จากข้าวหม้อเดียวกัน สู่ไร่หมุนเวียน และหมอชิต 2
::จากข้าวหม้อเดียวกัน สู่ไร่หมุนเวียน และหมอชิต 2::

“ญาติหญิงเอ๋ย ญาติชายเอ๋ย กลับมาร่วมกินขันโตกเดียวกันเถิด
กลับมาร่วมกินฟักเขียวกับไก่สีขาว กลับมาร่วมกันปลอบโยนให้โลกหยุดร้องไห้...”
.
.
นี่คือเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของบทเพลงอันแสนไพเราะที่ขับร้องโดยชาวปกาเกอะญอที่เราได้ฟังจากงาน TEDxBangkok เมื่อหลายปีก่อน จำได้ดีว่าครั้งนั้นเรานั่งน้ำตาซึมตอนได้ฟังเพลงนี้
.
หลังจากนั้นเกือบๆ ปีเราก็มีโอกาสได้ยินชื่อของชาวปกาเกอะญออีกครั้งผ่านการไปนิเวศภาวนาร่วมกับคณะเสมสิกขาลัย เป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จักกับ “พะตีตาแยะ” ผู้นำชาวปกาเกอะญอแห่งบ้านสบลาน จ.เชียงใหม่ อันเป็นที่ๆเราได้พักค้างแรมกับชาวปกาเกอะญอเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นความทรงจำที่มีกับชาวปกาเกอะญอยังเป็นสีจางๆที่ไม่เด่นชัดเท่ากับการได้ไปนิเวศภาวนาอดข้าวในป่า ประสบการณ์ความกลัวและความหิวนั้นเด่นชัดออกมามากกว่าความประทับใจอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไป
.
จากประสบการณ์และความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเองที่ได้ไปนิเวศภาวนาครั้งนั้น จึงทำให้เราไม่ลังเลเลยที่จะเข้าร่วมการนิเวศภาวนาอีกครั้ง เมื่อที่คณะจิตตปัญญาที่กำลังเรียนป.โทอยู่มีการจัดให้ไป ในครั้งนี้เราลดความกังวลใจลงหลายๆอย่าง ด้วยความที่เดินทางร่วมกับเพื่อนๆ ในสังฆะที่สนิทสนมกันอยู่แล้ว การนิเวศภาวนาก็เคยผ่านมันมาแล้ว จึงไปด้วยความวางใจ
.
.
เราเดินทางไปถึงบ้านสบลานกันในช่วงบ่ายๆ ทางขึ้นมาสบลานดูแปลกตาไป ครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่ต้องนั่งรถแดงขโยกเขยกมาอย่างยากลำบากเพราะทางขรุขระและมีฝุ่นเยอะ แต่รอบนี้ถนนดูเรียบเดินทางสะดวกขึ้นมาก ถนนเรียบๆ นี้ยาวไปจนถึงทางขึ้นหมู่บ้านที่แต่เดิมเป็นดินขระขระสีน้ำตาลอมแดง จำได้ว่าครั้งที่แล้วเมื่อเดินผ่านจุดนี้จะเป็นจุดศิโรราบที่รองเท้าสะอาดๆทุกคู่จะต้องกลายเป็นรองเท้าที่สะสมก้อนดินสีน้ำตาลแดงเหนียวหนึบนี้ไว้ ยิ่งเหยียบก็ยิ่งเป็นดินพอกรองเท้าให้หนาหนักเดินลำบากขึ้นเรื่อยๆ รอบนี้การเดินขึ้นเนินซีเมนต์เรียบๆ จึงถือเป็นการเฉลิมฉลองของเราเลยแหละ..
.
ครั้งนี้เราได้พักกับคุณยายเตอแพ และคุณตา (สารภาพตรงนี้ว่าจำชื่อคุณตาไม่ได้) ที่บ้านหลังที่อยู่ไม่ไกลจากถนนทางเข้าหมู่บ้านมากนัก เบื้องหน้าเป็นลำธารเล็กๆ มีเสียงน้ำไหลเบาๆ วันแรกที่มาถึงยายก็เข้ามาทักทายด้วยการยิ้มให้และพูดคุยกันนิดๆหน่อยๆเท่าที่พอจะสื่อสารกันได้
.
เราได้เห็นวิถีความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตของชาวปกาเกอะญอ
บางอย่างก็ยังขัดจากวิถีเมืองหลวงที่คุ้นเคย อย่างเช่นห้องน้ำของชาวปกาเกอะญอไม่มีไฟ ทุกครั้งที่จะไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนก็ต้องพกไฟฉายไปด้วย ถ้าอยากแปรงฟันก็ไม่มีอ่างล้างหน้า ต้องนั่งยองๆแล้วแปรงเอาจากก๊อกน้ำที่อยู่เตี้ยๆ ใกล้พื้น..แน่นอนว่าห้องน้ำเป็นแบบส้วมหลุม ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น เราต้องอาบน้ำจากขันในอุณหภูมิเย็นยะเยือกของเดือนมกราคม..แค่เขียนถึงก็ยังขนลุกซู่ซ่าไม่หาย
