Social (สังคมอุดมมายา)
ทุกวันนี้เราอัพเดทชีวิตเพื่อนฝูงผ่านโซเชียลมีเดียเสียส่วนใหญ่ เราแทบไม่ได้เจอไม่ได้คุยเป็นจริงเป็นจังต่อหน้ากันเลย ยกเว้นเพื่อนที่อยู่หรือทำงานร่วมกัน บางทีเจอกันยังก้มหน้ามองจอมือถือดูชีวิตคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าเราด้วยซ้ำ เพื่อนที่ไม่ค่อยอัพเดทสเตตัสไม่เท่าไหร่ แต่เพื่อนที่อัพถี่อัพบ่อยนี่สิ เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่านั่นเป็นสเตตัสจริงจัง สเตตัสประชดประชัน สเตตัสมุกตลก สเตตัสเลียนแบบ สเตตัสมโน สเตตัสโกหกหลอกลวงสร้างภาพ บางคนบอกว่ากำลังทำนู่นทำนี่ #selfie ว่าอยู่เมืองนอก แต่ความจริงเป็นรูปตัดต่อ รูปเก่าเล่าใหม่ รูปใครที่ไหนไม่รู้ หรือเป็นรูปที่ไม่เห็นด้วยซ้ำว่าฉากหลังคือที่ไหนเพราะเห็นแต่หน้าบานๆ ของคนโพสต์ ในกรณีเป็นเพื่อนที่เราไม่เคยพบในชีวิตจริง ยิ่งคาดเดาได้ยากไปอีก ว่าคนในรูปเป็นตัวเขาจริงไหม ไม่ได้จะว่าใครตอแหลหรือแอพเยอะ เพราะบางคนแค่ชอบรูปนั้นรูปนี้แล้วเอามาใช้โดยหลงลืมจะให้เครดิตหรือตั้งใจไม่ใส่ลงไปเพราะจำไม่ได้ว่าได้รูปมาจากไหน

บางคนตั้งใจอย่างมากในการเรียกร้องความสนใจ พยายามทำอะไรก็ตามผ่านโซเชียลให้มียอดไลค์สูงๆไว้ก่อน อย่างเช่นการขุดอีโก้ขึ้นมาฝังตัวเองของพนักงานบริษัทที่จิตไม่บริสุทธิ์ วัลลาบีต่อต้านเผด็จการ แต่เสือกถ่ายรูปให้ติดร.9 แล้วยังกล้าโพสต์อีก โง่ฉิบหาย (เพราะถ้าฉลาดต้องอยู่เป็นในประเทศแบบนี้) หรือคนที่โพสต์ว่าดูหนัง art ไป event ที่ทำให้คนเฉพาะกลุ่มอิจฉา ซึ่งมันก็ทำให้หลายคนที่มาเห็นอิจฉาได้จริงๆ นะ เพราะความที่ใครก็เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ คนปอนๆ ที่มาเห็นชีวิตเป๊ะๆ ของเซเลบริตี้ย่อมอยากได้อยากมีเป็นธรรมดา บางทีเราหลายคนก็เป็น แต่ไม่รู้ตัว มันรวมอยู่ในวิถีคนรุ่นใหม่ไปแล้ว

เคยได้ฟังสัมภาษณ์ดาราคนหนึ่งที่พิมพ์ภาษาอังกฤษผิดใน instagram แต่ไม่กล้าลบแล้วลงใหม่เพียงเพราะเสียดายยอดไลค์ที่สูง มันเลยกลายเป็นเครื่องหมายโชว์โง่โดยไม่ตั้งใจ ฉันแค่ยกตัวอย่าง ไม่ได้ว่าเธอคนนั้นโง่ เพราะเธอไม่ได้โง่ แค่พิมพ์ผิด และเธอก็ออกมาชี้แจงชัดเจนว่า instagram ไม่สามารถ edit ได้เหมือนเฟสบุ๊ก (ซึ่งความจริงมันทำได้โว้ย)

โลกโซเชียลมีผลต่อคุณค่าความเป็นคนด้วยนะ เพื่อนฉันหลายคนชอบบอกให้ฉันช่วยเม้นช่วยไลค์ช่วยแชร์เวลาที่พวกเขาประกวดประชันชิงรางวัลอะไรต่อมิอะไร ซึ่งอันนั้นไม่ผิด ไม่ได้ว่า มันคือการยกระดับตัวเองสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนคุณอยู่ๆ ก็เข้ามาถามว่าฉันสวยไหม เม้นรูปให้หน่อย เมื่อนั้นสันนิษฐานได้เลยว่าเพื่อนคุณคนนั้นสภาพจิตเริ่มไม่ปกติแล้ว เพราะการเดือดร้อนใจแทบชักดิ้นชักงอจากยอดไลค์ยอดแชร์ที่น้อยเกินคาดแล้วคิดไปเองว่าเรายังไม่เจ๋งพอให้เป็นที่รักที่ชื่นชอบของใครต่อใคร ทั้งที่การกดไลค์มันอาจเป็นแค่การแสดงตัวว่าเห็นแล้วก็ได้ในกรณีที่ไม่มีปุ่ม seen ปรากฏ และอันที่จริงอาจมีคนเห็นมากมายแต่ไม่แสดงตัว เพราะเขาสนุกปากที่จะนินทาคุณในโลกแห่งความจริงมากกว่าก็เป็นได้

สื่อออนไลน์มักปรากฏให้เห็นในหนังละครทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะ plot และ theme ที่เป็นสากลอย่างเรื่องความรัก สื่อรักออนไลน์อย่างหนังเมื่อหลายปีก่อนเรื่อง you’ve got mail ที่ทำให้เราได้รู้จักตัวตนแท้จริงของคนใกล้ตัวที่เราตัดสินด้วยตาว่าเขาช่างร้ายเหลือทุกทีที่เจอ ถ้ามาเห็นสมัยนี้คงช็อกเพราะแทบทุกแอพต่างมีไว้นัดยิ้มกันหมด ทำให้เราเห็นข้างในจิตใจน้อยกว่าข้างในร่มผ้าของคนใกล้ตัวที่แค่ครางชื่อเสร็จก็แยกย้าย เหมือนซื้อบริการทางเพศด้วยคำหวาน เสียค่าใช้จ่ายไม่มาก และคิดว่าไม่ติดโรคแน่ เพราะคู่นอนไม่ได้มีอาชีพหลักเป็นกะหรี่ โดยลืมไปว่าความกะหรี่มันอยู่ที่ใจ ไม่ต้องประกาศซื้อขาย หลายคนก็พร้อมแบให้ฟรี ความคันไม่เข้าใครออกใคร ความเงี่ยนไม่เคยปรานีใครอยู่แล้ว

เรื่องอื่นๆ ที่เห็นก็เช่นใน hormone the series คืออาชญากรรมจากเฟสปลอม ที่ตอกย้ำการขาดความนับถือตัวเอง ต้องพึ่งพิง มีใครเคียงข้างตลอด ซึ่งก็ไม่แปลก เราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ เพื่อนไม่มีเวลาให้ก็เหงาใจเป็นธรรมดา และการอยากได้อยากมีอยากเป็นอย่างคนอื่นมันก็เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ต้องการถูกเคารพและยอมรับนับหน้าถือตา แต่มันจะผิดมากถ้าทำให้ใครเดือดร้อนอย่างในเรื่อง

เดือนปีที่ผ่านมามีคลิปหลุดเซเลบออนไลน์หรือแอดมินเพจอะไรก็ว่าไปมากมายในอินเทอร์เน็ต ทะเลาะกับพนักงานบริการแล้วแอบถ่ายตัวเองแผลงฤทธิ์เอาไว้ ประมาณว่ากูเก่ง แต่สุดท้ายกลายเป็นหลักฐานประจานตัวเองไปเสียอย่างนั้น ที่ฉันสงสัยก็คือ ทำไมเราต้องอ้างตัวเป็นคนสำคัญเพื่อที่จะได้รับบริการที่ดีล่ะ เราเป็นคนธรรมดาที่กิริยามารยาทดีกับคนทุกอาชีพไม่ได้หรือ แล้วถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องค่อยร้องเรียนด้วยเหตุผลก็ได้ หัวใจของการบริการไม่เกี่ยงงอนเลือกลูกค้าที่เปลือกนอกอยู่แล้ว แต่ที่อยากมีสิทธิพิเศษเหนือใครคงเป็นเพราะความอยากเด่นอยากดัง เป็นที่หนึ่งและหนึ่งเดียว แต่จะมีกฎระเบียบไว้ทำไม ในเมื่อใครๆ ก็อยากเป็นคนสำคัญเหมือนกันหมด

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดีถ้าใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา เหงาใจเหงากายจะใช้หาเพื่อนที่สนใจอะไรเหมือนๆ กัน ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน เป็น community ก็ได้ โดยที่ทุกคนรวมถึงตัวเองไม่เดือดร้อน เช่น พวกที่นัดยิ้มกัน วันนี้คุณอาจสนุก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง โดยที่ยังไม่ทันแก่ ไม่ทันเจ็บ คุณก็จะคิดได้เองว่าทำต่อไปแล้วจะได้อะไร ค่าของเราอยู่ที่ใครก็ได้ใช่ไหม เมื่อไรเราจะเข้มแข็งพอที่จะยืนคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียวโดยที่ไม่ต้องก้มหน้ามองจอตลอดเวลา แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร จะเอายังไงต่อไปกับชีวิต

การสร้างอัตลักษณ์ออนไลน์ที่แตกต่างจากชีวิตจริงดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะใครๆ ก็ทำกัน การหลอกแม้กระทั่งตัวเอง บางครั้งมันก็สุขได้เหมือนกัน เราอย่าไปว่าคนเสพติดโซเชียลนักเลย เพราะชีวิตจริงเขาอาจจะเครียดจนไม่มีที่ไหนจะช่วยปลดปล่อยให้หลุดพ้นไปได้นอกจากที่นี่ แต่อะไรที่มันมากเกินพอดีก็ต้องหักห้ามใจบ้าง เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าไปสร้างวิมานในอากาศกันหมด หรือน้อยไปก็ใช่ว่าจะดีเหมือนกัน อย่างเรื่องแชทไปแล้วถามคำตอบคำ ซึ่งถ้าไม่ว่างหรือไม่อยากคุยก็ควรบอกกันตรงๆ เนิ่นๆ เพราะบางคนเข้าสังคมไม่เก่ง ขี้อาย เลยต้องอาศัยแป้นพิมพ์ หรือบางทีเราอาจตั้งกฎว่าถ้ามีเรื่องเร่งด่วนจริงๆ คงโทรมาแล้ว ไม่แชทมาหรอก โดยที่ลืมนึกไปว่าบางเรื่องมันส่งเสียงมาขอความช่วยเหลือไม่ได้ เช่น คนที่ตกอยู่ในอันตราย ถูกปล้น ฆ่า ล่า ลักพาตัว อะไรแบบนั้น ก็ช่วยเช็คข้อความนิดนึง

ป.ล. ขวางหูขวางตามากเลย ไอ้ที่ชอบพิมพ์ว่า “พ่อแม่จ้างเรียน” เนี่ย
SHARE
Writer
ikyokung
IG | LINE: ikyokung
Thespian, Moviegoer, Tenor, Audiophile.

Comments