ก่อนจะทดสอบ MBTI ลองทำความเข้าใจ Cognitive Functions กันเสียก่อน

ใครเคยทดสอบ MBTI หลายครั้ง และผลที่ได้เปลี่ยนไปทุกครั้งบ้าง? 
และมีหลายคนบอกว่า ถ้าอยากทำ MBTI ให้แม่นยำมากขึ้น ต้องรู้จัก Cognitive Functions เสียก่อน

แล้ว... Cognitive Functions คืออะไร? 
ซึ่งเราจะอธิบายให้ตามความเข้าใจในฐานะคนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนจิตวิทยาหรือแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องเลย และจะพยายามเล่าให้กระชับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะทุกคน (เพราะเนื้อหาจริง ๆ มันเยอะมากกกก)
Cognitive Functions  ถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็คือลักษณะการทำงานของสมอง มี 8 ฟังก์ชั่น ส่วน MBTI พัฒนาจากทฤษฎี Cognitive functions นี้อีกที นำมาจัดเรียงจนเกิดเป็น 16 แบบเหมือนที่เราเคยทดสอบกัน เหตุผลที่การทดสอบ MBTI เปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เพราะมีอารมณ์และวุฒิภาวะของเราในขณะนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้มีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง ถ้าเราอยากให้ผล MBTI ของเราแม่นยำขึ้น เราจึงต้องเข้าใจ Cognitive Functions ก่อนนั้นเอง

Cognitive Functions มี 8 ตัว ได้แก่ Se Si Ne Ni Te Ti Fe และ Fi ซึ่งในตัวเราจะมีฟังก์ชั่นเหล่านั้นทั้ง 8 ตัว นำมาเรียงลำดับความมาก-น้อย จะได้ผล MBTI ซึ่งลำดับต่าง ๆ จะแสดงออกเพียง 4 ลำดับแรกเท่านั้น และ 4 ลำดับหลังจะแสดงออกในยามที่เราขาดสติ (โดยแต่ละลำดับเราจะอธิบายในช่วงท้าย)

ถ้าสังเกตชื่อฟังก์ชั่น จะเห็นตัวอักษร S N T F อยู่ข้างหน้า และ e i อยู่ข้างหลัง
ตัวอักษรเหล่านี้คืออะไร?

เริ่มที่ตัวหน้า 4 ตัว
หมวดการรับรู้
S = Sensing การรับรู้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม รับรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
N = INtuition การรับรู้ข้อมูลที่เป็นนามธรรม รับรู้โดยใช้สัญชาตญาณหรือการอนุมาน(คาดเดา)

หมวดการตัดสินใจ
T = Thinking การตัดสินใจโดยใช้เหตุผล และวิเคราะห์
F = Feeling การตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกตัวเรา และผู้อื่น

ตัวหลัง 2 ตัว ได้แก่
e = Extraverted การรับรู้และตัดสินใจจากโลกภายนอก หรือสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
i = Introverted การรับรู้และตัดสินใจจากความคิดภายในตัวเราเอง

เรามาทำความเข้าใจฟังก์ชั่นทั้ง 8 ตัวกันดีกว่า และคนที่มีฟังก์ชั่นนั้นมาก ๆ จะแสดงออกเช่นไร

Se (Extraverted Sensing) : ประมวลผลทันทีที่รับรู้สิ่งใดจากโลกภายนอกผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ค่อนข้างตื่นตัวกับสิ่งรอบข้าง เก่งทางกายภาพ ตอบสนองไว ชอบความตื่นตาตื่นใจ รักความสนุกสนานบันเทิง มีความสุขเมื่อได้ใช้พลัง เมื่อทำงานมักหาแรงบันดาลใจจากโลกภายนอกมากกว่าอยู่ในห้องเงียบ ๆ และเบื่อง่าย

Si (Introverted Sensing) : จดจำรายละเอียดในอดีตได้ดีมาก ๆ เมื่อรับรู้สิ่งใหม่เข้ามา จะเปรียบเทียบหรือนึกถึงสิ่งเก่า ความทรงจำเก่า แต่สิ่งที่จดจำคือสิ่งที่สนใจเท่านั้น มักเชื่อมั่นและทำตามประสบการณ์หรือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว อาจทำให้เป็นคนยึดติดหรืออยู่ในกรอบจนเกินไป และมูฟออนได้ยาก

Ne (Extraverted Intuition) : มองภาพรวมก่อน ค่อยลงรายละเอียด เชื่อมโยงเก่ง มีจินตนาการสูง แต่ไม่ใส่ใจรายละเอียดมากนัก นอกจากจะมีไอเดียเยอะแล้ว ยังเป็นคนที่พูดเก่ง สามารถนำเสนอสิ่งที่คิดในหัวได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว สามารถอธิบายแนวคิดที่เข้าใจยากให้ผู้อื่นฟังได้โดยง่าย มีแนวโน้มจะเป็นคนขี้ลืมอีกด้วย เพราะสมองจะนึกถึงสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา

Ni (Introverted Intuition) : มีลางสังหรณ์ มองเห็นและเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจเรื่องซับซ้อนได้ง่าย ชอบพูดกว้าง ๆ มีนัยยะ ตีความเก่ง มักขบคิดอยู่กับตัวเอง และคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำกว่าฟังก์ชั่นอื่น สนใจอนาคตมากกว่าปัจจุบัน ทำให้เป็นคนละเลยและไม่ใส่ใจรายละเอียด เช่นเดียวกับ Ne แต่ต่างที่ Ne จะจัดการกับรายละเอียดได้ดีกว่า

Te (Extraverted Thinking) : ตัดสินโลกภายนอกอย่างมีเหตุผล ปราศจากความรู้สึกส่วนตัว ยุติธรรม ทะเยอทะยาน เป็นระเบียบ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามแผนหรือสิ่งที่คิดไว้ ด้านลบอาจดูเป็นคนชอบออกคำสั่ง ช่างเลือก ดูเย็นชา และไม่เป็นมิตร เพราะพูดจาขวานผ่าซาก ตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม

Ti (Introverted Thinking) : ตัดสินจากข้อมูล หรือทฤษฎี ต้องเก็บข้อมูลให้เข้าใจก่อนจึงตัดสินใจ เก่งในการเห็นจุดบกพร่องของสิ่งต่าง ๆ ชอบตั้งคำถาม และใช้ตรรกะในการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้จนเกิดสิ่งใหม่ ๆ เรียกว่าเป็นนักคิดค้นก็ว่าได้ ในด้านลบจะเป็นคนที่ตัดสินใจยาก โลเล

Fe (Extraverted Feeling) : ตัดสินโดยใช้ค่านิยมในสังคม มักคิดเสมอว่าสิ่งที่ตนทำกระทบกับคนรอบข้างหรือไม่ เน้นความปรองดอง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มักเป็นที่รักของผู้อื่น แต่ด้านลบของ Fe คือ ถ้าคนอื่นเกลียดใคร ก็จะเกลียดด้วย เรียกว่าตามน้ำก็ว่าได้

Fi (Introverted Feeling) : ตัดสินโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว ไวต่อความรู้สึก เข้าถึงจิตใจคนอื่นได้โดยง่าย เคารพในความแตกต่างของแต่ละบุคคล ปลอบผู้อื่นหรือเป็นที่ปรึกษาได้ดี แต่ด้านลบของ Fi ถ้าโดนกระทำจะโกรธอย่างจริงจัง ถ้าเศร้าก็จะเก็บความรู้สึกไว้ในใจเพียงคนเดียว

ทำความเข้าใจทั้ง 8 ฟังก์ชั่นกันไปแล้ว เรามาทำความเข้าใจลำดับฟังก์ชั่นกันดีกว่า ว่าฟังก์ชั่นนั้น ๆ ควรจัดเป็นลำดับที่เท่าไหร่ นำมาใช้เมื่อไหร่
โดย 4 ลำดับแรก คือลำดับที่เราแสดงออกมา
และ 4 ลำดับหลัง คือลำดับเงา จะถูกซ่อนไว้ และแสดงออกมาในเวลาที่เราขาดสติ



เริ่มที่ลำดับ 1-4 ลำดับที่ 1
เป็นลำดับที่เด่นที่สุดในตัวเรา เราประสบความสำเร็จหรือมีความสุขได้เพราะลำดับนี้ และเรามักจะแสดงลำดับนี้อยู่เสมอ

ลำดับที่ 2
เป็นลำดับสนับสนุนลำดับแรก แสดงลำดับนี้บ่อยเช่นกัน และมักจะใช้ลำดับนี้ในเวลาที่เราต้องช่วยเหลืออะไรบางอย่าง

ลำดับที่ 3
เป็นลำดับที่อ่อนแอ ลำดับนี้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราพัฒนามัน เมื่อพัฒนาแล้วจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และมักเกิดควบคู่กับลำดับที่ 2 หรือในเวลาที่เราต้องช่วยเหลืออะไรบางอย่างด้วย

ลำดับที่ 4
เป็นลำดับที่เราต้องการ แต่ทำได้ไม่ดี ถ้าใช้ลำดับนี้ในสภาวะไร้ความเครียดหรือไร้ความกดดัน จะสร้างพลังงานบวกให้กับเรา

(ลำดับเงา 5-8)
ลำดับที่ 5
เป็นลำดับที่เราปฏิเสธจะใช้มัน ถ้าใช้จะไม่มีความสุข

ลำดับที่ 6
เป็นลำดับที่ต้องใช้พลังงานอย่างหนัก ในการก้าวผ่าน มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่เราเครียด

ลำดับที่ 7
เป็นลำดับที่ทำให้สิ่งที่เห็นหรือสัมผัสบิดเบือนไป มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่เหนื่อยหรือเครียดมาก ๆ

ลำดับที่ 8
เป็นลำดับที่แย่ที่สุดในตัวเรา

มาเทียบบุคลิก MBTI ทั้ง 16 แบบ กับลำดับ Cognitive Functions ทั้ง 8 ลำดับกัน

กลุ่มตัว S นำ
ESTP = Se Ti Fe Ni Si Te Fi Ne
ESFP = Se Fi Te Ni Si Fe Ti Ne
ISTJ  = Si Te Fi Ne Se Ti Fe Ni
ISFJ  = Si Fe Ti Ne Se Fi Te Ni

กลุ่มตัว N นำ
ENTP = Ne Ti Fe Si Ni Te Fi Se
ENFP = Ne Fi Te Si Ni Fe Ti Se
INTJ  = Ni Te Fi Se Ne Ti Fe Si
INFJ  = Ni Fe Ti Se Ne Fi Te Si

กลุ่มตัว T นำ
ESTJ = Te Si Ne Fi Ti Se Ni Fe
ENTJ = Te Ni Se Fi Ti Ne Si Fe
INTP  = Ti Ne Si Fe Te Ni Se Fi
ISTP  = Ti Se Ni Fe Te Si Ne Fi

และสุดท้าย กลุ่มตัว F นำ
ESFJ = Fe Si Ne Ti Fi Se Ni Te
ENFJ = Fe Ni Se Ti Fi Ne Si Te
ISFP  = Fi Se Ni Te Fe Si Ne Ti
INFP  = Fi Ne Si Te Fe Ni Se Ti

เมื่ออ่านมาจนถึงจุดนี้แล้ว บางคนน่าจะพอเห็นเค้าลางของ MBTI ว่าแต่ละแบบจะเป็นอย่างไรแล้ว และเชื่อว่าบางคนยังคงสับสนอยู่ ซึ่งในบทความหน้า เราจะมาอธิบาย MBTI แต่ละตัว ตาม Cognitive Functions ค่ะ

ปล. มนุษย์บนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ 16 บุคลิก แต่การจำแนกบุคลิกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ก็เพื่อให้เราเข้าใจตนเอง และเข้าใจกลุ่มคนอื่น ๆ นั้นเอง


SHARE
Writer
Cholog
Beginner
ขอเวลา"นอน"

Comments