พลังวิเศษ
ฉันเชื่อว่าชีวิตทุกชีวิตเกิดมาพร้อมพลังวิเศษ 

มันคือพละกำลัง พลังงาน และอำนาจในตัวเอง
ไม่นานนี้ฉันได้ศึกษาเรื่อง power ในเซสชั่น counseling หรือการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

ตามทฤษฎี Person-centered Therapy ของ Carl Rogers ที่ฉันใช้ในการทำงาน เรามีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพและแนวโน้มที่จะเติบโตไปสู่ตัวตนที่ดีที่สุดของตนเอง การเติบโตนั้นจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่พยายามจะงอกต้นอ่อน หรือต้นไม้ที่เอียงเข้าหาแดด ยิ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมากเท่าไร ยิ่งเติบโตได้ดี แต่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การเติบโตนั้นจึงถูกขัดขวาง

สิ่งที่มาขัดขวางคือเงื่อนไขทางด้านคุณค่า หรือ conditions of worth

เพราะเราต้องการจะเป็นคนดี มีคุณค่า ในสายตาของผู้อื่น บางครั้งเราจึงทำอะไรที่ไม่ตรงกับใจ ไม่ตรงกับความคิด นอกจากนั้นอาจอำนาจที่เหนือกว่ามาบีบบังคับเราไว้ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเราขึ้น เช่น คนที่มีอำนาจมากกว่าเรา พ่อแม่ที่ให้เงินเราใช้ ครูที่ถือคะแนนเราไว้ในมือ เจ้านายที่กำหนดเงินเดือนเรา กฎหมายที่มีอำนาจบังคับเรา จารีต ประเพณี ขนบธรรมเนียมและค่านิยมต่างๆ ที่หากฝ่าฝืน ก็จะส่งผลบางอย่างกลับมาให้เราลำบากใจ

บางครั้งความขัดแย้งก็เกิดจากความคิด ความต้องการ หรือตัวตนของเราในบทบาทต่างๆ ที่มาปะทะกัน หาทางออกไม่ได้ ต้องกล้ำกลืนฝืนใจ ฝืนความรู้สึก พยายามจะลบตัวตนหรือความรู้สึกบางอย่างออกไป

ความขัดแย้งและการต่อสู้ภายในนี้เอง ที่เป็นต้นตอของความทุกข์ และเป็นส่วนที่จะได้รับการสำรวจอย่างละเอียด หากคนคนนั้นมาคุยกับนักจิตวิทยา

และเมื่อเกิดความเข้าใจอันถ่องแท้ สามารถเลือกทางที่ดีที่สุดได้ ยอมรับผลที่จะตามมาได้โดยไม่ต้องฝืนใจ คนคนนั้นก็จะไม่ต้องแบกความทุกข์ หรืออะไรที่มันยุกยิกในใจต่อไปได้

พูดถึงความขัดแย้งในจิตใจ

มันก็มีกันทั้งนั้นแหละ

อย่างในตอนเช้า ที่ความง่วง มาขัดแย้งกับหน้าที่ที่เราต้องตื่นนอนไปทำ

หากคนทุกคนทำทุกสิ่งด้วยความเต็มใจแล้ว ก็คงจะไม่มีใครมีเช้าวันจันทร์ที่น่าเบื่อ น่าหมดอาลัยตายอยาก

นั่นดูเหมือนเป็นโลกในอุดมคติใช่ไหมล่ะ การที่ไม่ต้องฝืนตัวเองเลย ได้ทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจ

เมื่อก่อนฉันก็คิดนะว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง ที่คนเราจะใช้ชีวิตแบบไม่ต้องฝืนตัวเอง

ฉันเคยผ่านประสบการณ์การฝืนตัวเองทำทุกอย่างที่ดีในสายตาคนอื่น จนถึงจุดที่รู้สึกว่า ถ้าคนเราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อฝืนตัวเองในทุกๆ วันแบบนี้ ฉันยอมตายดีกว่า

แต่พอฉันตัดสินใจว่าจะตามใจตัวเองให้เต็มที่

ก็ดันมารู้สึกผิดเสียอย่างนั้น เพราะการที่ฉันคิดจะตื่นกี่โมงก็ตื่น คิดจะส่งงานเมื่อไหร่ก็ส่ง มันทำให้ฉันรู้สึกแย่กับตัวเองเหลือเกิน 