.
และอีกอย่างนึงที่ต้องปรับตัวมากๆคืออาหารการกิน
สำหรับคนที่นี่จะเน้นกินข้าวเยอะๆ กับน้ำพริก ไข่เจียว และผัก
นานๆทีจึงจะกินเนื้อสัตว์ ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับกำลังทรัพย์เสียทีเดียว
เพราะเราเห็นจะจะกับตาเลยว่ายายเตอแพเอาปลาทูไปคลุกข้าวให้แมวกิน (ถึงว่าแมวที่นี่จึงอ้วนเหลือเกิน) พุงปลาเพียวๆนั้นตกเป็นอาหารโอชะของแมว ส่วนเศษเหลือจากส่วนที่ดีที่สุดถูกวางไว้บนสำรับอาหารของเราและของยายที่ได้นั่งทานร่วมกัน และแม้จะมีปลาทูร่วมอยู่ในเมนูยายเตอแพก็ดูเอ็นจอยกับน้ำพริกและผักมากกว่าอยู่ดี
.
ครั้งนี้เราได้มีโอกาสนอนบ้านของยายเตอแพ 2 คืน ก่อนจะเข้าป่าเพื่อไปนิเวศ ในระหว่าง 2 วันนั้นนอกจากได้ซึมซับวิถีของการเป็นอยู่แบบชาวปกาเกอะญอยังโชคดีที่เราได้มาในช่วงที่บ้านสบลานกำลังจัดงานพอดี งานที่ว่านี้คือการจัดเสวนาในวาระครบ 10 ปี มติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 และมีกิจกรรมบวชป่าและกิจกรรมการแสดง การเล่านิทานพร้อมชมดาวตอนกลางคืน รวมถึงการฉายหนังสั้นจากฝีมือของเยาวชนชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่…
.
.
การมานิเวศภาวนาครั้งนี้ เรามีโจทย์ที่อยากจะไปทบทวนกับตัวเองคือเรื่องของ “Calling” แห่งชีวิต คำว่า Calling ในที่นี้เราหมายถึงเสียงเรียกลึกๆจากภายในตัวเรา เสียงเรียกจากปัญญาญาณ จากคุรุภายในของเรา ถึงสิ่งที่เราควรจะทำต่อไปในอนาคต
.
ในตอนแรกเราตั้งใจจะเข้าไปหา Calling ตอนที่เราเข้าป่าไปนิเวศ แต่ประสบการณ์เกือบ 3 วันที่ได้เรียนรู้เรื่องราวที่ชาวปกาเกอะญอกำลังเรียกร้องอยู่นั้นมันกลับมีความจริงชุดใหญ่กระแทกใส่หน้าเรา จนเรารู้สึกว่าไม่ทำอะไรไม่ได้แล้ว การฟังเสวนาแม้จะมีบางช่วงเป็นภาษาที่ฟังไม่เข้าใจแต่สัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์จริงใจ สัมผัสได้ถึงความเดือดร้อนของมนุษย์ตัวเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่มีทางอื่นอีกแล้วนอกจากสู้เพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว
.
เราได้แต่คิดว่าถ้าเป็นตัวเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอย่างสุขสงบมาเป็นเวลาหลายสิบปี คอยดูแลบ้านและสภาพแวดล้อม ธรรมชาติต่างๆ ให้สมบูรณ์ คอยเฝ้าระวังไฟป่าในช่วงที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีใครไม่รู้เข้ามาในบ้านของเรา แล้วมาบอกว่าเราอยู่บ้านนี้ไม่ได้แล้ว ที่นี่คือที่อันจะเป็นอุทยาน พวกเค้าเข้ามาเลือกช้อปปิ้งต้นไม้ ต้นใหญ่ๆ ที่พวกเราดูแลกันมาหลายชั่วอายุคน ตีมันเป็นตัวเงิน แล้วก็เลื่อยมันเอาไปขายจนเหี้ยน
.
พวกเค้าเข้ามาแล้วชี้หน้าว่าพวกเราห้ามพวกเราเข้ามาในพื้นที่ทำกินของพวกเราเอง และบอกว่าพวกเราคือคนจุดไฟเผาป่า คือคนที่ทำให้คนกรุงเทพฯต้องเดือดร้อนกับปัญหาฝุ่น ตราหน้าว่าพวกเราไม่มีการศึกษา พวกเค้าบอกว่าวิธีที่พวกเราทำมาหากินมันผิด ไร่หมุนเวียน = ไร่เลื่อนลอย = ทำลายผืนป่า กี่ 10 ปีมาแล้วที่พวกเค้าเอาเรื่องนี้ไปตีพิมพ์ในตำราเรียนให้เด็กไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้จำฝังหัว จนเราถูกมองเป็นผู้ร้ายตลอดกาล..

นี่คือความอัดอั้นตันใจที่เรารับรู้ และนี่ไม่ใช่ม็อบที่ถูกจ้างมาโดยกลุ่มผู้มีอำนาจ แต่นี่คือเจ้าของบ้านทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อนและจำเป็นต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเท่าที่พอจะทำได้ และมันไม่ใช่แค่คำพูดที่ถูกเตี๊ยมเอาไว้ แต่ชาวปกาเกอะญอทุกคนในพื้นที่ตรงนั้นมีลมหายใจเข้าออกเป็นเรื่องเหล่านี้จริงๆ..เช้าวันที่สอง ในระหว่างที่เราเพิ่งทานข้าวเช้าเสร็จและเตรียมตัวไปที่งานเสวนา เราก็เห็นยายเตอแพกำลังง่วนอยู่กับการเอาข้าวห่อใส่ใบตองเป็นจำนวนมาก เราเลยไปถามยายเตอแพว่ากำลังทำอะไร แกตอบว่าห่อข้าวไปให้คนที่งานเสวนา พอถามว่าทำไมต้องใช้ใบตองแกก็ตอบว่าจะได้ไม่มีขยะให้ป่า...จิตสำนึกแบบนี้ที่หาได้ยากในเมืองหลวง จิตสำนึกแบบนี้ที่บางทีก็ทำให้เราอายเวลาเห็นขยะตามท้องถนนกรุงเทพ เราทิ้งเพราะเราไม่เคยรักและภูมิใจในภูมิลำเนาของเรา ขณะที่ชาวปกาเกอะญอทุกคนรักในผืนดินที่พวกเขาเกิดมา และภูมิใจที่ได้เกิดเป็นชาวปกาเกอะญอ
.
การนิเวศภาวนาครั้งนี้ของเราจึงกลายเป็นเรื่องการเชื่อมโยงกับธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ เป้าหมายการภาวนาไม่ใช่การเชื่อมลึกเข้าไปภายใน แต่เป็นการเชื่อมโยงออกไปยังสรรพสิ่งรอบๆตัว
ยิ่งได้ภาวนาเงียบๆ ก็ยิ่งทำให้ Calling นั้นชัดเจนขึ้นว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อตอบแทนธรรมชาติบ้างแล้ว…
.
วันที่ 13 มกราคม 2563 หลังกลับจากบ้านสบลาน 2 วัน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในตอนเช้าตรู่พร้อมเสียงสดใสที่ปลายสาย “พิม พะตีมาถึงกรุงเทพแล้วนะ” เราตาลีตาเหลือกออกจากบ้านเพื่อไปรับชาวปกาเกอะญอร่วม 40 ชีวิต เพื่อจะเดินทางไปเรียกร้องให้ครม.พิจารณากฎหมายใหม่อีกครั้ง เราจัดการเรื่องการเดินทางของชาวคณะอย่างทุลักทุเลด้วยจำนวนคณะเดินทางที่มากกว่าที่คิดไว้ แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี

พะตีและชาวคณะกล่าวขอบคุณเราที่ช่วยเป็นธุระให้
สำหรับเราแล้ว เราไม่คิดว่านี่เป็นการช่วยเหลือเลย แต่กลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ป็นบุญคุณที่เราต้องตอบแทนพวกเขา ที่ดูแลป่าต้นน้ำให้กับเราชาวกรุงเทพ จนเรามีน้ำสะอาดๆใช้ ได้ช่วยดูแลป่าให้อุดมสมบูรณ์จนเมืองไทยยังพอมีพื้นที่สีเขียวไว้ให้พักปอด และอีกใจหนึ่งเราก็รู้สึกเหมือนกำลังทำหน้าที่ของลูกหลานคนหนึ่งที่ต้องดูแลญาติที่มาจากต่างเมือง

หลายปีมาแล้วที่เราไม่ได้เห็นดาวเหนือ แต่ในย่ำค่ำของคืนที่ 2 ณ สบลานเราก็ได้มองดาวเหนืออย่างเต็มตา และสนทนากับน้องในสังฆะว่ามันคือดาวเหนือหรือดาวเทียมกันแน่.. สำหรับตอนนี้ที่มองออกไปเห็นแค่ตึก หมอกพิษ แล้วก็พระจันทร์ซีดๆ ดาวเหนือในวันนั้นเป็นเครื่องย้ำเตือนเราถึงพื้นที่พิเศษในใจเรา กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เราได้รู้จักญาติมิตรที่ไม่ได้ผูกพันกันทางสายเลือดแต่รู้จักกันทางจิตวิญญาณ ญาติมิตรที่ร่วมกินขันโตกด้วยกัน พี่น้องที่พร้อมสละที่ให้เราผิงไฟ ที่เอาผ้าห่มมาให้เราหลายๆผืนในวันที่อากาศหนาวจับใจ

เราได้รำลึกถึงพลังธรรมชาติที่อยู่คู่กับโลกใบนี้มานานแสนนาน
คอยดูแลเรามนุษย์ทุกชีวิตอย่างเงียบเชียบไม่ปริปาก..

มนุษย์เอ๋ย หยุดลำพองใจว่าเราคือเจ้าของโลกทั้งใบเสียเถิด
มนุษย์เอ๋ย หยุดทำสงครามกันเสียเถิด
จงปลดเปลื้องพันธะทางใจ ถอดรองเท้าออกเสีย เอาเท้าจุ่มน้ำในลำธารดูซิ
วางมือถือลง แล้วเอามือสัมผัสผืนดินดูเสียบ้าง
เจ้าจะเข้าใจว่า
เรา เขา ไม่ต่างกัน
เรา เขา และทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน

ด้วยรักและสันติ,

16 ม.ค. 2563
SHARE
Writer
pimmier
Moment collector
คุยเรื่องปรัชญา ศาสนา การรู้จักตัวเอง สติ ความฝัน และความคิดที่วาบขึ้นมาระหว่างวัน

Comments