ตี 4 ของเช้าวันอังคาร
     "ดวงดาวเป็นภาพแห่งอดีตที่ชัดเจนที่สุดในชั่วขณะของปัจจุบัน" ฉันเคยเขียนประโยคนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง 
     ฉันเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลแสงแห่งอดีตนี้เช่นเดียวกับคนอีกหลายคน ตั้งแต่เด็ก ทุก ๆ วัน ฉันจะเฝ้ามองดาวพร้อมกับท่องชื่อดาวตามที่เคยอ่านตามตำรากรีก ฉันไม่รู้หรอกว่าดวงไหนชื่ออะไร แต่ก็พยายามยัดเยียดชื่อที่ท่องจำมาให้ดาวไปทั่ว พร้อมทั้งมอบหน้าที่ให้ดาวแต่ละดวงด้วย คิดย้อนไปแล้วมันก็ตลกดีที่ฉันทำแบบนั้น 
     ตั้งแต่จากบ้านมาเรียนต่อในขอนแก่น ชีวิตฉันเปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งสังคมที่กว้างขึ้น ผู้คนที่หลากหลาย การเรียนที่หนักขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา จนผ่านไป 2 ปี มีวันหนึ่งที่ฉันซ้อนจักรยานยนต์เพื่อนผ่านทางโค้งคณะวิศวะที่มืดมาก ๆ ฉันเงยหน้าขึ้นรับลมแล้วเห็นแสงดาวสว่างมาก ตอนนั้นฉันได้ย้อนคิดว่านี่ฉันยุ่งอะไรมากมาย จนไม่มีเวลาแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าเลยเหรอ แต่ก็แค่ในขณะนั้นค่ะ วันต่อมาฉันก็วุ่นกับชีวิตในมหาวิทยาลัยต่อ
     ...จนวันที่พ่อจากไป ฉันเริ่มมองดวงดาวอีกครั้ง มอบให้ดาวดวงหนึ่งเป็นตัวแทนของพ่อ พ่อชอบให้ฉันสดใส ชอบให้ฉันยิ้มร่าเริง ฉันจะหาเวลามองไปที่ดาวดวงนั้นแล้วยิ้มให้ทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็ไม่บ่อยเพราะในเมืองขอนแก่นแสงไฟที่มีอยู่ทั่วเมืองนั้นกลบแสงดาวจนมิด แต่ตอนนี้ฉันมาฝึกสอนในสถานที่ที่ฉันมองเห็นดาวชัด ฉันจึงมีโอกาสปล่อยความรู้สึกไปกับแสงแห่งอดีตมากขึ้น
     ฉันยังคงติดนิสัยชอบลุกขึ้นมาทำงานตอนตี 4 อยู่เหมือนเดิม ถ้าไม่ทำงานฉันก็จะเล่นโทรศัพท์ หรือทำอะไรอย่างอื่น เพราะเวลาตี 4 เป็นเวลาที่สมองฉันปลอดโปร่งที่สุด งานที่มีประสิทธิภาพมักจะปรากฏในช่วงเวลานี้ แต่ตี 4 ของวันนี้เป็นวันที่อากาศหนาว ฉันเลยเดินออกมามองท้องฟ้าข้างหน้าต่าง จึงคิดว่าหนาวขนาดนี้ฉันควรจะขดตัวอยู่ในผ้าห่มมากกว่า ฉันกลับมานอนและหลับไปอีกครั้ง
     จากที่ได้กล่าวมา สิ่งที่ฉันต้องการไม่ว่าจะเป็นไอเดียงานเขียน พลังในการทำงาน ความคิดในการสร้างสรรค์อะไรต่าง ๆ มักปรากฏในเวลาตี 4 แต่ตี 4 ของวันนี้ฉันเห็นภาพตัวเองนั่งอยู่บนรถเข็นที่กำลังเข็นถังน้ำ เมื่อมองไปด้านหลังฉันเห็นหน้าผู้ชายที่ฉันไม่ได้เจอมา 3 ปี กว่า ๆ ใบหน้าที่มีรอยยิ้มให้ฉันเสมอ เราหัวเราะกันโดยไม่มีเหตุผล อ้อมกอดที่เคยอุ่นยังไง ในวันนี้ก็ยังอุ่นเช่นเดิม แม้จะไม่มีคำพูดแม้แต่คำเดียว แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงพลังที่มากมายส่งมาให้ ฉันกอดแขนพ่อไว้จนภาพทั้งหมดหายไปหลังเสียงเปียโนเพลง when you're gone ดังขึ้น ใช่แล้ว เสียงนาฬิกาปลุกฉันเองค่ะ ตื่นมาแล้วฉันพบว่าบรรยากาศรอบตัวมันช่างอบอุ่นเหลือเกิน จากนั้นก็พยายามนึกภาพฝันเมื่อตอนตี 4 ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
     การลาจากตลอดกาลมันต่างจากการลาจากทั่วไปยังไงเหรอ? สำหรับฉันคงต่างตรงที่การลาจากทั่วไปมันยังสามารถหวังได้ว่าสักวันจะมีโอกาสได้สร้างความทรงจำใหม่ ๆ ร่วมกันได้ แม้จะแค่เดินผ่านก็ยังถือว่าเป็นความทรงจำ แต่การลาจากตลอดกาลมันไม่สามารถทำได้เลย แม้แต่หวังก็ไม่มีสิทธิ์ เมื่อไม่มีทางสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ร่วมกันได้ ความทรงจำที่เคยมีอยู่จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันจะย้อนกลับมาให้อบอุ่นหัวใจได้ทุกครั้งไม่ว่าเมื่อไรที่นึกถึง เหมือนกับแสงแห่งอดีตของดวงดาวที่ส่องมาให้เห็นเสมอในคืนมืดมิด
     ปกติแล้ววันไหนที่ฉันพลาดไม่ตื่นในช่วงตี 4 จะเป็นวันที่ฉันเสียดายมาก เพราะเหมือนเสียช่วงเวลาทองของตัวเองไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ตี 4 ของวันอังคารนี้ กลับเป็นตี 4 ที่ฉันไม่อยากให้เข็มนาฬิกาขยับเปลี่ยนเวลาเลยสักเสี้ยววินาที แต่เมื่อเข็มนาฬิกายังเดินไปเรื่อย ๆ ชีวิตของคนเราก็ต้องเดินต่อเช่นกัน เดินไปตามวัฏจักรของชีวิต จนกว่าจะถึงวันที่นาฬิกาเรือนนี้หยุดเดินโดยถาวร
แม้จะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังอยากพูดคำนี้..........."จนกว่าจะได้พบกัน"
                                                                                               
                                                                                                บันทึกความฝัน
                                                                                               14 มกราคม 2563
SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments