ไวรัสโคโรน่า
มีหลายความเห็นอยู่ไม่น้อยที่กล่าวว่ามันเทียบกันไม่ได้เลย ระหว่างโรคระบาดในจีน กับปฏิบัติการโปเชตง ปี 46 โดยให้เหตุผลว่า นี่เป็นยุทธการ เนื่องจากเกี่ยวกับสถานทูต คือเป็นเรื่องอธิปไตย อีกทั้งประเทศคู่ขัดแย้งมีศักยภาพที่ด้อยกว่า แต่กับจีนนั้นเทียบกันไม่ได้ เราไม่มีเที่ยวบินตรง เราไม่ได้มีศักยภาพกว่าที่จะไปต่อรอง และเป็นเรื่องของโรคระบาด ไม่ใช่เรื่องอธิปไตย จึงทำให้ปฏิบัติการโปเชตง เทียบไม่ได้กับปฏิบัติการที่รัฐบาลกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้เกี่ยวกับคนไทยในประเทศจีน

สำหรับทัศนะผมนั้นไม่เห็นด้วยทั้งหมดแต่ก็มีบางประเด็นที่เห็นด้วย เช่น ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องอธิปไตย การจะโผงผางไปอย่างนั้นไม่เหมาะไม่ควร เราไม่มีเที่ยวบินบินตรงของเราไปยังเมืองอู่ฮั่น (ถ้ามีก็เป็นสายการบินต่างชาติ) จึงเทียบไม่ได้กับญี่ปุ่นที่เขาเอาคนเขากลับได้ แต่ที่ผมเห็นแย้งคือเรื่องของการตอบโต้ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องไปตอบโต้กับจีน แต่เราควรจะมีการตอบโต้ต่อโรคนี้อย่างรุนแรงให้เห็นภาพ (อย่างน้อยๆ ให้ประชาชนเห็นภาพ) ว่ารัฐไม่ได้นิ่งนอนใจอย่างยิ่ง ที่ทำอยู่นี้เข้าใจความเป็นไปตามมาตรฐานสากลและก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ในลักษณะของ Action เพื่อให้เกิดลักษณะความพึงพอใจมันต่ำ (การตลาดในเรื่อง Action ต่อโรคระบาดมันแย่) ถึงแม้นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเดียวในอาเซี่ยนที่ GLOBAL HEALTH SECURITY INDEX ให้ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่สามารถตอบโต้ต่อโรคได้ดี ส่วนเรื่องนำคนไทยออกมาไม่ได้นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งถ้าจะบอกว่าเราไม่มีสายการบินของเราบินตรงไปก็พอเข้าใจได้แต่มันไปติดตรงที่ว่าที่เป็นทีมทหารเรือที่ไปเรื่องเรือดำน้ำที่อู่ฮั่นทำไมกองทัพเอากลับได้ (อ้างอิงจาก Facebook วาสนา นาน่วม) มันชี้ให้เห็นชัดว่าคนทั่วไปนั้นเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่ใช่มีความเท่าเทียมกันจริงในทางปฏิบัติ …. หากการศึกษาเราได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในการสอนเรื่องหลักการประชาธิปไตยของเรา ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความเท่าเทียมกันแต่กล่าวไปเลยตรงๆ ว่า ชาติเรานั้นมีคนอยู่หลายระดับชนชั้น เช่น ชนชั้นสูง ชนชั้นบริหาร ชนชั้นขับเคลื่อน ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้ลงไปในเนื้อหาเลย ปัญหาการเปรียบเทียบว่าทำไมคนนั้นได้ คนนี้ไม่ได้น่าจะหมดไปจากสังคมเรา
SHARE

Comments