(88) Why didn’t you tell me? [OS]
เด็กสาวเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งสวยผู้มีผมยาวสีดำขลับวิ่งอย่างสุดกำลังนับตั้งแต่ที่เธอลงจากป้ายรถเมล์ การที่เธอไม่ค่อยได้เล่นกีฬาแล้วอยู่ๆ ก็มาวิ่งในวันนี้ทำเอาเด็กสาวเหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ ระยะทางจากป้ายรถเมล์ไปจนถึงที่หมายก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย แถมอากาศก็ร้อนอบอ้าวเกินกว่าปกติ ถึงกระนั้นใบหน้าของเธอก็ยังคงฉาบไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี

ช่วยไม่ได้...ในเมื่อวันนี้เป็นวันอาทิตย์

ยิ่งเข้าใกล้ปลายทางเท่าไหร่ เด็กสาวก็ยิ่งเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อปลายทางอยู่ตรงหน้า เธอก็แทบจะลอยเข้าไปในห้องอยู่แล้ว สำหรับการเรียนในวันนี้ถ้าเป็นไปได้เธอก็ไม่อยากไปถึงช้าแม้เพียงสักวินาทีเดียว เพราะทุกวินาทีล้วนมีค่า

มือเรียวสวยของเธอผลักประตูอย่างเต็มแรงเมื่อก้าวมาถึงจุดหมาย ห้องเรียนที่ภายในประกอบไปด้วยโต๊ะ เก้าอี้ และกระดานถูกเปิดออกพร้อมๆ กับสายตาที่กวาดมองไปยังรอบๆ ห้องกว้าง

...ว่างเปล่า…

ภายในห้องยังคงว่างสนิทปราศจากผู้คน

รอยยิ้มที่ไม่สะทกสะท้านกับความเหน็ดเหนื่อยหรือแดดร้อนหุบลงในทันใด



วันนี้เด็กสาวตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เธอตื่นเร็วกว่าทุกวันทั้งที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังลุกจากเตียงแล้วเธอก็รีบแปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว จัดกระเป๋า และออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ ที่ทำไปทั้งหมดก็เพียงเพื่อจะได้มาถึงที่นี่ให้ไวขึ้น แต่ใครจะไปคิดว่าความพยายามของเธอจะศูนย์เปล่า

เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะฝืนฉีกยิ้มอีกครั้ง

...คงจะแค่มาช้ากว่าปกติล่ะมั้ง…

เด็กสาวบอกปลอบใจตัวเอง

คนผมยาวเดินตรงไปนั่งยังที่ประจำที่เธอนั่งทุกครั้ง แม้จะไม่มีชื่อแปะไว้แต่ใครๆ ต่างก็นั่งในที่เดิมๆ ตำแหน่งเดิมๆ ที่นั่งของเธอคือโต๊ะกลางห้องแถวที่สาม ส่วนที่นั่งถัดไปจากเธอทางด้านขวาก็เป็นที่ของเพื่อนสนิทที่ยังมาไม่ถึง ส่วนที่นั่งด้านหลัง...เป็นที่นั่งของใครบางคนที่เธออยากจะเจอ

คนมาเร็วหยิบเอาหนังสือในกระเป๋าขึ้นมากางและเปิดทบทวนไปพลางๆ สายตาของเธอไล่ไปตามตัวอักษรในแต่ละบรรทัด ไล่เรียงจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่างนานหลายสิบนาที แต่ทั้งหมดนั้นมันก็เป็นการกระทำที่สูญเปล่า

แม้สายตาจะมองไปตามตัวอักษรแต่สติของเธอกลับจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น

...เสียง…

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเปิดประตูเด็กสาวก็เผลอเงยหน้ามองไปที่ประตูอยู่ทุกครั้งก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจเมื่อพบว่า คนที่เปิดประตูเข้ามาไม่ใช่คนที่เธอกำลังรออยู่



“ฮเยจิน! พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเหรอ ทำไมแกมาเร็วขนาดนี้” คำพูดทักทายจากเพื่อนสนิทเมื่ออีกฝ่ายมาถึง

ฮเยจินไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดที่โดนเพื่อนแซว ในเมื่อร้อยวันพันปีเพื่อนของเธอก็มักจะมาถึงก่อนเธอเสมอ ขณะที่ตัวเธอเองมักจะมาถึงในช่วงใกล้ๆ จะเริ่มเรียน ดังนั้นการที่วันนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรกัน...เพื่อนจะทักมันก็ไม่แปลก “นี่ฝนจะตกรึเปล่า”

“ฉันก็แค่อยากมาเร็วบ้าง ไม่ได้เหรอ ยงซอนอา” ฮเยจินพยายามตอบเพื่อนด้วยโทนเสียงปกติธรรมดา แม้ว่าความจริงแล้วเธอกำลังเก็บซ่อนความลับและกำลังโกหกคำโต

ยงซอนหรี่ตาลงอย่างไม่เชื่อ สายตาของเด็กสาวราวกับจะจ้องจับผิดเพื่อนสนิท ฮเยจินจึงรีบหลบสายตาและแสร้งทำเป็นอ่านหนังสืออีกครั้ง แต่เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูพฤติกรรมของเธอก็ยังคงเหมือนเดิม คือ เงยหน้าขึ้นมองและถอนหายใจด้วยความผิดหวัง

จนในที่สุด...

“นี่ๆ ” ยงซอนที่นั่งอยู่ด้านขวาสะกิดตัวเพื่อนเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหู “ที่รีบมาคืออยากมาเจอเขาสินะ”

“บ้า! แกพูดอะไรก็ไม่รู้” คนที่ถูกจับผิดปฏิเสธเสียงร้อนรน ฮเยจินแกล้งทำเป็นก้มอ่านหนังสือต่อเพื่อแก้เขินแม้ว่าหูของเธอจะกลายเป็นสีชมพูจนใครๆ ก็ดูออกก็ตาม

ยงซอนถึงกับขำเสียงดังที่ตัวเองสามารถจับผิดเพื่อนได้เต็มๆ

เด็กสาวทั้งสองนั่งทบทวนหนังสือไปพลางๆ ไม่นานอาจารย์ก็เข้ามาในห้องและเริ่มสอน...แต่ร่างของคนที่ฮเยจินรออยู่ก็ยังไม่ปรากฏ ที่นั่งด้านหลังของเธอยังคงว่างเปล่าไร้ซึ่งคนนั่ง

มือของเธอจดทุกอย่างตามที่อาจารย์เขียนบนกระดาน แต่ในหัวกลับตรงกันข้าม มันไม่มีบทเรียนอะไรอยู่เลย มีเพียงคำถามมากมายเกิดขึ้น ‘คนที่นั่งด้านหลังไปไหน’ ‘ทำไมยังไม่มา’



ทุกนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าและยาวนานราวกับเป็นชั่วโมง

หลังจากฮเยจินเผชิญกับความทนทุกข์ทรมาณที่ยาวนานเสมือนหนึ่งวัน ในที่สุดครึ่งแรกของการเรียนก็ผ่านพ้นไป

“เด็กๆ พักสิบห้านาที” เสียงของอาจารย์ราวกับเป็นเสียงสวรรค์

เมื่อสิ้นประโยคของอาจารย์เด็กกว่าครึ่งห้องก็ลุกออกไปข้างนอก บ้างก็ไปเข้าห้องน้ำ บ้างก็ไปหาซื้ออะไรมากิน

ฮเยจินยังคงไม่ลุกไปไหน หากแต่เธอตัดสินใจรวบรวมความกล้าและเอี้ยวตัวไปทางด้านหลัง เธอหันไปหาคนที่นั่งติดกับที่ว่างในวันนี้

เด็กสาวเปิดปากออกอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อาจทนที่จะไม่ถามอะไรได้ “บยอลใช่มั้ย”

คนที่ถูกเรียกเงยหน้าขึ้นมองเธอกลับอย่างงงๆ “อือ ฮเยจิน? ”

“ใช่ เราเป็นเพื่อนฮวีนนะ”

“พอจำได้ มีอะไรเหรอ”

“คือ...วันนี้ฮวีนไม่เรียนเหรอ” ฮเยจินเอ่ยถาม อันที่จริงเธอกับคนที่ถูกถามก็ไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่ รู้จักกันก็แค่ในฐานะเพื่อนร่วมห้องเรียนพิเศษวันอาทิตย์ แต่นอกจากอีกฝ่ายแล้วเธอก็ไม่รู้ว่าควรจะไปถามใครอีก ในเมื่อเขาเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของคนที่เธอกำลังหาตัวอยู่

“อ๋อ วันนี้มีเวิร์คชอปวาดรูป ฮวีนก็เลยไม่ได้มาน่ะ”

คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เธอถึงบางอ้อ

...ที่ไม่มาก็เพราะไปวาดรูปสินะ...

“ขอบคุณนะ”

“ไม่เป็นไร”

ฮเยจินกล่าวขอบคุณก่อนจะหันหน้าตรงกลับไปทางกระดานอีกครั้ง

คำตอบที่ได้ยินมันทำให้ความรู้สึกของเธอมันปะปนกันไปหมด

เธอโล่งใจที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่ได้หายไปแบบไร้ร่องรอยจนต้องเป็นห่วง แต่ขณะเดียวกัน...

...น้อยใจ...

ถ้าจะไม่มาก็น่าจะบอกกันสักหน่อย



ฮเยจินแอบลังเลอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายเธอก็ทนต่อความรู้สึกของตัวเองไม่ไหว เด็กสาวตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาทันทีก่อนจะรีบส่งข้อความเชิงตัดพ้อไปหาคนที่เธอกำลังพูดถึงก่อนหน้านี้

Hyejin: ใจร้ายจังนะ

เธอตั้งใจจะส่งข้อความทิ้งไว้เฉยๆ แต่ยังไม่ทันจะได้กดออกอีกฝ่ายก็อ่านและตอบกลับมา

Wheein: หือ อะไรเหรอ

พอได้ข้อความคืนมา เด็กสาวก็อดไม่ได้ที่จะพิมพ์ตอบกลับไปในทันที

Hyejin: เมื่อวานก็บังเอิญเจอกัน ทำไมไม่เห็นบอกเลยว่าวันนี้จะไม่มาเรียน

ฮเยจินพิมพ์ตอบไปด้วยความรู้สึกน้อยอกน้อยใจเล็กๆ

Wheein: อ๋อ นึกว่าเรื่องอะไร เราไม่ไปแค่ครั้งเดียวเองน้า เดี๋ยวอาทิตย์หน้าก็เจอกันแล้ว

คนที่รับข้อความของเธอยังคงรีบตอบกลับมา

เด็กสาวแอบลังเลเล็กน้อยกับสิ่งที่เธอพิมพ์ลงไป แต่สุดท้ายเธอก็ห้ามตัวเองไม่ให้กดส่งข้อความไปไม่ได้

Hyejin: สำหรับเธอมันคือครั้งเดียว แต่สำหรับเรามันตั้งหนึ่งครั้งเลยนะ

ใจของฮเยจินมันสั่นแปลกๆ เธอไม่รู้เลยว่าข้อความที่ส่งไปจะทำให้คนรับรู้สึกยังไง แต่ก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อเธออยากบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอรู้สึกแบบนั้น

หนึ่งครั้งของคนเรา...มันไม่เท่ากันจริงๆ นะ

เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมักจะมาถึงห้องเรียนคนแรกเสมอ วันนี้ถึงได้ยอมลงทุนตื่นแต่เช้าเพื่อจะได้มาเจอคนอีกคน แต่กลายเป็นว่าไม่ได้เจอซะอย่างนั้น



ฮวีอินเว้นการตอบไปจนเธอแอบใจไม่ดี แต่สุดท้าย...ประโยคยาวๆ ก็ถูกส่งกลับมา

Wheein: อ้าวเหรอ ขอโทษนะ งั้นเดี๋ยวสัปดาห์หน้าเลิกแล้วไปกินข้าวกัน แต่สัปดาห์นี้ฝากจดด้วยนะ ฮเยจินอา

ข้อความสุดท้ายที่ได้รับกลับมาทำเอาฮเยจินถึงกับฉีกยิ้มกว้าง

หัวใจของเธอมันพองโตจนแทบจะทะลุออกมาจากอกอยู่แล้ว

Hyejin: แน่นอน เราเป็นคนจดซะอย่าง แล้วก็...สัปดาห์หน้าเรานัดกันแล้วนะ!

อาจารย์กลับเข้ามาในห้องพอดีกับที่เธอกดส่ง เด็กสาวจึงเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าและจับปากกาอีกครั้ง แต่ตอนนี้อารมณ์ของฮเยจินเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนกับการเรียนครึ่งแรก

เธอเขียนทุกคำพูดที่อาจารย์สอนอย่างละเอียด ตั้งใจยิ่งกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาจนไม่ว่าใครที่ได้มาอ่านสมุดของเธอก็คงจะเข้าใจได้ในทันที

ไม่ได้หรอก...จะจดแย่ได้ยังไง ในเมื่อมีคนรออ่านเลคเชอร์ของเธออยู่

ถึงวันนี้จะไม่ได้เจอ แต่อย่างน้อยสัปดาห์หน้าเธอต้องเอาสมุดจดให้กับอีกฝ่าย แถมยังจะได้ไปกินข้าวด้วยกัน อะไรจะดีไปกว่านี้ล่ะ



...End... 



13/01/2563
SHARE

Comments