ๆ ไปได้อีกนานแค่ไหน เป็นการซาวด์เสียงด้วยว่าสรุปแล้วเรายังสำคัญกับที่นี่อยู่ไหม? (ยิ้มแห้งอีกครั้ง) 


วันนี้มาแนวบ่น ๆ เสียมากกว่าไม่ได้ก่อประโยชน์แก่ใครเลย ขอโต๊ด


SHARE
Writer
KCstory
Writer
แค่อยากเขียนอะไรก็ได้

Comments

Piccool
1 month ago
ชอบการเขียนจังเลยค่ะ อ่านแล้วสนุกดี มาอัพเดทให้หน่อยนะคะถ้าได้งานใหม่แล้ว ^^
Reply
KCstory
1 month ago
ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ แล้วจะมาอัพเดทค่ะ 😇