ส่ิงที่เราให้ความสำคัญจะเติบโตในชีวิต สิ่งที่ไม่ให้ความสำคัญจะหายไป
ต้นปีทีไร เรื่องที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องดวง ว่าปีนี้ราศีไหนจะดวงดีที่สุด หรือปีเกิดของใครจะชงหรือไม่ชง แล้วเราจะต้องไปแก้ชงที่วัดไหน ดูเหมือนว่าเรื่องโหราศาสตร์เหล่านี้ จะอยู่ในความสนใจของคนไทยมากเป็นพิเศษ

1
เพื่อนๆ รู้จักกฎแรงดึงดูด(The Secret)กันหรือเปล่าครับ

กฎนี้ดังมากเมื่อสัก 10 ปีก่อน เมื่อหนังสือ The Secret ของรอห์นดา เบิร์น ขายดีเป็นปรากฎการณ์ แทบทุกคนต่างพูดถึงกฎนี้ มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ ไปจนถึงคนที่ต่อต้านมัน

ประโยคที่ว่า ขอ เชื่อ รับ ที่เป็นบทสรุปจากหนังสือนั้นดังจนได้ยินบ่อยๆ

ผมไม่ได้อยู่ฝ่ายเชื่อหรือต่อต้าน แต่แอบคิดว่าถ้าได้สิ่งต่างๆ ในชีวิตง่ายๆ โดยผ่านกฎแรงดึงดูดได้ก็ดีนะสิ

ผมก็เลยซื้อหนังสือมาอ่านครับ(ฮา)

2
แต่ก่อนจะเล่าต่อไปต้องบอกก่อนว่า การใช้คำว่ากฎแรงดึงดูดนั้น ถือเป็นคำนิยามที่เกินจริงไปสักหน่อย เพราะทางวิทยาศาสตร์จะใช้คำว่ากฎ สำหรับสิ่งที่ค้นพบแล้ว พิสูจน์ได้จริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น กฎแรงโน้มถ่วง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

ต่างจากเรื่องที่ยังเป็นแนวคิด พิสูจน์ไม่ได้จะเรียกว่าทฤษฎี เช่น ทฤษฎีบิ๊กแบง ทฤษฎีวิวัฒนาการ ดังนั้นกฎแรงดึงดูดควรใช้คำว่า "ทฤษฎีแรงดึงดูด" มากกว่า แต่ผมก็เข้าใจว่าทำไมรอนดา เบิร์นเลือกใช้คำนี้ เพราะมันดูน่าเชื่อถือมากที่สุด

3
ทฤษฎีเบื้องต้นในหนังสือ The Secret บอกว่า ถ้าเราต้องการสิ่งไหนมากพอมันจะปรากฎในชีวิต ให้คิดถึงมันซ้ำๆ ผ่านการ ขอ เชื่อ รับ

โดยบอกว่า กฎแรงดึงดูด จะดึงทั้งสิ่งที่เราอยากได้และไม่อยากได้ให้เกิดขึ้น เพราะกฎนี้ไม่รู้จักคำพูดว่า "ไม่" เช่น ถ้าเราคิดว่า ฉันไม่อยากอ้วน แต่จิตสำนึกจะได้ยินว่าฉันอ้วนแทน ประมาณว่าโลกจิตใต้สำนึกนั้นไม่รู้จักคำว่าไม่ และการที่ใครไม่อยากได้อะไร แต่มันเกิดขึ้น เพราะเราให้ความสนใจมันอยู่นั่นเอง

มีคนบอกผมว่า ไม่ว่าจะชอบหรือชัง ก็ยังเป็นการให้ความสนใจสิ่งนั้นอยู่ดี ชอบก็คือสนใจในแง่ บวก (Positive) ส่วนชังก็คือสนใจในแง่ลบ (Negative) ต่างจากสิ่งที่เราไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญจริงๆ เราจะมองข้ามมันไปเลย

สรุปว่า ถ้าอยากได้อะไรในชีวิต ก็ให้ระวังสิ่งที่ไม่อยากได้ไว้ด้วย เพราะถ้ามันมีกำลังมากกว่า อาจจะตรงสำนวนไทยที่ว่า "เกลียดอะไรได้อย่างนั้น"

ส่วนทฤษฎีแรงดึงดูดนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ผมก็บอกไม่ได้หรอกครับ เพราะยังไม่มีใครยืนยันทางวิทยาศาสตร์ได้ มันจึงเป็นเพียงทฤษฎี

4
สำหรับคนที่เชื่อ ใช้แล้วได้ตามปรารถนาก็คงบอกว่าจริง
สำหรับคนที่เชื่อ ใช้แล้วไม่สมปรารถนาก็คงบอกว่าโกหก
สำหรับคนที่ไม่เชื่อ จะใช้หรือไม่ใช้ก็คงบอกว่าไม่จริงอยู่ดี

จะเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงเรียกว่ากฎไม่ได้

แต่ส่วนตัวผมคิดว่า กฎแรงดึงดูด ก็คือ กฎของการ Focus หรือ อิทธิบาท4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)ในพุทธศาสนาหรือเปล่า คือถ้าเราให้ความสนใจอะไรในชีวิตมากๆ มันก็จะเติบโตขึ้นเอง

จากน้ำหนักเยอะ อยากผอม ก็ออกกำลังกาย หาความรู้ มันก็ผอม
จากโสด แต่เปิดใจ กล้าเรียนรู้ มีความสัมพันธ์ ก็มีคู่เอง
จากไม่เก่ง หาความรู้ ฝึกฝน ลงมือทำ ก็เก่งเอง
จากไม่มีเงินเก็บ ก็อดออม มีวินัย ก็เริ่มมีเงินฝาก
จากไม่มีรถ ก็ทำงาน เก็บเงินดาวน์ ผ่อน 5 ปีก็ได้มา
จากไม่มีบ้าน ก็ทำงาน หางานใหม่เพิ่มเงินเดือน เก็บเงินดาวน์ ผ่อน ก็มี

กฎแรงดึงดูดจะมีจริงหรือเปล่าผมไม่รู้
แต่กฎของการโฟกัส สนใจ และมุ่งมั่นนั้นมีอยู่แน่ๆ

ส่ิงไหนที่เราให้ความสำคัญจะเติบโตในชีวิต
สิ่งที่ไม่ให้ความสำคัญจะหายไปเองครับ
SHARE
Writer
Low_Profile
Editor
สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / เรื่องนี้พี่บอกเธอคนเดียว / โตขึ้นจึงรู้ว่า / ไม่มีความเจ็บปวดใดที่คุณเอาชนะไม่ได้ / ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ ฯลฯ Facebook: มันขึ้นอยู่กับคุณ

Comments