เราในอดีตจะไม่ดูเป็นคนไร้ความรับผิดชอบขนาดนี้

เราในอดีตไม่ได้ตามใจปากขนาดนี้

เราในอดีตทุ่มเทกับการเรียนมากกว่านี้

แต่ยิ่งพยายามหว่านล้อม โน้มน้าวตัวเองมากเท่าไหร่ ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม

ฉันดื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งงานช้าเกินกำหนดไปเรื่อยๆ

ฉันไม่เข้าใจเลยว่าจะต้องทำยังไงกับตัวเอง

แต่คำตอบน่ะ อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก

เมื่อวานฉันคุยกับเพื่อนๆ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในวิชา supervision 

ทุกคนเป็นเหมือนกันหมดแหละ

กับผู้รับบริการ เราเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้าง รับฟัง ยอมรับ ไม่ตัดสิน เข้าอกเข้าใจ หรือแม้แต่กับเพื่อน เธอจะผิดพลาดไปอย่างไร ฉันก็ไม่ว่า ฉันพร้อมให้กำลังใจ เราไม่ได้ตำหนิเพื่อน เราโอ๋เพื่อนได้ 

แต่กับตัวเอง...

ฉันเพิ่งรู้ตัวในเสี้ยววินาทีนั้นแหละ ว่าฉันไม่เคยให้อภัยตัวเองได้เลย เวลาที่ทำผิดพลาด อาจจะเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังโกรธ ยังคอยหาทางจะบังคับตัวเองให้กลับไปเป็นคนเดิมให้ได้

ฉันมองเห็นเด็กตัวเล็กๆ ในใจฉัน ที่มีแต่ความโกรธ เกรี้ยวกราด 

ไม่พอใจที่ถูกบังคับให้ทำงานชิ้นนั้นชินนี้ ไม่พอใจที่ถูกบังคับให้ส่งงานวันนี้

ทุกครั้งที่ฉันเครียด ฉันรู้สึกเหมือนเด็กตัวเล็กคนนั้นปิดประตูปังใส่หน้าทุกคนที่พยายามจะเข้ามาใกล้ แม้แต่ฉันยังกลัวเลย

ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีพลังงานล้นเหลือ ทุกครั้งที่ถูกบังคับ ฉันจะต่อต้าน แม้ในบางครั้งจะยอมทำตามเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง แต่ฉันดื้ออยู่ในใจเสมอ

ครั้งที่ได้อ่านหนังสือเรื่อง "แด่หนุ่มสาว" ก็เห็นแล้วว่าโลกเรามันบิดเบี้ยวอย่างไร

เราใช้ชีวิตกันด้วยความหวาดกลัว เมื่อเราถูกใช้อำนาจควบคุม หรือแม้แต่เอารัดเอาเปรียบ เราก็เก็บกด ทุกข์ใจ ใฝ่ฝันอยากมีอำนาจบ้าง หาทางจะปีนป่ายเพื่อก้าวไปสู่การมีอำนาจ เพื่อจะได้ใช้อำนาจนั้นควบคุมคนที่ต่ำกว่าเสียเอง

บางครั้งฉันก็แสดงพฤติกรรมนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว เช่น ตอนเด็กๆ พวกผู้ใหญ่ต่างดุ ต่างบังคับฉัน ฉันก็ไปดุน้องสาวตัวเองต่ออีกที ชอบวางอำนาจกับน้อง หรือแม้แต่ในปัจจุบัน เวลาฉันเครียดเพราะมีภาระงานที่ถูกบังคับให้ทำ ฉันคงรู้สึกสูญเสียอำนาจในตัวเอง จึงระบายออกด้วยการปั่นประสาทคนรอบข้าง เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองยังมีอำนาจอยู่ที่ทำให้คนรอบข้างหัวเสียได้

เรื่องนี้เพิ่งมาตกตะกอนได้เมื่อวาน ว่าทำไมช่วงสอบมิดเทอมกับไฟนอล ฉันถึงชอบทำร้ายจิตใจคนใกล้ตัว เหมือนเป็นบ้าคนเดียวไม่พอ ต้องทำให้คนอื่นบ้าตามไปด้วย

เหมือนบางคนที่ติดการช็อปปิ้ง ช็อปปิ้งคลายเครียด เพราะทำให้รู้สึกถึงอำนาจที่ตนเองมี เหมือนได้สัมผัสอิสรภาพในการจับจ่ายครอบครอง จนบางทีต้องมาเครียดกว่าเดิมเพราะหนี้สิน

การผัดวันประกันพรุ่งของฉัน ก็มาจากความเครียดที่ตกอยู่ในสภาวะถูกควบคุมบังคับเช่นกัน 

ทันทีที่รู้สึกว่าตัวเอง "ต้อง" ทำอะไรสักอย่าง

ไม่ว่ามันจะยากง่ายอย่างไร ฉันก็จะเกิดความรู้สึกลบต่อมันขึ้นมาก่อนแล้ว

เหมือนยิ่งฉันโตขึ้น ยิ่งได้เห็นอำนาจที่ควบคุมตัวตนของฉันชัดเจนขึ้นเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งกระหายอิสรภาพขึ้นเท่านั้น และมันก็เป็นที่มาที่ไปของการเป็นนิสิตที่แย่ละมั้ง

อย่างการเอาเวลาที่ควรจะทำงาน ไปนั่งฉอดในทวิตเตอร์ 

เมื่อก่อนฉันอาจรู้สึกผิด แต่เดี๋ยวนี้พอการตระหนักรู้ภายในตัวเองดีขึ้น ฉันจะมองเห็นเลยว่าทุกการกระทำของตนเองกำลังตอบสนองคุณค่าด้านไหนที่เรายึดถือในชีวิต แล้วฉันจัดลำดับความสำคัญของคุณค่าแต่ละด้านไว้อย่างไร

พอเราเริ่มตั้งคำถาม เริ่มคิดมากขึ้น เริ่มเห็นมากขึ้น ฉันก็สามารถทำอะไรที่ตรงกับความต้องการภายในได้มากขึ้น โดยไม่รู้สึกผิด เพราะฉันมีเกณฑ์เป็นของตนเอง

แล้วพอรู้สึกว่าเรา "เลือก" ได้มากขึ้น

ความเครียดจากความรู้สึกถูกบังคับ มันก็น้อยลง

กลายเป็นว่าฉันทำงานได้มากขึ้น เพราะไม่ได้รู้สึกถูกคุกคามจากการบังคับของอาจารย์ ฉันมีสติพอจะพิจารณาว่าฉันจะทำงานชิ้นนั้นๆ ไปเพื่ออะไร ฉันไม่สนใจว่าใครจะทำเสร็จด้วยวิธีการไหน แต่ฉันอยากทำในแบบของฉัน แบบที่ตัวเองจะได้ประโยชน์จากการทำงานนั้นจริงๆ

ฉันจะไม่ทำอะไรที่ตัวเองมองว่ามัน "โง่"

ไม่ว่าอาจารย์จะให้เกรดเท่าไหร่ ฉันก็จะยอมรับ มันไม่ใช่ความดื้อด้าน แต่มันคือการที่เราได้พิจารณาทุกสิ่ง ได้เซ็นอนุมัติที่จะทำ ด้วยอำนาจภายในตนเอง ไม่ใช่อำนาจจากภายนอกที่มาควบคุม

สองสามปีที่ผ่านมา ฉันพยายามหลอกล่อตัวเอง ให้กลับไปเป็นคนเก่า ให้ทำอะไรเพื่อเป้าหมายบางอย่าง อย่างบากบั่น ดันทุรัง ไม่ยอมแพ้

แต่ฉันลืมไปว่า หากฉันกลับไปเป็นคนเก่า ที่ขายวิญญาณแลกกับการทำตามเป้าหมายบางอย่างสำเร็จ มันอาจจบลงด้วยการอยากตายเหมือนเดิมก็ได้ เราจะฉุดกระชากลากถูตัวเองแบบในอดีตทำไม ในเมื่อเราได้เรียนรู้วิธีการก้าวเดินอย่างมีสติแล้ว

เมื่อเช้าฉันตื่นนอนด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

ปกติฉันจะตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด ที่อะไรๆ ในชีวิตไม่เป็นดังหวัง ทำไม่ได้ตามความคาดหวังของตัวเอง แต่จากการเรียนวิชาเมื่อวาน มันทำให้ฉันเห็นแล้ว ว่าฉันปฏิบัติต่อเด็กน้อยในใจฉันอย่างโหดร้ายทารุณเพียงใด ฉันไม่เคยจะยอมรับตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น ฉันมีภาพคนที่ตัวเอง "ควรจะเป็น" หลอกหลอนอยู่ในใจตลอดเวลา

เมื่อเช้านี้ฉันรู้แล้วว่าตัวเองจะไม่ตื่นนอนตามเวลาแน่ๆ ฉันจะไม่ไปนั่งที่ห้องทำงานตอนเช้าแน่ๆ เพราะฉันง่วงเกินไป ฉันปิดนาฬิกาปลุก และบอกตัวเองในใจว่า

"ฉันรักเธอนะ"

"ฉันรักเธอนะ"

"ฉันรักเธอ"

"จะดีจะร้ายยังไงก็รัก"

แล้วใจของฉันก็สงบลง จนตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกอยากจะใช้ชีวิตมากขึ้น

ก่อนนี้ฉันเครียดกับความพังในชีวิตตัวเอง จนเกิดอาการอยากนอนตลอดเวลา ง่วงอย่างควบคุมไม่ได้ ฉันไม่อยากตื่นมาเจอตัวตนห่วยๆ ของตัวเอง ตัวตนที่ฉันไม่รู้เลยว่าฉันโกรธตัวเองมากขนาดไหน และไม่เห็นด้วยซ้ำว่าฉันอภัยให้ตัวเองไม่ได้ ฉันตัดสินตัวเองไปแล้วว่าล้มเหลว

วันนี้ฉันไม่ได้ไปนั่งที่ห้องทำงาน แต่ฉันมีเหตุผลที่แน่ชัดกับตัวเองแล้วว่ามันไม่มีประโยชน์ ฉันไปนั่งทำงานที่อื่นดีกว่า แม้มันจะดูผิดกฎของที่ทำงานไปสักหน่อย

เมื่อวานฉันเพิ่งสังเกตได้ว่า หลายครั้งที่ฉันโบยตีตัวเอง ไม่เมตตาตัวเอง มันมาจากแพทเทิร์นพฤติกรรมของพ่อแม่และครูในอดีต ที่ไม่เคยเชื่อใจฉันเลย คำอธิบายต่างๆ ถูกตัดสินว่าเป็นข้ออ้าง พวกเขามองว่าฉันไม่ได้เรื่อง เป็นเด็กขี้เกียจ ทุกวันนี้พ่อแม่ก็ยังไม่ไว้ใจฉันเหมือนเดิม ไม่ว่าฉันจะโตขึ้นแค่ไหน ยังทำเหมือนฉันเป็นเด็กเล็กๆ คนเดิม

นั่นทำให้ฉันขาดความเชื่อมั่น และหลายครั้งก็ขาดความเห็นอกเห็นใจตัวเอง ไม่ได้เข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง ยังไม่ทันฟังเสียงข้างใน ก็ตัดสินไปแล้วว่าฉันมันแย่ มันห่วย

นี่คงเป็นสาเหตุให้ฉันเผชิญภาวะเครียดและเหนื่อยโดยไม่รู้ตัวมาตลอดหลายปี กว่าจะรู้ตัว ก็คือวันที่ร่างกายฉันป่วยแล้ว หรือไม่ก็ปลั๊กหลุด ไม่อยากทำอะไรเลยขึ้นมา จากที่ตอนแรกทำแบบทุ่มสุดตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะคิดว่าเราเคยทำได้ เราก็ต้องทำได้

ห้าปีเชียวนะ ที่ใช้ไปกับการเรียนรู้พฤติกรรมนี้ของตัวเอง

ฉันไม่อยากให้ตัวเองกลับไปเป็นแบบเดิมอีก

หลังจากศึกษาเรื่อง power ฉันก็ได้สังเกตมากขึ้น ว่าตอนไหนที่รู้สึกว่าฉันมีอำนาจภายในตัวเอง หรือตอนไหนที่รู้สึกว่าอำนาจนั้นถูกลิดรอนไป

ในทฤษฎี person-centered ที่ฉันใช้ทำงาน

ความสัมพันธ์ระหว่างนักจิตกับผู้รับบริการจะต้องเท่าเทียมกัน ในการทำงานจะไม่มีการบังคับ แนะนำ หรือมีน้อยมาก ตัวนักจิตก็จะต้องเชื่อในศักยภาพของคนตรงหน้าด้วยใจจริง 

