อดีต ฉัน ปัจจุบัน บนเส้นทางรถไฟ
ไอแดด ลมบ่ายแก่ๆในวันอังคารอาจทำให้รู้สึกแสบผิวกายบ้าง
แต่บรรเทาไปได้ด้วยเสียงร้องบรรเลงเพลงของเหล่านกน้อย
ขณะที่ฉันนั่งรอรถไฟขบวน75 รอบเวลา 15.37 น. 
ชายวัยรุ่นนอนทอดกายบนม้านั่งถัดไปอีกสองตัว

“รางรถไฟไม่ปรากฏแรงสั่นสะเทือนใดๆ
..แน่ล่ะ ยังไม่ถึงเวลาออกเดินทาง”
.
.
ความรู้สึกกล้าๆกลัวๆกับการเดินทางครั้งนี้เลือนหาย
กลายเป็นความตื่นเต้น ท้าทาย สบายใจในที่สุด 
เมื่อได้พบกับบุคคลใจดีทั้งหลาย

-บุคคลใจดีหมายเลข 1-
น้องผู้หญิงคณะวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น (COLA) ปี 2

วันนั้นตัดสินใจจอดรถมอไซค์ไว้ที่หอเก้าหลังเพราะต้องเอาของไปคืนเพื่อนที่นั่น บวกกับความกลัวว่ารถจะถูกขโมยไปอีกหากจอดไว้ที่อื่น ทีแรกตั้งใจว่าจะเดินไปขึ้น KKU Smart Bus ภายใต้อากาศที่ร้อนแรงสายตาก็เหลือบไปเห็นน้องผู้หญิงกำลังถอยรถมอไซค์ในลานจอดรถ เราเริ่มการสนทนาและน้องใจดีให้ติดรถมาลงที่คอมเพล็กซ์เพื่อส่งเราขึ้นรถสองแถวไปสถานีรถไฟ ระหว่างทางเราพูดคุยกันตลอดทาง น้องเป็นกันเองและมีทรงผมที่เท่มาก อย่างที่เราได้บอกน้องไปว่ามันเท่มากจริงๆก่อนจะแยกย้ายกันไปด้วยรอยยิ้มและคำขอบคุณ

-บุคคลใจดีหมายเลข 2-
คุณลุง (พนักงานขับรถสองแถวประจำทาง สาย 8)

เราสอบถามวิธีการเดินทางไปยังสถานีรถไฟก่อนขึ้นรถ คุณลุง(ที่น่าจะอายุมากเท่าๆกับคุณตาของเรา)เชิญชวนให้เรานั่งด้านหน้าด้วยกัน จากนั้นเราก็ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์พูดคุยกันเล็กน้อย
จากคำตอบของเราที่บอกถึงเหตุผลของการเดินทางกลับบ้านที่อุดรธานีครั้งนี้โดยรถไฟจบลง ก็ทำให้รู้ว่าคุณลุงขับรถประจำทางมาตั้งแต่ปี 2538 (นั่นปีเกิดหนูเลยนะคะ) ลุงเริ่มอาชีพนี้ที่อุดรธานี
“อุดรธานีเจริญมากเลยนะสมัยนั้น มีห้างเจริญศรีแล้วด้วย ของขายอะไรๆก็มาถึงก่อนขอนแก่น เพราะสินค้าเข้ามาจากทางหนองคาย..”

บทสนทนาดำเนินไปด้วยเสียงหัวเราะ และเมื่อถึงที่หมายคุณลุงอวยพรขอให้เราโชคดี

ฉันลงรถที่หน้าแฟรี่พลาซ่าเพื่อรอขึ้นรถสองแถว สาย 10 ตามคำแนะนำของคุณลุง เป็นอีกครั้งในรอบหลายปีนับตั้งแต่จบมัธยมก็ไม่ได้นั่งรถสองแถวตรงท้ายที่มีไว้สำหรับวางของ

“รางรถไฟไม่ปรากฏแรงสั่นสะเทือนใดๆ
..แน่ล่ะ ยังไม่ถึงเวลาออกเดินทาง”

