จะดูแลต่อเอง
บังเอิญจังที่วันนี้เป็นวันเด็ก

ก่อนจะเข้านอน ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันคิดถึงเพื่อนสนิทสมัยประถมเหลือเกิน 

ฉันพยายามจะเสิร์ชหาชื่อเพื่อนๆ เหล่านั้นในโซเชี่ยล นึกได้ว่าไม่ได้ทำแบบนี้เป็นครั้งแรก แต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม คือหาไม่เจอ

ขนาดความจำดีจนจำชื่อนามสกุลพี่สาวเพื่อนได้ แต่ก็หาไม่เจออยู่ดี

พอคิดถึงเพื่อนมากเข้า ความทรงจำในอดีตก็ไหลย้อนกลับมา เกิดอยากจะรู้ชีวิตความเป็นไปของบรรดารุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่าขึ้นมา เป็นโรงเรียนที่ฉันเรียนชั้นประถมและมัธยมต้น ก็เลยลองหาดูจากแฮชแท็กในอินสตาแกรม

ดีใจที่เห็นพี่ๆ เหล่านั้นโตขึ้น ในแบบที่คิดไม่ถึงว่าเด็กมัธยมหน้าใส ก็ใสบ้างไม่ใสบ้าง จะกลายเป็นหญิงสาวที่ดูต่างไปจากเดิมมากถึงขนาดนี้

ช็อกสุดคงจะเป็นพี่คนหนึ่ง ที่ฉันเคยนั่งโต๊ะกินข้าวเดียวกันอยู่หนึ่งปีเต็ม พี่ม.6 ที่เป็นคนตักข้าวจากโถข้าวหัวโต๊ะใส่จานส่งให้น้องๆ อีกหกคนในโต๊ะ ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น

พี่เขาผิวสวย หน้าตาสะสวย บุคลิกดี พูดภาษาอังกฤษไพเราะ มีผลงานในวงการบันเทิงเล็กน้อย ใครๆ ก็ชื่นชม

วันนี้พี่เขาแต่งงานแล้ว

หากนับอายุดู ก็คงไม่น่าแปลก เพื่อนในรุ่นฉันบางคนยังแต่งงานกันแล้วเลย นี่อายุ 28-29 แล้ว ทำไมจะแต่งงานไม่ได้

บางทีเราก็เผลอจดจำภาพในอดีต ติดตรึงฝังแน่น จนกาลเวลาที่ผันผ่านดูเหมือนเป็นเรื่องโกหก

เด็กผู้หญิงวัยสิบแปดคนนั้น...

กลายเป็นเจ้าสาวไปแล้ว

สวยงามเสียยิ่งกว่าเจ้าหญิง งานวิวาห์ที่ดูเหมือนภาพวาด 

แต่ละรูปที่อยู่ในนั้น มันหวานละมุนจนฉันรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในห้วงอารมณ์ของแขกในงาน เฝ้ามองดูผู้หญิงที่สวยที่สุด บอบบางที่สุด น่าทะนุถนอมที่สุด สว่างไสว สดใส น่ารัก อ่อนโยน งดงามที่สุดในวันนั้น

ผ่านมาสิบปีแล้วสินะ

ฉันหยุดตัวเองไม่ได้ ที่จะค้นหาผู้คนที่เคยรู้จักในอดีต จากกล่องความทรงจำปิดตายใบนั้น ที่ไม่ค่อยได้แง้มออกดูบ่อยครั้ง

เริ่มเข้าใจละว่าทำไมอินสตาแกรมถึงเป็นแอปที่มีผลต่อความซึมเศร้าของคนมากที่สุด

ดูไปๆ ก็มีความคิดนึงเกิดขึ้นมาหละว่า

โห ชีวิตเรานี่มันโคตรจะแย่เลยว่ะ
ในขณะที่คนพวกนั้นใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในหนังสักเรื่อง หรูหราฟู่ฟ่าจนชวนให้นึกถึงเรื่อง The Great Gatsby เสพสุขอยู่บนกองเงินกองทองแลข้าวของราคาแพง

