ความสุขตอนมัธยมต้น 🌳
สำหรับฉันแล้วเรื่องราวตอนมัธยมต้น เป็นเรื่องราวที่ฉันนึกถึงทีไรก็มีความสุขทุกครั้ง 

มานั่งคิดถึงตอนนั้นก็นานแล้วเหมือนกัน เมื่อห้าปีที่แล้ว เด็กอ้วน ๆ ดำ ๆ คนนึงที่ไม่มีอะไรดีเลยซุ่มซ่าม เสียงดัง ไม่มีอะไรดีนอกจาก เป็นคนอารมณ์ดีและตลก
ซึ่งนั่นก็คือฉันเองฉันสอบเข้า ม.1 โดยที่ได้อันดับที่ 6 จากนักเรียนที่มาสอบเข้าหลายร้อยคน ก็ต้องยอมรับว่าเด็กอายุ 12 ต้องภูมิใจมาก ใช่ค่ะฉันภูมิในกับตัวเองมาก ๆ ฉันมีความสุขที่เพื่อนจากโรงเรียนเก่าตอนประถมอยู่ห้องเดียวกับฉัน ซึ่งพวกเราไม่ต้องปรับตัวอะไรกันมากมายนัก ...

ฉันใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และสนุกทุกครั้งที่ไปโรงเรียน วันหนึ่งน่าจะประมาณเทอมสอง ของการเป็นนักเรียน ม.1 ของฉัน อุบัติเหตุครั้งแรกของในโรงเรียนแห่งนี้ก็เกิดขึ้น

กรึ๊ง!!!  เสียงออดของโรงเรียนดังขึ้นบ่งบอกถึงการหมดคาบเรียน ฉันกับเพื่อนรีบวิ่งลงมาข้างล่าง เพื่อที่จะไปเรียนเกษตรต่อ ด้วยความที่ฉันเป็นเด็กอ้วนฉันจึงวิ่งถึงช้ากว่าเพื่อน ๆ และนั่นก็เป็นเหตุให้ฉันตกบันได ตอนนั้นด้วยความที่ฉันกลัวไม่ทันเพื่อน ฉันจึงรีบใส่รองเท้าตั้งแต่ยังไม่ถึงด้านล่างเหลืออีกแค่สี่ขั้นเท่านั้น ฉันวางรองเท้าลงพร้อมกับรีบใส่มัน แต่ในขณะที่จะใส่อีกข้างนั้นขาของฉันมันดันไม่ให้ความร่วมมือน่ะสิ.... มันไปขัดกับอีกข้างจึงทำให้ฉันกลายเป็นหมูบินลอยลงไปบนพื้นด้างล่างทันที เพื่อนของฉันพากันหัวเราะเสียงดังที่เห็นฉันตกลงไปแบบนั้น ฉันก็ยังนึกขำตัวเองเหมือนกันนั่นคงทำให้ความเจ็บหายไปหมด ...

ละนั่นมันแค่เริ่มต้นของความซุ่มซ่ามของฉันเท่านั้นค่ะ หลังจากที่ตกบันไดลงมาขอของฉันทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยช้ำ คงจะไปกระแทกกับรางเหล็กของประตูเข้า ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็ดีขึ้น แต่ความเด๋อของฉันท่าทางจะไม่ดีขึ้นสิคะ 
ปกติแล้วเพื่อน ๆ ในห้องส่วนใหญ่จะห่ออาหารกลางวันไปทานเองรวมถึงฉันด้วย พวกเราจะนั่งทานกันเป็นกลุ่มใครกลุ่มมัน แต่อยู่มาวันหนึ่งฉันและเพื่อนของฉัน ตกลงกันว่าจะไปทานที่โรงอาหาร ระหว่างเดินไปฉันแวะซื้อนมที่สหกรณ์เพื่อนของฉันจึงเดินนำไปก่อน เพื่อที่จะได้จองโต๊ะไว้สำหรับนั่งทานข้าว พอฉันซื้อนมเสร็จก็รีบเดินตามไปทันที แต่ระหว่างเดินผ่านเสาธงของโรงเรียน ฉันก็สะดุดล้มลงไปซึ่งนั่นทำให้ฉันอายมากเลยล่ะค่ะ ความจริงฉันเห็นแล้วนะคะว่าพื้นมันไม่เท่ากัน แต่สมองของฉันมันไม่สั่งการให้ขาของฉันยกตามนี่สิคะ ด้วยความที่ฉันเดินไปคนเดียวแถมคนในโรงอาหารก็มองมากันเต็ม ฉันถามตัวเองว่าทำยังไงดีนะอายก็อายเจ็บก็เจ็บ ตอนนั้นความคิดเด็กไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ฉันแกล้งเป็นลมไปเลย ฉันหลับตาไปทั้งแบบนั้นแดดที่ส่องมาทำให้พื้นที่ฉันนอนอยู่ร้อนมาก ๆ ผู้คนพากันเดินมามุงดูฉัน พี่ ม.ปลายสองสามคนวิ่งมาและยกฉันไปที่ห้องพยาบาล ตอนนั่นน่ะฉันคิดแค่ว่าฉันไม่อยากลุกเพราะมันต้องอายมากแน่ ๆ แต่พวกพี่สามคนนั้นต้องลำบากมากแน่ ๆ ที่อุ้มหมูแบบฉันไปขอบคุณมากนะคะ ฉันจะไม่แกล้งเป็นลมอีกแล้วค่ะ ><

และนั่นก็เป็นสองเหตุการณ์ที่นึกถึงทีไรก็ตลกตัวเองทุกที และเหตุการณ์ที่สามที่ฉันกำลังจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ฉันทั้งเจ็บตัวและก็อายสุด ๆ เพราะความบ้าของตัวเองนี่แหละค่ะ

ช่วงตอนที่ฉันอยู่ ม.3 ครูที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ได้เปิดหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งให้ฉันและเพื่อน ๆ ดู ชื่อเรื่องว่า SAN ANDREAS หรือ มหาวินาศแผ่นดินแยก ฉันอินกับมันมากเลยล่ะค่ะ ถึงขนาดที่กลับมาบ้านแล้วดูต่ออีกรอบ และก็เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ฉันชอบดูหนังของฝรั่ง วันหนึ่งฉันกับเพื่อนที่เล่นกันอยู่บนห้องเพื่อรอเวลาเข้าแถวในตอนเช้า เมื่อถึงเวลาเพลงมาร์ชของโรงเรียนดังขึ้นนักเรียนส่วนใหญ่ก็จะพากันเดินลงจากห้องตั้งแต่ต้นเพลง แต่ฉันกับเพื่อนมัวแต่เล่นกันเสียงดังเลยมาได้ยินเพลงตอนกลางเพลงแล้ว พวกเราก็พากันวิ่งลงมาจากชั้นสามเพื่อที่จะมาเข้าแถว ด้วยความที่ฉันยังอินกับหนังเรื่องนั้น ฉันก็วิ่งลงมาราวกับว่าตึกกำลังจะถล่มพร้อมตะโกนเล่นกับเพื่อนว่า “วิ่งเร็วแผ่นดินไหวแล้วโว้ย” เพื่อนก็เล่นรับมุกกับฉันตามปกติ พวกเราวิ่งไปหัวเราะไปจนแทบจะสำลัก ฉันวิ่งมาถึงตรงที่ห้องของฉันยืนเข้าแถวฉันเกือบจะได้เข้าแถวแล้วค่ะ แค่เกือบแบบว่ามันเกือบจะดีอยู่แล้วเชียว... ฉันดันจะดุดพื้นมันแค่เป็นรอยต่อของพื้นเท่านั้นฉันดันสะดุดมัน.. คางของฉันไปกระแทกกับพื้นอย่างแรงทำให้คางแตก ตอนนั้นคืออายและเจ็บมากด้วย ใบหน้าของฉันที่กระแทกพื้นนั้นเต็มไปด้วยขี้นก น่าขยะแขยงมากจริง ๆ แต่ความเจ็บนี่สิมันมีมากกว่า เพื่อนต่างห้องรวมถึงเพื่อนในห้องต่างมาลุมดูฉันกันเต็มไปหมด และตอนนั้นแหละค่ะที่ฉันเจ็บตัวมากที่สุดเพราะเย็บคางไปสิบเข็ม...ถ้าให้พูดถึงเรื่องราวตอน ม. ต้น เล่าสิบหน้ากระดาษก็คงไม่หมด 


หลังจากที่ฉันจบ ม.3 มา ฉันกับเพื่อนก็แยกย้ายกันเรียนค่ะ กลุ่มพวกเรามีกันห้าคน สามคนแรกพวกเธอต่อ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเดิม อีกหนึ่งคนเรียนต่อ ม.ปลายที่ใหม่ ส่วนตัวฉันเองนั้นเลือกที่จะเรียนสายอาชีพ

ตอนนี้มันก็ผ่านมาสามปีแล้วสำหรับการแยกย้าย แต่ฉันยังคิดถึงมิตรภาพที่เคยมีอยู่เสมอ ถ้าถามว่าทำไมถึงใช้คำว่าเคยก็แค่เพราะมันเคยมีค่ะ และมันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว พวกเราไม่ได้คุยกันเลยหลังจากที่เราแยกย้ายกันต่างคนต่างมีเพื่อนใหม่ ซึ่งสำหรับฉันแล้วฉันไม่ได้สนิทกับเพื่อนที่มีอยู่ในปัจจุบันมากนัก ฉันไม่สามารถแบ่งเรื่องราวต่าง ๆ ที่ฉันเคยแบ่งปันแบบเมื่อก่อนได้ เหมือนกับว่าพวกเรามีเรื่องที่สนใจไม่เหมือนกัน ฉันชอบอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือที่คนรีวิวเยอะ ๆ ในทวิตเตอร์หรือในเว็บต่าง ๆ แต่พวกเธอจะสนใจแค่เรื่องที่มีผลกับพวกในเธอในปัจจุบันเท่านั้น เช่น ร้านขายกางเกงกำลังลดราคาต้องไปซื้อหรือคืนนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี ฉันชอบฟัง K-POP พวกเธอชอบฟังเพลงแร็พไทย ฉันชอบความสงบไม่ชอบมีเรื่อง แต่พวกเธอจะไม่ค่อยชอบปล่อยถ้าใครนินทา..... มันก็เป็นแบบนี้แหละค่ะพวกเราต่างกันมากและฉันก็เป็นคนเดียวในกลุ่มที่แปลกแยก เพียงเพราะพวกเธอเข้ากันได้ดี...ความจริงมันก็อึดอัดนะ แต่ที่ฉันยังอยู่ตรงนี้เพราะฉันรักพวกเธอมากหมายถึงว่าแค่ฉันที่รักพวกเธอเพื่อนของฉันตอน ม.ต้น ตอนนี้พวกเธอมีชีวิตที่ดูมีความสุข มันก็จริงอย่างว่าความสุขเกิดขึ้นได้ที่ตัวเรา ฉันดีใจกับพวกเธอทุกครั้ง ฉันดูเรื่องราวต่าง ๆ ของพวกเธอผ่าน IG Story และพวกเราก็ยังเป็นเพื่อนกันใน Facebook แต่เวลาที่พวกเราเจอหน้ากันกลับกลายเป็นว่ามีเพียงแค่ฉันที่ยังจำพวกเธอได้ ฉันเคยยิ้มให้พวกเธอครั้งหนึ่งแต่ผลที่ได้กลับมาคือพวกเธอเมินฉัน จากนั้นมาฉันก็ไม่กล้าที่จะทักพวกเธออีกเลย....
เรื่องราวในตอนนั้นกลายเป็นความสุขของฉันในตอนนี้ และฉันหวังว่าพวกเธอยังจะจำฉันได้ไม่มากก็น้อย
SHARE
Written in this book
RAE-O
Writer
RAEO
happiness is ......
my true self

Comments

MissMadeleine
6 months ago
เล่าเรื่องได้น่ารักดีค่ะ มี energy ความสดใสของม.ต้นอยู่เต็มเปี่ยม มัธยมต้นเป็นความทรงจำที่ดีของใครหลายๆ คนจริงๆค่ะ :)
Reply
RAEO
6 months ago
ขอบคุณค่ะ 😊
Intricacy
6 months ago
เป็นเรื่องราวที่ดีครับ สู้ ๆ นะครับยังไงซะชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อ ก้าวต่อไปข้างหน้าเน้อ
Reply
RAEO
6 months ago
ขอบคุณค่า ^^