มีบ้างเหมือนกันที่ฉันเจอผู้รับบริการที่ถูกวินิจฉัยว่าป่วย มันทำให้ฉันเผลอเป็นห่วง เผลอเจ้ากี้เจ้าการ กลายเป็นว่าเราก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ให้เขาได้กลับมาเข้าใจตัวเอง ได้สัมผัสพลังข้างในตัวเองจริงๆ

หากการทำงานเป็นไปได้ด้วยดี เราจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้ผู้รับบริการได้กลับมาอยู่กับเรื่องราวของตัวเอง กลับมาทำความเข้าใจตัวเอง กลับมาเรียนรู้ตัวตนของตัวเอง คลี่ทุกเหตุการณ์ ความคิด และอารมณ์ความรู้สึก เอามันมามองดูมันใหม่ด้วยใจที่นิ่งสงบ สัมผัสตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง และเงี่ยหูฟังเสียงภายในใจตัวเองโดยไม่มีเสียงจากภายนอกมารบกวนเหมือนเวลาปกติ

เมื่อเขาได้ยินตัวเองชัดแล้ว เข้าใจตัวเองกระจ่างแจ้งแล้ว

เมื่อนั้น พลังวิเศษก็จะเกิดขึ้น

พลังวิเศษอันนั้นแหละ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกคนใช้ชีวิตต่อไปได้ หายจากอาการป่วยได้

ฉันก็กำลังฝึกทำอยู่นะ จะไม่ลืมแล้วว่าอะไรที่เราได้ให้ผู้รับบริการในการทำงาน เราก็ต้องให้สิ่งนั้นแก่ตัวเองได้เหมือนกัน

ฉันเห็นพลังวิเศษที่เกิดขึ้นในการ counseling มานับครั้งไม่ถ้วน

มีนิสิตคนหนึ่งที่มีชีวิตดราม่ามากกว่าฉันสักสิบเท่าได้ จนฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะเข้าใจความหนักนั้นได้อย่างไรหมด แต่ฉันก็อยู่กับน้องเขาอย่างเต็มที่ พอหมดสามเซสชั่นตามเงื่อนไขของรายวิชา ก็ได้รับฟีดแบ็กกลับมาว่า วันแรกหลังจากร้องไห้อย่างหนักในเซสชั่น น้องเขาก็ดาวน์ รู้สึกซึมไปสองชั่วโมง แต่หลังจากวันนั้นกลับรู้สึกตัวเบาๆ รู้สึกเหมือนลอยอยู่ ไม่ได้เดิน จากนั้นอะไรที่ยุ่งเหยิงอยู่ในสมองก็เริ่มกระจ่างชัด การตัดสินใจบางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มเห็นทิศทางมากขึ้นว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

ในฐานะผู้รับบริการ ฉันก็เห็นพลังวิเศษที่ตนเองได้รับจากการ counseling เหมือนกัน เรื่องที่คิดย้อนไปทีไรก็หน่วงใจมาตั้งหกเจ็ดปี พอถึงเวลาที่พร้อมจะหยิบมาคุยกับนักจิตวิทยา หลังจากวันนั้นก็ตัวเบาโหวงไปเลย ไม่กลับไปทุกข์ใจกับมันอีกแล้ว

ฉันก็ทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน ในการปลดล็อกพันธนาการต่างๆ และรู้สึกได้ถึงพลังวิเศษในตัวเอง มันจะต้องใช้ความคิด การวิเคราะห์อย่างหนักเลยหละ กว่าจะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงในแต่ละครั้ง

แต่พอได้ทำอะไรอย่างมีพลัง ไม่ได้เหี่ยวแห้งลอยตามน้ำตามลมไปวันๆ ชีวิตมันก็น่าใช้ขึ้นเยอะเลยเนอะ

ฉันนึกถึงพวกมหาเศรษฐีที่เริ่มต้นจากการลาออกจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา

พวกเขาคงเห็นพลังในตัวเองและเกิดความเชื่อมั่นในตนเองอย่างแรงกล้าเลยหละ ถึงได้ออกจากระบบการศึกษา ที่เราถูกกะเกณฑ์ให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถูกประเมิน วัดผล และชี้นำตลอดเวลา

โรงเรียนแบบโบราณ ซึ่งก็คือโรงเรียนรัฐบาลไทยทั้งหลายนี่ตัวดีเลย

หากไม่มีครูที่เชื่อมั่นในตัวเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนเติบโตในทางที่แตกต่างหลากหลาย ในทางที่เป็นตัวของตัวเอง ที่นั่นก็คือโรงเชือดดีๆ นี่เอง

สถานที่ที่จะเด็ดปีกของเหล่านางฟ้าตัวน้อย

สถานที่ที่พรากเอาพลังวิเศษไปจากเด็กๆ

หล่อหลอมให้คนกลายเป็นหุ่นยนต์ไร้ชีวิตจิตใจ

ขังทุกจิตวิญญาณเสรีไว้ภายใต้ความกลัว

เหตุใดเราจึงขโมยอำนาจวิเศษของเด็กๆ ไป 

ทำไมไม่ให้เขาเรียนรู้ที่จะใช้อำนาจในการปกครองตนเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่วัยเยาว์ และใช้มันโดยไม่เบียดเบียนคนอื่น

ฝึกใช้อำนาจในการคิด เลือก และตัดสินใจ โดยมีมือที่เมตตาของผู้ใหญ่คอยประคอง

การออกคำสั่ง ลงโทษ ทำร้ายกัน มันง่ายแสนง่าย แต่ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น เทวดาตัวน้อยจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นปิศาจ อยากรู้ว่าหน้าตาจะเป็นแบบไหน ก็ลองมองหน้าพวกผู้นำประเทศสมัยนี้ดูละกัน บ้าอำนาจกันจนโลกจะพังอยู่แล้ว

กลัวให้น้อย รักให้มาก 

พูดง่ายแต่ทำยากนะ

ไม่ง่ายเลย ที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว เผชิญหน้ากับความทุกข์ พิสูจน์คำสอนของคนที่เกิดก่อน เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้สติปัญญา คิดแล้วคิดอีก คิดจนสมองล้าไปหมด บางครั้งต่อให้คิดดีแล้วก็ยังมีผิดพลาด ต้องล้มลุกคลุกคลาน

แต่เมื่อเริ่มฝึกแล้ว มันจะไปต่อได้เองแหละ

ในวัยเด็กเราอาจต้องเชื่อผู้ใหญ่ เพราะเรายังอ่อนต่อโลก แต่นั่นก็ควรเป็นความเชื่อที่มาจากความรัก ความไว้ใจ เชื่อใจ ไม่ใช่ความหวาดกลัว 

ถ้าจะให้ดีผู้ใหญ่ก็ควรสอนเด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ เลย ให้รู้จักคิด ให้เข้าใจเหตุผลของคำสอนแต่ละอย่างด้วย ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว

เมื่อเราโตขึ้น เรามีทักษะในการเอาชีวิตรอดแล้ว

ถ้าไม่อยากติดอยู่กับชีวิตแบบเดิมตลอดไป เราก็ต้องออกไปเสี่ยง

หากเสียงข้างในมันเรียกร้องให้ทำอะไร ก็คงต้องฟังมันให้ชัด และเดินหน้าต่อไป

สำหรับคนที่เจอชีวิตที่พอดีแล้ว ลงตัวแล้ว พอใจแล้ว ก็ขอแสดงความยินดีด้วย

แต่ฉันยังไม่ได้อยู่ในสภาวะนั้น หนทางยังอีกยาวไกล

ต่อให้เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยฉันก็ยังทำงานของตัวเองต่อไปได้

ไม่นานมานี้ฉันได้ดูหนัง Frozen 2 แล้วก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาว่าพลังของเอลซ่ามันคืออะไรกันนะ

พลังที่ห้า ที่ไม่ใช่ดินน้ำลมไฟน่ะ มันคืออะไรกัน

พลังแห่งเกย์เหรอ ไม่น่าจะใช่

ดูเหมือนจะเป็นพลังของการยอมรับตัวเองนะ

แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้รับพลังนั้นติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วยหลังจากออกจากโรงหนัง ที่ไปดูมาตั้งสองรอบ!

แต่วันนี้ฉันได้ตีความ และเข้าใจในแบบของตัวเองแล้ว

พลังที่ทำให้เอลซ่าเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมจนสวยเริ่ดและขี่ม้าทะเลไปกู้โลกได้ 

ก็คือพลังวิเศษ ที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนนั่นแหละ

พลังที่จะทำให้เราเติบโตไปสู่เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเราเอง

พลังที่จะทำให้เรากลายเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้

มันเกิดมาพร้อมชีวิตของเรา

มันจะถูกพรากเอาไประหว่างที่เราเติบโต

และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องเรียกมันกลับคืนมา











SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments