สตูลที่มีมากกว่าหลีเป๊ะ
คนสตูลน้อยใจว่านักท่องเที่ยวแวะมาเข้าห้องน้ำที่ปากบารา แล้วก็ขึ้นเรือไปหลีเป๊ะ กลับมาแวะอีกทีเพื่อเข้าห้องน้ำแล้วก็กลับไป ไม่มีใครแวะชมความงามของสตูลอย่างจริง ๆ จัง ๆ เลยสักที

มีวิสาหกิจชุมชนอย่างน้อย สี่แห่งที่พยายามชวนคนมาเที่ยวสตูล ปีใหม่ปีนี้ เราและผองเพื่อนอีกสี่ชีวิตขับรถลงเรือเที่ยวเกาะเที่ยวถ้ำ พายเรือล่องแก่งปีนน้ำตกปีนถ้ำในสตูลอยู่ห้าวัน อยากมาเล่าสู่กันฟัง

สตูลพยายามโปรโมทเรื่องอุทยานธรณีซึ่งได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2560 ทุกชุมชนที่เกี่ยวข้องจะมีการจัดการความรู้ อบรมไกด์และผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจโฮมสเตย์ให้เน้นเรื่องการให้ความรู้ที่ถูกต้อง การจัดการท่องเที่ยวที่เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับแรก การจัดการที่พักที่สะอาดได้มาตรฐาน เราได้เห็นความสามัคคีที่ส่งผลให้การไปเที่ยวครั้งนี้ของพวกเราได้รับความประทับใจมาก

ลำดับแรกเราไปเที่ยวอำเภอละงู ของดีในอำเภอนี้คือ ถ้ำภูผาเพชร น้ำตกวังสายทอง ถ้ำอุไรทอง ล่องแก่งวังสายธาร 

ถ้ำภูผาเพชรเป็นถ้ำขนาดใหญ่มีห้องหับต่าง ๆ ยี่สิบกว่าห้อง  พื้นที่รวมกันมากกว่าหกสิบไร่ ชุมชนช่วยกันสร้างบันไดเสริมเหล็กทำเป็นทางเดินขึ้นลงตลอดทางที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม ซึ่งถือเป็นเพียงหนึ่งในสามของพื้นที่ของถ้ำทั้งหมด ยังมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการสำรวจอีกมาก ถ้ำนี้เป็นถ้ำเขาหินปูนที่มีหินงอกและหินย้อยสมบูรณ์ แร่ที่อยู่ในหินปูนนั้นเมื่อต้องประกายไฟก็ให้แสงแวววาวสวยงาม เป็นที่มาของชื่อภูผาเพชร ภูเขาหินปูนเมื่อกาลเวลาผ่านไปทำให้เกิดรอยแยก น้ำฝนก็ไหลผ่านช่องเหล่านี้หยดพาแร่ต่าง ๆ ลงมากลายเป็นหินย้อยและเมื่อตกลงพื้นก็กลายเป็นหินงอก ปีหนึ่งจะงอกเพิ่มเพียงหนึ่งมิลลิเมตร ทำให้อดตื่นตาตื่นใจไม่ได้ว่าที่เราเห็นเป็นหินงอกขนาดหลายสิบเมตรนี้จะต้องใช้เวลารังสรรค์นานเท่าไหร่กัน

ไฮไลท์ของถ้ำนี้คือห้องมรกต ซึ่งถ้ามาได้ถูกที่ถูกเวลา (ช่วงพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส) จะได้เห็นลำแสงมรกตสาดส่องเข้ามาในห้องนี้ แต่วันที่เราไป แค่แสงปกติก็มีความงามมหัศจรรย์อย่างมาก 

น้ำตกวังสายทองที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นก็เป็นน้ำตกที่มีแร่แคลเซียมมากจับตัวกันเห็นเป็นปื้นที่ขาวขุ่นบนชั้นหินและรากไม้ น้ำตกมีลักษณะคล้ายขั้นบันไดกว้าง ๆ บางช่วงมีแอ่งลึกพอให้เด็กกระโดดน้ำลงมาได้ชวนหวาดเสียว (แต่เด็กคงสนุกมาก) ต้นไม้ใบหญ้าและเถาวัลย์ขึ้นครึ้มสวยงามมาก เราเห็นกบภูเขาตัวเป้ง และแมงมุมยักษ์ขนาดเท่าฝ่ามือที่พรางตัวอยู่บนต้นไม้

ถ้ำอุไรทองเป็นถ้ำที่ค้นพบซากกระดูกมนุษย์ดึกดำบรรพ์และซากฟอสซิลจำนวนมาก ถ้ำนี้แม้จะสูงชันแต่ปีนไม่ยาก มีบันไดเหล็กที่แข็งแรงรองรับจากทางขึ้น ถ้ำนี้มีห้องหับที่สำคัญ ๆ สองสามห้อง ได้แก่ห้องลูกสาวที่มีหินงอกเหมือนแท่นกลองวางอยู่ ในถ้ำมีช่องอากาศอยู่โดยตลอด จึงเดินสบายหายใจสะดวก 

ส่วนการล่องแก่งที่วังสายธารความยาวแปดกิโลเมตรนั้นเป็นกิจกรรมที่รื่นรมย์มาก ข้างทางมีไม้ดอกไม้ใบให้ชื่นชม มีรีสอร์ตจำนวนมากตลอดริมน้ำ เราจึงได้เห็นทั้งความสงบและความคึกคักตลอดสองข้างทาง เกาะกรวดกลางน้ำนั้นเหมาะแก่การนั่งทอดหุ่ยสูดออกซิเจนให้เต็มปอดยิ่งนัก

ออกจากอำเภอละงู เราไปปากบาราเพื่อไปเที่ยวปราสาทหินพันยอด แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ค้นพบโดยไกด์ท้องถิ่น เป็นภูเขาหินอัคนีกลางทะเลที่มีช่องให้เรือพายลอดเข้าไปได้ เมื่อเข้าไปในใจกลางเขานั้นก็เหมือนอยู่ในปราสาทที่มีกำแพงหินล้อมรอบ ฟ้าสีครามและน้ำสีมรกตเป็นฉากหลังถ่ายรูปที่สวยงาม ว่ากันว่าปราสาทหินนี้หน้าตาคล้ายปราสาทดิสนีย์เลยทีเดียว จินตนาการตามไปก็เห็นว่าไม่ใช่คำพูดเกินจริงเลย 

ขึ้นฝั่งมาเราได้แวะชมที่อนุบาลปลาการ์ตูน ปลิงทะเล และสัตว์ทะเลอื่น ๆ ก่อนปล่อยลงทะเล น่ารักน่าเอ็นดู

ที่ปากบารานี้เรายังได้แวะพักที่อุทยานแห่งชาติเภตรา ได้เดินผ่านสะพานข้ามกาลเวลาที่เป็นจุดที่หินทรายแดงยุคแคมเบียนเบียดมาชนกับหินปูนสีดำยุคออร์โดวิเชียน เป็นการปะทะกันระหว่างหินในยุค 541-485 ล้านปี กับหินยุค 485-444 ล้านปีก่อน สะพานที่สร้างเลาะไปกับหน้าผามีความยาวประมาณหนึ่งกิโลเมตรนี้พาเราไปยังหาดหินหลากสีอีกด้วย หาดนี้มีหินสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน กระจายตัวทั่ว ๆ หาด เป็นจุดชมวิวยามพระอาทิตย์ตกน้ำที่สวยงาม ที่อุทยานแห่งนี้มีจุดชมวิวทั้งช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกสวยงามมากเพราะจะเห็นเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ไม่มีอะไรบังตาเลย ยามค่ำเราออกมาดูดาวกันก็เห็นดาวเต็มฟ้าเพราะมืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวนเลยแม้แต่น้อย

จากปากบาราเรามุ่งไปอำเภอทุ่งหว้าเพื่อไปเที่ยวถ้ำเลสเตโกดอน ไปลอดท้องมังกรและไปตามหาหัวใจที่ปลายถ้ำ ถ้ำเลมีชื่ออย่างนี้เพราะเป็นถ้ำที่มีทางเชื่อมไปถึงทะเลได้ น้ำในถ้ำจึงขึ้นกับระดับน้ำขึ้นน้ำลง เวลาเข้าถ้ำจึงมีจำกัด ถ้ำนี้ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทยและยาวเป็นอันดับสี่ของเอเชีย อยู่รอยต่อระหว่างจังหวัดสตูลและจังหวัดตรัง ในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม เมื่อตอนน้ำนิ่งหากเรามองดูเงาสะท้อนในน้ำจะยิ่งเห็นความงามที่แปลกตา ดูราวกับว่าน้ำนี้ลึกมาก ทั้ง ๆ น้ำตื้นแค่ข้อเท้าก็มี 

ในถ้ำเราได้เจอปูภูเขาหินปูนทุ่งหว้าตัวเล็กก้ามแดงที่ปกติจะโชว์ตัวอยู่บนหินย้อยด้านบนของถ้ำ แต่วันที่เราเข้าไป เขามาโชว์กล้ามให้เห็นจะ ๆ ที่พื้นล่่างชิดขอบน้ำ เห็นเด่นชัด ในถ้ำจะมีซากดึกดำบรรพ์ของปลาหมึกและหอยด้วย ตรงใกล้ทางออกเราจะเห็นเป็นรูปคล้ายหัวใจ จึงเป็นที่มาของคำว่าตามหาหัวใจที่ปลายถ้ำ เรานั่งเรือหางยาวต่อไปจนถึงท่าอ้อย ได้ชมป่าโกงกางที่สมบูรณ์สุดลูกหูลูกตา เหมือนภาพโฆษณาน้ำอัดลมไบเล่ที่ถ่ายทำที่ตะกั่วป่าในยุคปี2520 ยิ่งนัก

ที่ทุ่งหว้านี้ เราได้รับฟังประวัติการค้าพริกไทระหว่างผู้ปลูกในทุ่งหว้ากับพ่อค้าจีนสังกัดอังกฤษที่ปีนัง พริกไทพันธุ์ดีได้ถูกนำมาปลูกที่นี่เพื่อส่งออกในสมัยที่ทุ่งหว้ายังสังกัดอำเภอไทรบุรี ต่อมาในปี 2440 ทุ่งหว้าได้ถูกเปลี่ยนมาอยู่ใต้สังกัดสตูล ต่อมาเมื่อสยามได้ยกไทรบุรีให้อังกฤษแลกกับการสร้างทางรถไฟ คนจีนที่ตกค้างในทุ่งหว้าถูกผลักดันให้ออกนอกประเทศ เหลือแต่คนที่แต่งงานมีลูกที่ทุ่งหว้าที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน ผู้มาเยือนจึงยังได้เห็นตึกยุคชิโนโปรตุกีสปรากฏอยู่ในทุ่งหว้าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เล่าความรุ่งเรืองของท่าเรือสุไหงอุเปชื่อเดิมของเมืองแห่งนี้ในอดีต

ทีี่โฮมสเตย์ของเรา นอกจากได้ซื้อพริกไทพันธุ์ดีกลับบ้านแล้ว เรายังได้ชิมไอติมกะทิอร่อยที่สุดในโลกที่นี่ด้วย เข้มข้นหวานมันจนมีเพื่อนขอเพิ่มอีกสองสกู๊ป 

ของดีทุ่งหว้ายังรวมถึงหลวงพ่อแก่นจันทน์คู่บ้านคู่เมือง และเขาทะนาน ภูเขาหินปูนลูกโดดที่มีซากฟอสซิลจำนวนมากให้ผู้สนใจตามหา

จุดสุดท้ายที่เราแวะไปเที่ยวคือ บ้านบากันใหญ่ อำเภอหนองสาหร่ายที่ต้องนั่งเรือหางยาวจากท่าเรือทุ่งริ้นไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง บ้านบากันใหญ่มีชื่อเสียงเรื่องสันหลังมังกรแดง เกาะหินดำหินแดง หินตาปู อุโมงค์ต้นไม้ วังปลาดาว และจุดชมประการังน้ำตื้น เราได้เห็นปลาการ์ตูน ดอกไม้ทะเล ปลาดาวสองสายพันธุ์รวมถึงปลาดาวที่มีแค่สี่แฉก ปูนางกวักตัวผู้ที่พร้อมใจกันยกกล้ามกวักหาปูตัวเมีย รากไม้โกงกางสีแดงที่สวยงาม และหินรูปช้างสองเชือก เป็นธรรมชาติที่งดงาม ยามเย็นเมื่อพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้านั้น แสงสีแดงส้มสะท้อนบนพื้นดินที่มีน้ำฉาบอยู่จาง ๆ นกเหยี่ยวแดงที่สร้างรังอยู่บนยอดลำพูแถว ๆ นั้นก็ร่อนลงเพื่อโฉบกินปลาในโพงพางที่ชาวบ้านวางไว้ ถ้าหมุนตัวสามร้อยหกสิบองศาจะเห็นภาพความงามที่หาได้ยากจากที่อื่น นอกจากนี้ ที่ถูกใจพวกเราอย่างมากคือสะพานที่สร้างทอดออกไปในทะเล ปลายสะพานทำเป็นลานที่สามารถปูเสื่อขนาดใหญ่นอนดูดาวได้ เรานอนดูดาวกันจนพระจันทร์ตกน้ำ ได้ความรู้เรื่องกลุ่มดาวจักรราศึและทางช้างเผือกมาอีกไม่น้อย

