ความเป็นมาครูไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ก่อนที่จะถึงวันที่เราจะมีครูเป็น A.I.


     สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ กับ เมย์มีเรื่องเล่า หลังจากผ่านพ้นเทศกาลสำคัญๆกันไปแล้ว และอีกหนึ่งวันสำคัญที่จะลืมไม่ได้เลยในเดือนมกราคม นั่นก็คือ วันครูนั่นเองค่ะ วันครูนั้นคือวันที่ 16 มกราคม ของทุกปี ครู จริงๆมีความหมายกว้างๆที่หมายถึง ผู้ให้ความรู้ ประสิทธิ์ประศาสน์วิชาในแง่ต่างๆ ซึ่งตั้งแต่เราเกิดมา เราก็มีครูที่เป็นพ่อและแม่ของเราอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อเราเข้าสู่ระบบการศึกษา คนที่เป็นพ่อแม่คนที่2 ของเรานั้นก็คือคุณครูนั่นเองค่ะ ซึ่งในยุคปัจจุบันนั้นคำจำกัดความของความป็นครูนั้นอาจจะไม่ใช่ครูที่เป็นแค่คนอย่างเดียวค่ะ เพราะว่าในปัจจุบันนั้นตัวตนของความเป็นครูก็อาจจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สื่อสารอื่นๆที่เราสามารถเปิดหาความรู้ และให้ความรู้แก่ตัวของเรานั่นเอง เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าก่อนที่ครูจะเป็นครูอย่างทุกวันนี้ในสมัยก่อนรูปแบบการสอน หรือจุดเริ่มต้นทางการศึกษาต่างๆนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

๑ ยุคสุโขทัย 

   สำหรับการศึกษาในยุคนี้มักจะเป็นการศึกษาในรูปแบบของการเรียนภาษาไทยและภาษาบาลีค่ะ โดยมีการใช้วัด หรือ สำนักเรียนของบรรดาลูกหลานขุนนาง และราษฎรทั่วไป โดยมักจะมีพระเป็นตัวแทนในการสอน เพราะว่าพระในสมัยก่อนนั้นมักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของภาษาบาลี และภาษาไทยอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามีคนมีรู้ภาษาบาลี และภาษาอย่างแตกฉาน มักจะถูกยกให้เป็นผู้รู้ หรือ  นักปราชญ์ในสังคม 
  นอกจากนี้รูปแบบการศึกษาของสุโขทัยก็ยังมีรูปแบบของการมีสำนักราชบัณฑิต ที่มีการให้การศึกษาแก่พวกบรรดาข้าราชการ หรือพวกขุนนาง ชนชั้นสูงโดยเฉพาะ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารสมัยพญาลิไท ที่บอกว่าเมื่อสมัยพระองค์ทรงพระเยาว์ พระองค์ได้รับการศึกษาจากสำนักราชบัณฑิตเหล่านี้จนมีความรู้ในเรื่องการศึกษาอย่างแตกฉานจนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์นั่นเองค่ะ  และอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมทางด้านการศึกษาสมัยสุโขทัยนั่นก็คือ เรื่องของศิลาจารึกหลักที่ 1สมัยของ พ่อขุนรามคำแหง ที่มีการประดิษฐ์อักษร และถือเป็นตำราภาษาไทยฉบับแรก จนกลายมาเป็นรากฐานของภาษาไทยในปัจจุบันนั่นเองค่ะ

๒ ยุคอยุธยา

     สำหรับรูปแบบการศึกษาในสมัยอยุธยานั้นก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากสมัยสุโขทัย ที่เด่นๆนั้นเห็นจะเป็นวัดเริ่มมีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษามากยิ่งขึ้น พ่อแม่            ผู้ปกครองมักจะส่งบุตรชายไปฝากกับพระเพื่อที่จะเรียนวิชา หรือ เตรียมความพร้อมเพื่อบวชเพราะว่าในสมัยนี้การบวชนั้นมักจะเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้สถานะทางสังคมของคนสูงขึ้น โดยเฉพาะพวกข้าราชการ ดังเช่นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่มักจะให้บุตรหลานของข้าราชการที่ต้องการทำงานให้หลวงนั้นจะต้องมีการบวชเรียน และศึกษาพระธรรมคำสอนทางศาสนาอย่างถ่องแท้เสียงก่อน ถึงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการได้ เพราะงั้นในสมัยนี้วัดจึงพัฒนากลายเป็นจุดศูนย์กลางทางการศึกษา และพระก็ได้ถือว่าเป็นครูที่คอยให้ความรู้แก่ราษฏรนั่นเองค่ะ ดั่งเช่นบันทึก ของลาร์ลูแบร์  หนึ่งในคณะราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ ที่มาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยพระนารายณ์ ที่ได้บันทึกเอาไว้ในหนังสือ “ราชอาณาจักรสยาม” ว่า

พระสอนหนังสือให้แก่เยาวชน ดั่งที่ข้าพเจ้าได้เล่าแล้วและท่านได้อธิบายคำสอนแก่ราษฎ ตามที่เขียนไว้ในหนังสือบาลีและเช่นเดียวกับบันทึกที่ปรากฏอยู่ในหนังสือราชอาณาจักรไทยหรือสยามประเทศ ของ         ฌ็อง บาติสต์ ปาลกัว ก็ได้กล่าวไว้ว่า
ภายหลัง หรือก่อนพิธีโกนจุก บิดามารดา ส่งบุตรของตนไปอยู่วัดเพื่อเรียนเขียนอ่าน ที่นั่นเด็กเหล่านั้นรับใช้พระ พายเรือให้พระ และรับประทานอาหารที่บิณฑบาตรมาได้ร่วมกับพระ ด้วยพระสอนอ่านหนังสือแค่เพียงเล็กน้อย วันละครั้งหรือสองครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนทางการศึกษาของเด็ก ส่วนเด็กผผู้หญิงก็จะมีการเรียนการสอนให้ทำครัว ตำน้ำพริก มวนบุหรี่ จีบพูล ทำขนม เป็นแม่บ้านแม่เรือนและอีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นนรัตกรรมทางการศึกษาของสมัยนี้ นั่นก็คือการถือกำเนิด ตำราเรียนที่เป็นรูปแบบการศึกษาพื้นฐาน ที่ยังส่งผลต่อมาถึงปัจจุบัน ซึ่งนั่นก็คือ แบบเรียน จินดามณี ที่แต่งโดย พระโหราธิบดี ซึ่งได้ถวายแก่สมเด็จพระนารายณ์ จนกลายมาเป็นมรดกทางการศึกษาที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนั่นเองค่ะ และนอกจากรูปแบบการศึกษาไทย และที่มีการศึกษาผ่านวัดแบบศาสนาพุทธแล้ว ในสมัยสมเด็จพระนารย์เองก็มีการเรียนการสอนผ่านมิชชั่นนารีทางศาสนา คริสต์ ด้วยเช่นกันค่ะ

๓ ยุคกรุงรัฒนโกสินทร์

     สำหรับการศึกษาในยุคนี้ ในช่วงแรกยังคงรับรูปแบบการศึกษาผ่านวัดจากสมัยอยุธยาอยู่ โดยวัด และพระยังถือว่าเป็นบุคลากรทางการศึกษา ของประชาชนในสังคม นอกเหนือจากหน้าที่การเป็นที่พึ่งพิงทางใจ จนกระทั่งเมื่อชาวตะวันตกนั้นได้เริ่มกลับเข้ามามีอิทธิพลในย่านอุษาคเนย์อีกครั้ง รูปแบบของการศึกษาในช่วงเวลานี้ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือมักจะได้รูปแบบจากตะวันตกโดยการมีมิชชันนารีเข้ามาทำการเรียนการสอน ให้กับทั้งบุคคลทั่วไป และลูกหลานของชนชั้นสูง จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ห้า รูปแบบทางการศึกษาแบบตะวันตกก็เข้ามาอยู่ในการศึกษากระแสหลักอย่างสมบรูณ์ พระเริ่มลดบทบาในเรื่องของการศึกษาลง แล้วเปลี่ยนมาเป็นบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้าน อย่างครูในวิชาต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่นี้โดยตรง 
  รวมไปถึงการเกิดโรงเรียน ในรูปแบบต่างๆ อย่างโรงเรียนของภาครัฐ โรงเรียนทางคริสตจักร หรือโรงเรียนที่รับเฉพาะนักเรียนชายนักเรียนหญิงเป็นต้น นอกจากนี้ก็ได้กำเนิดโรงเรียนสอนข้าราชการ อย่างโรงเรียนสอนฝึกหัดมหาดเล็ก หรือว่าสอนฝึกหัดครู เป็นต้น ซึ่งจากการต่อยอดทางการศึกษานี้เองทำให้อาชีพครูกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เข้ามามีอิทธิพลแก่คนในสังคม และช่วยประสิทธิ์ประศาสน์ตวิชาต่างๆเพื่อพัฒนาบุคลากรภายในชาติให้เติบโตและมีวิชาในการเลี้ยงชีพตัวเองต่อไปนั่นเองค่ะ
   และนี่ก็คือ เกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวข้องกับวันครูนะคะ ยังไงก็ฝากติดตามที่อยู่ทางด้านล่างกันด้วยเรากันด้วยนะคะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

#ประวัติศาสตร์ #วรรณคดี #เรื่องเล่า #เทศกาล #วันครู #ความรู้ #วันสำคัญ #เทศกาล #ไหว้ครู #วันครูแห่งชาติ

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของช่องของเราได้ที่

Youtube: เมย์มีเรื่องเล่า
https://is.gd/9OpQaO

Facebook: เมย์มีเรื่องเล่า
https://is.gd/h1c9IE

IG: maymeerunglao
https://is.gd/hF4n51

Twitter: เมย์มีเรื่อง!(เล่า)
@maymeerunglao
https://is.gd/C74vVJ 

Storylog: maymeerunglao
https://is.gd/sQ3d0M
   

SHARE
Writer
maymeerunglao
teller&writer
เมย์มีเรื่อง!(เล่า)เมื่อทุกที่มีเรื่อง เราจึงเก็บมาเล่าบล็อคเล็กๆที่ชื่นชอบและสนใจเกี่ยวกับเรื่องวรรณคดี นิทาน รวมถึงเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์

Comments