ฉันก้มมองดูนาฬิกา อีก 17 นาทีเห็นจะได้ พลางนึกย้อนไปเมื่ออายุราว 7 ขวบ เป็นครั้งแรกและครั้งล่าสุดที่ได้เดินทางโดยรถไฟ ติดตามแม่ไปกรุงเทพฯแบบกะทันหัน ผู้คนมากมายหอบสัมภาระเตรียมพร้อมออกเดินทาง 
ฟ้ามืดมองไม่เห็นดาว อ่อ ไม่เสมอไปสินะ 
อาจเป็นฉันที่จำรายละเอียดท้องฟ้าไม่ได้เอง คืนนั้นอาจจะมีดาวหรือเดือนก็ได้

ครั้งนี้ต่างออกไป ต่างที่อายุ จุดหมาย มุมมอง
และต่างกันตรงที่ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหน้าบ้างในแต่ละขณะ

-บุคคลใจดีหมายเลข 3-
คุณตาเฉ็ม , ชาวสตูลผู้เดินทางมาเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าที่อุดรธานี

ขณะที่ร่างกายรับรู้ถึงแรงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างรถไฟฝั่งขวาที่ถูกเปิดไว้เกือบเต็มบาน ตาเฉ็มเดินมาจากอีกฟากของตู้รถไฟเพื่อมาเข้าห้องน้ำที่อยู่ถัดออกไปจากที่นั่งฉัน แต่ประตูห้องน้ำเปิดไม่ออก ซึ่งฉันก็ไม่ทันได้สังเกตว่าก่อนหน้ามีใครเข้าไปหรือเปล่า
ฉันบอกไปอย่างไม่แน่ใจ ตาเฉ็มยืนรอคิวอยู่สักพัก คงไม่ดีนักหากยืนต่อไปขณะที่รถไฟวิ่งอยู่ ฉันจึงเชิญชวนให้มานั่งด้วยกัน และก็เป็นไปอย่างเดิมเสมอที่บทสนทนาก็เกิดขึ้นหลังจากรอยยิ้มแรกของการพบกัน
ตาเฉ็มมีอาชีพทำไร่ทำสวนและยังกรีดยาง อาศัยอยู่ที่บ้านใน อำเภอละงู จังหวัดสตูล ขณะที่เล่าอยู่นั้นก็ก้มลงไปหยิบมีดสำหรับกรีดยางออกจากกระเป๋าให้ฉันดู มีดสำหรับกรีดยางเหล่านี้เดินทางเพื่อมาพร้อมกับคุณตาเพื่อมาเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าที่อุดรซึ่งไม่ได้เจอกันนานถึง 10 ปี มีดนี้นับเป็นของฝากอีกอย่างในบรรดาสัมภาระและขนมต่างๆที่หอบหิ้วมาวางที่นั่งตรงข้ามฉัน (อ่อ หลังจากที่เข้าห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย คุณตานั่งคุยกับฉันอยู่นานทีเดียวและภายหลังได้ย้ายมานั่งด้วยกัน)

การพูดคุยกันบนรถไฟปกติแล้วก็ต้องใช้เสียงดังอยู่แล้ว การคุยกับตาเฉ็มเป็นไปด้วยการถามซ้ำสองถึงสามครั้งในบางประโยค ไม่ใช่เพราะเสียงคุณตาเบาเกินไปหรอก แต่เป็นเพราะภาษากลางสำเนียงใต้ที่ฉันไม่คุ้นหู นึกย้อนไปก็ขำดีเหมือนกัน

ก่อนจะถึงเวลาต้องแยกทางกันไป ฉันเพิ่งนึกได้ขึ้นมาว่ามีสิ่งที่ฉันสามารถใช้แทนคำขอบคุณสำหรับขนมของฝากที่แบ่งให้มาทาน ขอบคุณมิตรภาพจากประสบการณ์ครั้งนี้ ..สิ่งนั้นคือภาพวาด

คุณตาขอแลกเบอร์โทรศัพท์กันและฉันได้ขอที่อยู่คุณตาไว้
แล้วจะส่งจดหมายส่งโปสการ์ดไปทักทายนะคะ

เพียงสถานีถัดไปก็ถึงที่หมาย คุณตาถ่ายภาพให้ก่อนฉันจะลงรถ
เราต่างอวยพรให้กันและกันโชคดี









SHARE
Writer
Suninthemorning
Art teacher
ครูศิลปะที่พูดคุยกับตัวเองด้วยการเขียนภาพ และอยากพูดคุยกับคนอื่นบ้างด้วยการเขียนคำ

Comments