ตลอดการเดินทาง เราได้มีโอกาสชิมอาหารทะเลสด ๆ อาหารพื้นเมือง ขนมพื้นเมืองที่ชาวบ้านภูมิใจเสนอ ภาษิตประจำทริปแทบจะเป็นคำว่า Count the memories, not the calories!

เราได้เพื่อนใหม่ตลอดการเดินทาง การได้คุยกับผู้เทนวิสาหกิจชุมชนผู้ซึ่งรักบ้านเกิด อยากเล่าเรื่องดี ๆ ของท้องถิ่นให้เพื่อนใหม่ฟัง คนที่รักการเรียนรู้และแบ่งปัน ทำให้ทริปนี้เป็นทริปที่ประทับใจอย่างมาก ขนาดที่พวกเรายังไม่ทันได้กลับถึงกรุงเทพฯ ก็ชวนกันคิดถึงทริปหน้าว่าจะมาสตูลอีกทีเมื่อไหร่ ต้องไปซ่อมที่ไหนกันบ้าง

ลองมารู้จัก รับรองว่าจะรักสตูล
SHARE
Written in this book
Work and Travel
Writer
Patnaree
Observer
Health tips, poem, world view, and work-life balance

Comments

KCstory
12 days ago
เป็นคนสตูลโดยกำเนิดค่ะ ^^ อ่านแล้วละเอียดดีค่ะดูก็รู้ว่าตั้งใจใส่ใจในการเขียนมากเลย นาน ๆ ทีจะมีคนเขียนสถานที่ท่องเที่ยวของสตูลที่นอกเหนือจากหลีเป๊ะ ^^

สตูลมีอะไรน่าเที่ยวเยอะเลยค่ะ ที่กล่าวมาอยู่ใกล้ ๆ บ้านเราด้วยแหละ ไปเกาะตะรุเตาหรือยังคะ? นอกจากตะรุเตาแล้วยังมีเกาะบูโหลนด้วย เกาะนี้น้ำใสขนาดที่มัลดีฟยังอายเลยค่ะ สงบมากมีแต่ต่างชาติไปเที่ยวแบบ long stay คนไทยไม่ค่อยรู้จัก


เราเคยอยากเขียนแนะนำบ้านเกิดตัวเองเหมือนกันแต่ใจเราก็กลัวว่าสักวันสตูลบ้านเราจะกลายเป็นคีรีวง 2 จะกลายเป็นเมืองที่บูมและตายไปรวมถึงความสงบที่เคยมี เราเลยไม่อยากเขียน อยากให้มันซุกตัวเงียบ ๆ เป็นแบบนี้ต่อไปเหลือสิ่งดี ๆ ให้นักท่องเที่ยวที่มีใจรักจริง ๆ อย่างคุณไปเที่ยว ไปสัมผัส และส่งต่อความรู้สึกดีๆ ไปเรื่อย ๆ

ดีใจที่ได้มาอ่าน❤️
Reply
Patnaree
11 days ago
ขอบคุณค่ะ. วางแผนจะไปบุโหลนและลิดี ฯลฯ ในปีนี้ค่ะ

คิดว่าสตูลมาถูกทางแล้วที่พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งก่อนค่อยพานักท่องเที่ยวเข้ามา. แล้วต้องคัดคุณภาพกันนิดนึง. อย่าตามใจนักท่องเลยมากไป. หลงรักสตูลมากค่ะ

ไว้คราวหน้าจะปรึกษานะคะ