สวัสดี วันครู
ในแง่ทางจริยศาสตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ในทางจริยธรรมนั้น มักมีคำกล่าวหนึ่งว่า ไม่ควรเอาหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ หรือประเพณีของชาติ สังคม ชุมชนหนึ่งๆ มาเป็นเกณฑ์กับอีกสังคมหนึ่ง เช่นสังคมหนึ่งอาจจะมองกรณีว่าลูกกับพ่อแม่เล่นหัวกันได้ไม่ได้ถือสาว่าความ แต่กลับอีกสังคมหนึ่งนั้นลูกจะเล่นหัวพ่อแม่เป็นสิ่งไม่งาม หรืออีกตัวอย่างหนึ่งสังคมหนึ่งนั้นสามารถที่จะเถียงครูอาจารย์ได้อย่างฉะฉาน แต่กลับอีกสังคมหนึ่งนั้นการโต้เถียงครูอาจารย์อย่างฉะฉานนั้นเป็นสิ่งไม่พึงปฏิบัติ ดังนั้นการจะไปใช้เกณฑ์ว่าสังคมใดที่ไม่มีการโต้เถียงครูอาจารย์สังคมนั้นยังไม่พัฒนา หรืออีกนัยหนึ่งคือสังคมจะก้าวหน้าพัฒนาได้นั้นสังคมนั้นศิษย์ต้องมีการโต้เถียงครูอาจารย์ เนื่องจากมองจากฐานความคิดว่าสังคมตะวันตกมีการโต้เถียงครูอาจารย์และมีการพัฒนา ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้คิดไปว่าการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้สังคมต้องมีการโต้เถียง การจะกล่าวอย่างนี้ก็ไม่ถูกต้องนักเนื่องจากจะเข้าหลักเกณฑ์ทางจริยศาสตร์ที่ว่า ไม่ควรเอาหลักเกณฑ์ในสังคมหนึ่งมาวัดอีกสังคมหนึ่ง เพราะแต่ละสังคมก็มีรูปแบบ และวิถีที่แตกต่างกัน


สังคมตะวันออกนั้นมีการแอบอิงอยู่กับความผูกพันในครอบครัว ชุมชน และสังคมในระดับสูง มากกว่าตะวันตกมาก การจะโต้เถียงอย่างฉะฉานนั้นยังเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งปรารถนาให้เกิดขึ้น เพราะนำมาซึ่งความเหินห่างและแตกแยกของความสัมพันธ์ข้างต้น ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่สังคมตะวันออกไม่มีการโต้เถียงกันหนักหน่วงเหมือนทางตะวันตก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตะวันตกนั้นเจริญขึ้นได้จากการโต้เถียงส่วนหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นทางการศึกษาจึงเห็นว่าการโต้เถียงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหรือการเรียนรู้เพื่อการพัฒนา ซึ่งมักจะเห็นในรายวิชาที่มีลักษณะอภิปราย แสดงความเห็น หรือวิเคราะห์วิจารข้อดีข้อเสียของเนื้อหาที่ได้คุยกัน


เมื่อเราทั้งหลายเห็นพ้องว่าการโต้เถียงอย่างฉะฉานกับสังคมตะวันออกนั้นยังไม่เป็นที่ปรารถนาและก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการโต้เถียงกันนั้นนำมาซึ่งความรู้ใหม่เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการโต้เถียงกันขึ้น การโต้เถียงทางตะวันออกนั้นนอกจะเป็นการโต้เถียงกันด้วยเหตุและผลแล้ว ยังต้องประกอบไปด้วยความนุ่มนวลลุ่มลึกของเนื้อหาสาระของสิ่งๆ นั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การโต้เถียงที่เกิดขึ้นอย่างนี้คงจะเหมาะสมกับสังคมตะวันออกอยู่ประการหนึ่งหากมหาวิทยาลัยฯ ไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาค้านหรือแสดงความเห็นต่างแล้ว มหาลัยฯ ก็เปรียบแค่ดังโรงปศุสัตว์ที่ผลิตออกมาเพื่อให้คนเป็นเหมือนดังสัตว์ฯ คือไม่มีความคิดความอ่านอะไรครูอาจารย์ปัจจุบันก็ยังมีอยู่มาก ที่ไม่ยินยอมพร้อมใจใดๆ เลยที่จะให้เด็กนั้นได้โต้เถียงหาก ไม่เห็นด้วยหรือมีปัญหาในแง่ของทัศนคติแตกต่างกัน ทั้งนี้มิได้หมายถึงเนื้อหาสาระทางการศึกษาเพียงประการเดียว รวมไปถึงวิธีการดำเนินชีวิต กฎระเบียบของสถานศึกษาด้วย ซึ่งหากไม่รับฟังเด็กเลยนั้นก็เป็นการปิดประตูการพัฒนาเสียแต่ต้น (ทั้งนี้เราตั้งสมมติฐานว่าการเปิดรับฟังความเห็นต่างอย่างเหมาะสมนั้นเป็นการรับฟังปัญหาอีกด้านหนึ่ง) ซึ่งจะไม่นำไปสู่การพัฒนาต่อไป และก็ได้เพียงแต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อกาลผ่านไปครูอาจารย์รุ่นใหม่เริ่มขึ้นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความเห็น อยู่เสมอๆ จะเกิดขึ้นต่อไปมากขึ้นเป็นลำดับ หากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว คงเป็นดังประโยค ที่ ส.ศิวลักษณ์ มักกล่าวไว้ว่า “หากมหาวิทยาลัยฯ ไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาค้านหรือแสดงความเห็นต่างแล้ว มหาลัยฯ ก็เปรียบแค่ดังโรงปศุสัตว์ที่ผลิตออกมาเพื่อให้คนเป็นเหมือนดังสัตว์ฯ คือไม่มีความคิดความอ่านอะไร”


ว่าง ไม่ใช่ ไม่มี
16 ม.ค. 63


SHARE

Comments