Confused
****เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเพียงเหตุการณ์สมมติขึ้นเท่านั้น****
          เสียงโหยหวนของโทรศัพท์ในยามเช้าปลุกให้ผมตื่นขึ้น อีกหนึ่งวันอันแสนน่าเบื่อกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ผมลุกขึ้นเดินไปในห้องอันแสนเงียบเหงา เมื่อจัดการภารกิจยามเช้าเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็ออกเดินทางสู่สถานที่ทำงาน

          ผมทำงานอยู่ในบริษัทผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง อันที่จริงผมไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิสเหมือนพนักงานฝ่ายอื่นมาก สถานที่ทำงานที่ผมว่าไปเมื่อครู่จึงเป็นโต๊ะไม้สีดำข้างหน้าต่างห้องของผมเอง ผมเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องโตของผมเพื่อเริ่มจัดการงานที่ค้างคาให้เสร็จทันเวลาก่อนเที่ยงวันนี้ สายตาของผมจดจ้องอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมสองอันที่อยู่เบื้องหน้านานนับชั่วโมง นิ้วมือพิมพ์โค้ดมากมายอย่างไม่หยุดหย่อน โปรแกรมนั้นถูกรันครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะไม่พบปัญหาใดๆอีก มีบางครั้งที่ผมจะมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะดึงสติให้ตัวเองกลับมาทำงานที่อยู่ตรงหน้าต่อไป

          เช่นกันกับหลังจากที่ผมส่งงานไฟนอลไปให้หัวหน้าทีมโค้ดดิ้ง ผมหันไปจ้องมองบรรยากาศภายนอกที่ไม่ค่อยได้สัมผัสมันมากนัก หลายครั้งหลายคราด้วยกันที่ผมระลึกได้ว่าชีวิตของผมมันว่างเปล่าเพียงใด ใช้ชีวิตไปวันๆในห้องสี่เหลี่ยม ไร้คนข้างกาย ไร้เพื่อนหรือกระทั่งคนรู้จัก แต่แล้วความคิดนั้นก็ถูกหยุดลง เมื่อเสียงมือถือของผมได้ดังขึ้นอีกครั้ง

          ‘หัวหน้า’

          “ที่คุณเขียนมามันดีนะ ดีเลย แต่ผมว่า...”

          และแน่นอนการชื่นชมในตอนแรกเป็นแค่การเสแสร้งแกล้งปิดความไม่พอใจของเขาก่อนที่จะปิดท้ายด้วยสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง

          “มีอะไรก็พูดเถอะครับ อย่ามัวอ้อมโลกเลย”

          นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากพูดในทุกครั้งที่ได้รับสายจากเขา แต่ผมจะไปพูดได้ยังไงหละ ก็ผมเป็นลูกน้องเขาหนิ ผมจึงได้แต่ตกปากรับคำแล้วแก้งานให้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ สายตา นิ้วมือ และสมองของผมจึงต้องทำงานต่อไป

          “อื้ม นี่แหละที่ผมพูดถึง ไม่มีใครในทีมโค้ดส่วนนี้ได้ดีเท่าคุณแล้ว”

          คำเยินยอนั้นไม่เคยทำให้ผมรู้สึกดีอะไรเลย ผมรู้ดีว่ามันเป็นแค่คำพูดที่เขาใช้เพื่อทำให้คนในทีมยังคงทำงานให้เขาต่อไปเหมือนสุนัขต้อนแกะที่ทำงานต่อไปให้ได้รับการชื่นชมและอาหารจากเจ้าของ

          เขาบอกให้ผมเข้าไปฟังบรีฟงานต่อไปที่ออฟฟิสพรุ่งนี้ นั่นเป็นเหมือนสัญญาณบอกเลิกงานของผม ผมพยายามยืดเส้นยืดสายเพื่อคลายความเมื่อยล้าทั่วร่างกาย แล้วหันไปมองนอกหน้าต่างเหมือนอย่างเก่า เหม่อลอยอยู่นิ่งๆอย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจทำกิจวัตรอีกหนึ่งอย่างของผมนั่นคือการดูหนัง

          มาถึงส่วนนี้หลายคนก็อาจจะคิดว่าผมคงเลือกหยิบหนังไซไฟมาดูเป็นประจำ แต่เปล่าเลย คนว่างเปล่าเปลี่ยวเหงาอย่างผม เลือกจะใช้หนังรักโรแมนติก เยียวยาหัวใจของตัวเอง ให้พร้อมจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

          ‘ทะเลแห่งรัก’

          หนังรักนอกกระแสเรื่องล่าสุดและเรื่องที่ผมเลือกดู ผมมักจะเลือกที่นั่งสามตัวที่อยู่ตรงกลางมากที่สุดอยู่เสมอ ผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศดูหนังร่วมกับคนอื่นนักจึงเลือกที่จะซื้อที่นั่งข้างตัวไปด้วยเลย หนังรักเรื่องนี้ก็คงเป็นเหมือนหนังรักทั่วๆไป พบกัน รักกัน ทะเลาะกัน แล้วก็คืนดีกัน แต่ว่าเปล่าเลย หนังเรื่องนี้ฉายถึงความสัมพันธ์ของคู่แต่งงานที่ความรักกำลังเหี่ยวเฉา พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันมานานก็ไม่แปลกนักหรอกที่รักจะจืดจางลง แต่นั่นเป็นแค่สิ่งที่เราคนดูคิด เป็นเพียงภาพที่เราเห็น ทั้งคู่ยังคงรักกัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบการแสดงออก ไม่ได้เป็นความรักอันร้อนรุ่ม ไม่ได้เป็นรักสุดหวานซึ้ง แต่เป็นความรักที่ราบเรียบ

          และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่หนังรักกำลังปลดปล่อยน้ำตาของผมให้เอ่อล้นออกมา แต่น่าแปลกใจเหลือเกิน ผมไม่เคยร้องไห้หนักมากขนาดนี้ ภาพคู่รักนั่งทานอาหารเงียบๆ ในฉากสุดท้าย บรรยากาศมันช่างดูอบอุ่นเหลือเกิน

ผมชักจะไม่แน่ใจแล้วสิว่าผมกำลังร้องไห้เพราะความซาบซึ้งหรือเพราะกำลังสมเพชชีวิตตัวเองกันแน่ 
          ผมไม่อาจรู้คำตอบนั้นได้ ไม่ว่าจะดูหนังไปอีกซักกี่เรื่อง โค้ดดิ้งโปรแกรมอีกกี่ครั้ง ผมก็ไม่อาจหาสาเหตุของน้ำตาแห่งความสับสนในครั้งนั้นได้เลย 
SHARE

Comments