จดหมายถึงครูบี: เรื่องเล่าจากดอยจ๊ะโข่
สวัสดีปีใหม่ครับครูบี ผมเขียนงานนี้ขึ้นในช่วงหนึ่งวันหลังจากที่ได้ไปเยื่อมเยือนพี่น้องชุมชนปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) ณ ที่ซึ่งมีความทรงจำดีๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่ซึ่งทำให้ผมรู้สึกเป็นเพียง “คนเมือง” ผู้โง่เขลาและไม่รู้อะไรเลย ที่นี่คือชุมชนบ้านดอยจ๊ะโข่ (ดอยช้าง) ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน อีกชื่อที่เรียกกันติดปากคือ “ป่าแป๋” แต่ชื่อนี้เป็นชื่อที่ค่อนข้างแสลงหูชุมชนครับ เพราะเป็นชื่อที่หน่วยงานราชการตั้งให้ เรื่องราวต่อแต่นี้ไปผมจึงขอใช้ชื่อเรียกชุมชนอันงดงามนี้ว่า “ดอยจ๊ะโข่” เพื่อเป็นการเคารพรากเหง้าและความเชื่อของชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี

ผมเคยเดินทางมาเยือนพื้นที่นี้แล้วหนึ่งครั้งเมื่อช่วงกลางปี สืบเนื่องจากกรณีปัญหาการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทับพื้นที่ป่าและที่ทำกินของชุมชน ตอนนั้นเราประเมินกันภายในว่าชุมชนกำลังเคว้งคว้าง ขาดประสบการณ์ในการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากร แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราใจชื้นและกล้าจะลุยทำงานในพื้นที่นี้คือความเป็นกลุ่มก้อนของพี่น้อง ความเข้มแข็งภายในที่รอการกระตุ้น รอ Guidance ผู้ชี้นำว่ามีทางใดบ้างที่ชุมชนจะสามารถต่อกรกับอำนาจเผด็จการแห่งรัฐได้

วันนี้ผมกลับมาอีกครั้งในฐานะเจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กองเลขานุการของชุมชนในสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งชุมชนดอยจ๊ะโข่เป็นน้องใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิก เพื่อนร่วมทางของผมคือน้องนักศึกษาฝึกงานสองคน จุดประสงค์ในการลงพื้นที่ครั้งนี้คือเก็บข้อมูลเรื่องการจัดการไฟป่าของชุมชนเพื่อใช้โต้แย้งกับข้อกล่าวหาของภาครัฐ และเตรียมการประกาศเป็นเขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษของชาวกะเหรี่ยงตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง นอกจากนั้นผมยังตั้งใจจะใช้ช่วงเวลาสิ้นปีร่วมกับพี่น้องในชุมชนเนื่องในวันคริสต์มาส พร้อมทั้งร่วมงานศพของพี่น้องในชุมชนด้วย

แต่เป้าหมายสูงสุดคือการได้ผูกสัมพันธ์กับพี่น้อง และได้เรียนรู้ความเป็น “ปกาเกอะญอ” ให้มากขึ้น


ดอยจ๊ะโข่: ชุมชนอุดมประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 

จากคำบอกเล่าของ บัญชา มุแฮ หรือ ดิปุนุ แกนนำคนรุ่นใหม่ของชุมชนดอยจ๊ะโข่ สรุปความได้ว่า ชุมชนมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งมาอย่างยาวนาน อาจต้องย้อนไปถึงเมื่อครั้งสมัยยังเป็นเมืองหริภุญชัย (ลำพูนในปัจจุบัน) ครั้งหนึ่งมีปราชญ์นามว่า พือ พากานา ได้เดินสำรวจผืนป่าเพื่อเสาะหาสถานที่จัดตั้งหมู่บ้าน โดยเดินขึ้นไปบนดอยช้างแล้วมองไปรอบๆ ทิศ การสำรวจในครั้งนั้นทำให้เล็งเห็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การจัดตั้งหมู่บ้าน ปราชญ์ผู้นั้นจึงได้วางแผนจัดตั้งชุมชนที่ขุนห้วยแห่งหนึ่งชื่อว่า “แม่สิคี” เมื่ออยู่อาศัยในชุมชนมาได้ระยะหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น หญิงตั้งครรภ์กลับคลอดลูกยาก หรือหากคลอดแล้วเด็กที่เกิดมาก็เสียชีวิตไปหลายคน ชุมชนจึงเชื่อกันว่า เจ้าป่าเจ้าเขาแห่งนี้แรง

หลังจากนั้น ผู้นำชุมชนจึงตัดสินใจย้ายหมู่บ้านใหม่ไปไม่ไกลจากที่เดิมมากนัก โดยย้ายไปอยู่ที่ “หย่าลิเด” ชาวบ้านปักหลักปักฐานอยู่ระยะหนึ่งก็ได้พบกับพระพุทธรูปสีเขียวมรกตประดิษฐานอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้าน โดยชาวบ้านเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ของพระอยู่เดิม ประกอบกับมีเหตุการณ์เด็กตาย เด็กร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ ป่วยแล้วรักษาไม่หาย ชาวบ้านหลายคนคิดว่าเป็นเพราะการมาแย่งที่อยู่ของพระเก่า ชาวบ้านจึงย้ายไปตั้งที่อยู่ชุมชนแห่งใหม่ ตั้งชื่อชุมชนว่า “แดลอปู” ก่อนจะย้ายชุมชนอีกครั้งไปที่ “เชอโกล้ะ” ซึ่งก็คือชุมชนดอยจ๊ะโข่ในปัจจุบัน

บ้านเชอโกล้ะ ปัจจุบันเรียกว่า “ป่าแป๋” ซึ่งเป็นชื่อที่หน่วยงานราชการตั้งให้ แต่ชาวปกาเกอะญอที่นี่ยังคงต้องการให้คนภายนอกรู้จักชุมชนในนาม “ดอยจ๊ะโข่” หรือ “ดอยช้าง” อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ มีคุณค่าทางจิตวิญญาณ (Spirit) ทำให้พี่น้องยังคงอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยความเคารพรักจนถึงทุกวันนี้


มุ่งหน้าสู่ดอยจ๊ะโข่: สดับเสียงป่า สนทนากับ “ต้นกล้า” ปกาเกอะญอ  

ผมเดินทางไปถึงชุมชนดอยจ๊ะโข่ในช่วงค่ำของวันที่ 24 ธันวาคม หลังจากเข้าประชุมเตรียมการสถาปนาพื้นที่ทางจิตวิญญาณร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ค่ำคืนนั้นอากาศหนาวเหน็บ แต่พี่น้องก็ยังคงเปิดบ้านรอรับการมาเยี่ยมเยือนของผมและนักศึกษาฝึกงานของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนืออีก 2 คน เราพูดคุยกับพี่น้องสักพักจึงแยกย้ายกันเข้านอน เตรียมตัวตื่นแต่เช้าตรู่และเดินทางมุ่งสู่ “ดินแดนแห่งจิตวิญญาณ” ซึ่งก็คือบริเวณใจกลางของดอยจ๊ะโข่นั่นเอง

ในเช้าของวันที่ 25 ธันวาคม เรารับประทานอาหารเช้าร่วมกับพี่น้อง ก่อนจะเดินทางไปที่โบสถ์คาทอลิกของชุมชนก่อนเพื่อทักทายพี่น้องบางส่วนที่กำลังร่วมกันเตรียมงานคริสต์มาสในค่ำคืนนี้ ในชุมชนนี้มีพี่น้องคาทอลิกอยู่ไม่เกิน 10 หลังคาเรือนเท่านั้น แต่พี่น้องที่นับถือพุทธก็ไปเอามื้อเอาแรง ร่วมใจกันจัดงานออกมาให้ดีที่สุด ไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่มาให้แขกบ้านแขกเมืองอย่างพวกเราที่ยังไม่คุ้นชินนักกับการอยู่ท่ามกลางพี่น้องต่างภาษา แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยไมตรีจิตของพี่น้อง และการพยายามสร้างความสัมพันธ์ของผมเอง สุดท้ายก็คุยกันถูกคอ เพราะแม้ผมจะไม่ใช่ปกาเกอะญอโดยกำเนิด แต่ใจผมคือ “ปกาเกอะญอ” โดยแท้

หลังรับประทานอาหารเที่ยง เราจัดแจงเตรียมตัวอีกครั้ง พกขวดน้ำสองขวด ซ้อนมอเตอร์ไซค์ของทีมเยาวชนผู้น่ารัก นั่นก็คือพี่ดิปุนุ น้องชะเว๊ะ และน้องยุอุ๊ มุ่งหน้าสู่บริเวณดอยช้างในตำนาน ที่ซึ่งบรรพบุรุษเคารพสักการะและนำมาสู่การก่อตั้งชุมชนดังประวัติศาสตร์ที่ผมเล่าไปแล้วข้างต้น เส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยวลาดชัน ยิ่งขับไปยิ่งเข้าสู่ป่าลึก แมกไม้เขียวขจีวิ่งผ่านไปด้วยความเร็วตามแรงบิดมอเตอร์ไซค์ แต่ยังทันได้เห็นสภาพการจัดการทรัพยากรและการจัดสรรโซนนิ่งการดูแลผืนป่า สังเกตได้จากป้ายที่ติดไว้ ไม่ว่าจะเป็นป่าอนุรักษ์ ป่าอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ป่าอนุรักษ์ต้นน้ำ ที่ชุมชนต้องแบ่งโซนไว้เพื่อไม่ให้เบียดเบียนทรัพยากรมากเกินไป เป็นเครื่องยืนยันว่าผืนป่าเหล่านี้จะยังคงอยู่สืบไปถึงลูกหลานในสภาพที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด

สักพักเราก็มาถึงบริเวณทางขึ้นดอยช้าง ที่มีกฎข้อห้ามงดเว้นการใช้มอเตอร์ไซค์ จากบริเวณนี้ไปเราต้องเดินเท้า ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงทั้งไปกลับตามคำบอกเล่าของพี่ดิปุนุ ก่อนอื่นเราต้องปัสสาวะเป็นครั้งสุดท้าย ทบทวนกฎระเบียบที่เป็นป้ายติดไว้ตรงปากทาง แล้วจึงทำพิธีบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมบอกกล่าวในใจว่า พวกเรามาจากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ มาที่นี่เพื่อมาเรียนรู้วิถีชีวิต มาเก็บข้อมูล และร่วมปกป้องผืนป่านี้ไว้ให้อยู่คู่กับชุมชน ก่อนจะเริ่มออกเดินเท้ามุ่งหน้าสู่บริเวณ “หัวช้าง” ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสถานที่แห่งนี้

เดินมาสักครู่ เราพบถึงน้ำมันสีแดงตั้งเรียงกันอยู่ 5 ถัง น้องช๊ะเว๊ะอธิบายว่า ถังนี้ตั้งเตรียมไว้เพื่อใช้สำหรับฤดูกาลดับไฟในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนของปี 2563 ซึ่งชุมชนได้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม โดยเฉพาะในปี 2562 ที่ผ่านมามีไฟป่าเกิดขึ้นมาก ทำให้เกิดความเสียหายต่อป่า ปีนี้จึงต้องเตรียมตัวอย่างดีเพื่อรับมือไฟป่าที่มีแนวโน้มจะหนักขึ้นกว่าเดิม

บนผืนดินที่ก้าวเดิน ผมสังเกตเห็นรอยไหม้ เถ้าจากใบไม้ยังคงปรากฏ ต้นไม้ใหญ่ริมทางบางต้นไหม้เป็นตอดำ เป็นหลักฐานประจักษ์ชัดถึงความรุนแรงของไฟป่าที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมานี้ พี่ดิปุนุเล่าให้ฟังว่า ไฟที่เกิดขึ้นไหม้มาจากด้านล่างดอย เมื่อไฟไหม้มาจากด้านล่างผสมกับแรงลมในยามค่ำคืน ผืนป่าจะจมอยู่ใต้กองเพลิง ไฟจะลามอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม การดับไฟจำต้องเสี่ยงชีวิตและระมัดระวังมาก วิธีการเดียวที่จะดับไฟบริเวณนี้ได้คือต้องจุดไฟจากบนดอยให้ค่อยๆ ไหลลงไปข้างล่าง เมื่อไฟจากข้างบนกับข้างล่างมาชนกัน แรงของไฟจะลดน้อยลง เรียกวิธีการนี้ว่า “เผาชน” หลังจากนั้นจึงใช้น้ำที่เตรียมไว้ในถังแดงนี้ดับไฟ ภารกิจไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะต้องมีทีม “ดับควัน” และทีมที่คอยตระเวนดูไฟอีกครั้งว่าดับแล้วจริงหรือไม่ โดยเฉพาะบนท่อนซุงซึ่งไฟจะยังคุกรุ่นอยู่ภายในแต่มองด้วยตาไม่เห็น ต้องใช้มีดฟันบริเวณส่วนนอกออก แล้วดับจากข้างในด้วย

การจัดการไฟป่าแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากบรรพบุรุษ ไม่ใช่เพียงการเรียนทฤษฎีในห้องเรียน โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ชุมชนจะเกณฑ์กำลังคนไปทำแนวกันไฟยาวร่วม 30 กิโลเมตร เพื่อเตรียมรับมือไฟป่าที่จะลามมาจากนอกชุมชน แต่ไม่ได้หมายความว่าชุมชนจะดูแลเพียงบริเวณพื้นที่ป่าของชุมชนเท่านั้น เพราะหากเกิดไฟนอกแนวเขตแนวกันไฟ ชุมชนก็ต้องระดมกันไปดับเพื่อป้องกันไฟลุกลามเข้ามา โดยจากปากคำของพี่ดิปุนุ ไม่มีวี่แววว่าชุมชนอื่นโดยรอบจะมีส่วนร่วมในการจัดการไฟป่าแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังกลับพิพากษาว่าชาวกะเหรี่ยงเป็นต้นเหตุแห่งภัยพิบัตินี้ นำไปสู่แรงกดดันที่กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะความเข้มข้นของ PM 2.5 ในอากาศที่เพิ่มขึ้นจนไปกระทบลมหายใจของคนในเมือง
 
อันที่จริง การดับไฟป่าที่กินบริเวณพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ และต้องใช้ความทุ่มเททั้งวันทั้งคืนเป็นเวลากว่า 2 เดือนเช่นนี้ หากไม่ใช่ชุมชนที่รักและผูกพันกับป่าย่อมไม่ต้องการรักษา จากคำบอกเล่าของพี่ดิปุนุ ชุมชนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐเพียงปีละ 50,000 บาทเท่านั้น โดยตัวเลขค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ของชุมชนตกอยู่ที่ 53,000 บาท นี่ยังไม่รวมถึงค่าจ้างตามเรทค่าแรงขั้นต่ำ หรือค่าล่วงเวลาในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานในเวลากลางคืนที่หน่วยงานรัฐควรต้องจ่าย เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานในระดับพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยจัดการไฟป่าแม้แต่น้อย ทำได้มากที่สุดก็เพียงการชี้หน้าประณามกลุ่มชาติพันธุ์ว่าเป็นต้นเหตุแห่งหายนะ แล้วลอยตัวเหนือปัญหา

กลับกัน คนในเมืองเคยคิดหาแนวทางแก้ปัญหาอื่นบ้างหรือไม่ เช่น ลดการปลูกข้าวโพดและอ้อย ลดการเผาในที่โล่ง ลดใช้น้ำมันดีเซล ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ มีมาตรการปิดโรงงาน หรือเลิกสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อีกหลากหลายวิธีที่เป็นไปได้และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

เลิกคิดว่าคนเมืองคือเจ้าของโลกใบนี้ แล้วผลักให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายตกอยู่ที่คนไม่มีปากเสียง

เพราะต้องใช้ชีวิตผูกพันและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในป่าด้วยความเคารพรัก กลุ่มชาติพันธุ์จึงมีองค์ความรู้ในการจัดการใช้ประโยชน์และดูแลรักษาทรัพยากรได้เป็นอย่างดี ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า แม้จำนวนกลุ่มชาติพันธุ์จะคิดเป็นเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรโลก แต่พวกเขากลับเป็นกลุ่มคนที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้โลกนี้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ 
ในขณะที่ผมมองตามแผ่นหลังของพี่น้องผู้นำทางที่ค่อยๆ ก้าวเดินไปในผืนป่าอย่างมั่นคง ประกอบกับภาพป่าเขียวขจี พันธุ์พืชและสัตว์นานาชนิด และสายธารที่ไหลไม่มีวันเหือดแห้ง ทำให้ประจักษ์ชัดแจ้งแก่ใจผมแล้วว่า พวกคุณคือกลุ่มคนที่มหัศจรรย์ที่สุด
 
เราเดินเรื่อยมาจนในที่สุดก็ไปหยุดอยู่บนบริเวณหลังช้าง ที่สามารถมองเห็นบริเวณหัวช้างได้อย่างชัดเจน เราหยุพักอยู่ตรงนั้น ดื่มด่ำกับบรรยากาศแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยพบ เป็นครั้งแรกที่ได้ยืนอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 1,400 เมตร แล้วมองภาพโดยรอบด้วยความตื่นตะลึง ภาพที่มองด้วยตาช่วงสวยงามเกินกว่าจะเก็บภาพใดให้งามเท่า ยิ่งได้มาอยู่อยู่ตรงนี้พร้อมกับพี่น้องที่รัก ทุกรอยยิ้ม ทุกเสียงหัวเราะ ทุกคำบอกเล่ายังตรึงอยู่ในความทรงจำ ไม่เว้นแม้แต่ทุกถ้อยแถลงความกังวลใจที่ยิ่งทำให้เรารักและหวงแหนผืนป่านี้ไม่ต่างจากพี่น้องปกาเกอะญอที่นี่เลย


“เราจะอยู่กับป่าได้อีกนานแค่ไหน?”
 
เสียงสะท้อนจากชุมชนปกาเกอะญอหลายแห่งในพื้นที่ภาคเหนือเท่าที่ผมได้ลงทำงานมา ต่างกังวลในประเด็นความมั่นคงในด้านที่ดินเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยพวกเขาต่างอยู่อาศัยและทำกินอยู่ในผืนดินที่รัฐถือกรรมสิทธิ์ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งทรัพยากรที่รัฐสามารถนำไปหาประโยชน์ใส่ตนได้มากมาย ชุมชนยิ่งรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต

จากนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าในประเทศไทย เป็นพื้นที่ 80 ล้านไร่ ทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต้องเร่งประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้ได้ตามเป้า นำมาซึ่งการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าป่าบ้านโฮ่งในปี 2559 โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด พื้นที่ของชุมชนบ้านดอยจ๊ะโข่มีอยู่ 21,034 ไร่ ถูกกันพื้นที่ออกให้ชุมชนได้อยู่อาศัยและทำกินเพียง 9,000 ไร่เท่านั้น ผืนดินผืนป่าอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผมยืนอยู่นี้ก็ถูกประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทับเช่นกัน คำว่า “จิตวิญญาณ” คงยากเกินไปที่จะอธิบายให้หน่วยราชการรับฟังและเข้าใจ

เขาบอกว่า “จิตวิญญาณ” เป็นเพียงความรู้สึก

เขาบอกว่า “จิตวิญญาณ” ไม่มีมาตรวัดทางวิทยาศาสตร์

เขาบอกว่า “จิตวิญญาณ” ไม่สามารถช่วยดูแลป่าได้

แล้วผืนป่าที่ผมเห็นอยู่นี้คืออะไร?
 
ป่ายังเขียว น้ำยังใส สรรพเสียงสัตว์ป่ายังระงมก้อง นี่หรือคือข้อกล่าวหาที่ว่า “จิตวิญญาณ” ดูแลป่าไม่ได้ ครูบีครับ ผมคือคนที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ผมไม่นับถือศาสนา ผมมีความคิดเชิงวิพากษ์ในแบบที่เราได้พูดคุยกันในห้องเรียน แต่วันนี้ครูรู้ไหมครับ ผมกลับเลิกวิพากษ์สิ่งเหนือธรรมชาติ แล้วมุ่งวิพากษ์ที่ความกระด้างในจิตใจของคนที่กินภาษีประชาชนเป็นเงินเดือนแล้วกลับมาทำร้ายประชาชนแทน

พี่น้องบอกผมว่า พวกเขาผิดเอง พวกเขาผิดตั้งแต่เกิด เกิดมาก็ผิดกฎหมาย เพราะเกิดมาในป่า เกิดมาเป็นปกาเกอะญอ คำว่า “คนเราเลือกเกิดไม่ได้” กลับแวบขึ้นมาในความนึกคิดและเป็นครั้งที่ผมสะท้อนใจที่สุด แต่พี่น้องกลับบอกผมว่า ถ้าชาติหน้าเลือกเกิดได้ ก็จะขอเกิดมาเป็นปกาเกอะญอ เพราะอยากขอกลับมาดูแลป่าผืนเดิมที่บรรพบุรุษเคยดูแลไว้ให้เรา
 
ก่อนจะกลับจากดอยจ๊ะโข่นั้น ผมได้ทำสิ่งที่ผมไม่เคยคิดจะทำมาตลอดชีวิต คือการมองขึ้นไปบนท้องฟ้า หลับตาแล้วกล่าวขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ผมได้มายืนอยู่ตรงนี้ มาเห็นกับตา มาย่ำกับเท้า และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ปกปักษ์สถานที่แห่งนี้ ขอให้พี่น้องแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ไม่ลืมที่จะขอให้ผมได้เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่พาพี่น้องไปสู่ความสำเร็จในภายภาคหน้าด้วย

ผมกลับออกมาด้วยกำลังใจเต็มเปี่ยม ด้วยความซาบซึ้งใจไหลล้นปรี่

คุณค่าในชีวิตของแต่ละคนต่างกัน ในปีนี้ผมค้นพบคุณค่าในชีวิตของตัวเองแล้ว คุณค่าของตัวเองที่จะปกป้องพี่น้องด้วยชีวิต ตอบแทนพี่น้องที่ดูแลผืนป่าเพื่อพวกเราทุกคน 
SHARE
Writer
golfpcr
Journalist, Activist
Voice of the voiceless. Northern Peasant Federation (NPF) People Movement for Just Society (P-Move)

Comments