ฉันยังเป็นแค่พนักงานบริษัทต๊อกต๋อย เรียนปริญญาโทเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ (แต่เอาตัวเองยังไม่รอด) ยังอยู่บ้านเก่าๆ โทรมๆ ที่เป็นของคนอื่นอยู่เลย

ความจนทำให้เราเครียดจริงๆ

พอเผลอไปเทียบกันแล้ว ชีวิตเราไม่ใช่แค่แย่ แต่มันช่างน่าสมเพชสิ้นดี

เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้น มันถึงมีแรงฮึดขึ้นมา จนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ขนาดนี้

ทำไมมันถึงได้พยายามอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่จะดีดตัวเองออกมาจากสถานที่แห่งนั้น

ก็เพราะคนรอบตัว เขาต่างจากเรามากไง

สมัยเรียนก็พอรู้ว่าเพื่อนหลายคน ที่บ้านสุดแสนจะร่ำรวย เป็นเจ้าของธุรกิจบ้าง เจ้าของธนาคารบ้าง นามสกุลโด่งดัง ลูกท่านหลานเธอ 

ตอนฉันยังเป็นแค่เด็กประถม ก็มีการซุบซิบนินทาถึงเรื่องการเลือกปฏิบัติของครูในหมู่เด็กเสียแล้ว

ตัดภาพมาที่ตอนนี้...

ศิษย์เก่าโรงเรียนเก่าของฉัน มีทั้งนักร้องดัง นางเอกหนัง นางเอกละคร นางงาม บางคนก็ลงรูปไปเที่ยวทั่วโลกถี่เสียจนดูเหมือนว่าชีวิตไม่ต้องทำอะไรนอกจากใช้เงินไปวันๆ

เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้นพวกเขาไม่ตั้งใจเรียน

ก็ไม่ต้องกังวลกับอนาคตแบบฉันไง

เด็กหญิงที่อายุแค่สิบเอ็ดขวบ พ่อก็เกษียณจากงาน แม่ก็เอาแต่ปรับทุกข์เรื่องฐานะของบ้านเราให้ฟังไม่หยุดหย่อนลากยาวมาจนปัจจุบัน จนพาลเกลียดพ่อตัวเองที่ไม่ขยันหาเงิน 

ถึงปัจจุบันจะไม่ได้เกลียดพ่อแล้ว แต่ก็ยังเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอ่อนแรงกับการเรียนไปทำงานไปมาตลอดหกปีเต็ม พอไม่ทำงานก็วิตกกังวล สุขภาพจิตเสียอยู่ดี ต้องคิดหาอะไรทำอยู่ตลอดจนอ่อนเพลียไปทั้งกายใจ

พอมองไปที่เพื่อนๆ รุ่นพี่ หรือรุ่นน้องที่มีใบหน้าคุ้นเคยเหล่านั้น

ความหรูหราจะมาคู่กับพวกเขาเสมอ แม้แต่เพื่อนสนิทที่คบกันมาจนตอนนี้ บางคนก็กำลังจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ บางคนก็หรูหราไม่แพ้กลุ่มนั้น เพื่อนที่ฉันมองว่าเป็นสาวสังคมดูไฮโซ แต่นิสัยไม่น่าคบหาเท่าไร (ในสมัยนั้น)

เพราะประสบการณ์ในวัยเด็ก ทำให้ฉันเกิดความหลังฝังใจว่า ‘คนที่ยิ่งรวย จะยิ่งใจร้าย’ 

อ่านบทความนึงบอกว่่า ‘ถ้าคุณกลัวเงิน กลัวความรวย คุณก็จะไม่มีวันรวย’

ฉันว่าฉันต้องหาวิธีงัดความกลัวเก่าๆ ของตัวเองออกไปก่อน

การเปิดความทรงจำวัยเด็กของฉันออกมา มันค่อนข้างทำให้สะเทือนใจ

ได้ลองกลับไปรู้สึกต่ำต้อย ด้อยค่า ตัวเล็กจิ๋ว อยู่ในชนชั้นที่ต่ำกว่า ได้แต่ชะเง้อคอมองดูว่าพวกคนรวยๆ เขาใช้ชีวิตยังไงกัน แล้วก็ตัดใจ กัดฟันก้มหน้า ต่อสู้กับชะตาชีวิตของตัวเองต่อไป

ความจนนี่เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้เด็กขี้เกียจอย่างฉันลุกขึ้นมาตั้งใจเรียน

เพราะการศึกษาเป็นสิ่งเดียวที่จะพาฉันออกไปจากสภาพนั้นได้

เกือบจะลืมไปแล้วหละ ว่าตอนนั้นฉันรู้สึกยังไง


ขอบคุณนะ

ไม่มีอะไรจะบอกเด็กหญิงคนนั้นเลย นอกจากคำว่าขอบคุณ

ยังจำคืนนั้นได้อยู่เลย ที่เรานั่งอยู่ในตึกเรียนเก่า ตอนหัวค่ำ เพื่อนสนิทก็สอบติดโรงเรียนอื่นแล้ว เราเครียดมากเลยเนอะ นอนตะแคงหน้าทับเสื้อคลุมที่พับไว้เป็นสี่เหลี่ยมบนโต๊ะ มองออกไปนอกหน้าต่างไม้ เห็นท้องฟ้าที่มืดกว่าสมัยนี้ แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

กลัวสอบไม่ติดเตรียม

ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วสิจากตอนนั้น

จากจุดที่ไม่พอใจชีวิตสุดๆ พุ่งขึ้นไปสู่จุดที่พอใจชีวิตสุดๆ จนเริ่มเฉื่อยชา เริ่มไม่อยากท้าทายตัวเอง มองไปทางไหน ก็เห็นแต่คนที่มีความสุขน้อยกว่าเรา ไม่ก็เท่าๆ กับเรา 

พอใจกับที่เป็นอยู่แล้ว อยากมีความสุข สนุกไปวันๆ 

แต่พอเหลือบไปเห็นคนที่คุณภาพชีวิตดีกว่าเท่านั้นแหละ เหมือนเป็นซึมเศร้าเฉียบพลันขึ้นมาทันใด

ทำไมพวกเขาไปที่ไหนก็ได้ในโลก ส่วนเรายังต้องกินน้ำกร่อย สำลักฝุ่น PM 2.5 นั่งด่ารัฐบาลโง่ โดนนายทุนขูดรีด รำคาญพวกเล่นมุกอิรัชชัยมาเสะไปวันๆ อยู่เลย

ถ้าลึกๆ มันยังไม่พอใจ ก็คงต้องพยายามต่อไปนั่นแหละ

สิบปีที่แล้ว...

เจ้าตัวเล็ก เธอยังเป็นเด็กหญิงอยู่เลยนะ

ยังไม่รู้เลยว่าจะมาได้ไกลแค่ไหน

แต่ก็มาได้ไกลเกินฝันจริงๆ นั่นแหละ

สัญญากันได้มั้ยล่ะ ว่าต่อจากวันนี้จะทำให้เต็มที่

ให้ตัวเราในวัยสามสิบสี่มองย้อนกลับมา

แล้วพูดได้เต็มปากว่าภูมิใจในตัวเองจัง

ไปให้มันไกลเกินกว่าที่วันนี้เราจะกล้าฝัน

น้องคนนั้นน่ะ เค้าทุ่มเทไปเยอะเลยนะ กว่าจะมีเราในวันนี้ 

แล้วเราในตอนนี้ จะรับมันไปดูแลต่อได้หรือเปล่า

เด็กคนนั้นก็ยังอยู่ในตัวเรานี่แหละ

ฉันคนใหม่ ก็ไม่ได้เป็นคนที่แย่อะไร 

ถึงจะสดใส ร่าเริง และรักตัวเองมากอย่างที่ฉันในวัยเด็กคงไม่เชื่อว่าจะรักได้ แต่ก็ดันติดเล่น และรักสบายไปเสียหน่อย

วัยเด็กผ่านไป วัยรุ่นผ่านพ้น กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้วนะ

อย่าเพิ่งท้อสิ เติบโตต่อไปด้วยกัน

สุขสันต์วันเด็กนะตัวเรา :)











SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments