Amelie Poulain : เอมิลี ปูแลงค์
○○○หญิงสาวที่ไม่ได้มาจากฟากฟ้า แต่คุณค่าของเธอคือคนดี ที่มอบสิ่งดีๆ ให้คนรอบข้างอย่างจริงใจ○○○

"ความดี"ของสาวน้อย เอมิลี ปูแลงค์ แห่ง มองมาตร์ คือเสน่ห์แต้มรอยยิ้ม ที่ทำให้
"ใครๆ ก็หลงรักในความคิด และการมองโลกอย่างใจเย็น และเย็นใจของเธอ”

หลายๆ สิ่งที่เอมิลีทำลงไป
คือสิ่งที่หลายๆ คนในโลกของความเป็นจริงโดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย หรือเหงาๆ อย่างมีความสุข ต้องการที่จะพานพบความรู้สึก และเรื่องราวดีๆ อย่าง นี้บ้างจัง!

...ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้...

หากได้เริ่มต้น “เป็นผู้ให้” อย่างความบริสุทธิ์ใจ...ซึ่งไม่จำเป็นต้อง “เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่”...เพียงแค่เป็นการ “ให้” จากทัศนคติและมุมมองที่มีต่อโลกในแง่บวก...เท่านี้ ก็จะได้สัมผัสกับความรู้สึกดีๆ ที่สาวน้อยคนนี้ได้สัมผัส”

--------------------
♤♤เด็กหญิงตัวจ้อย ในคืนวันน้อยๆ ที่ไม่มีแม้แต่เพื่อน♤♤

...เอมิลีเติบโตมาโดยไม่มีคุณแม่อยู่เคียงข้าง เพราะคุณแม่ของเธอ ( อามาดีน ฟูเอ้ “Amandine Fouet” ) เสียชีวิตตั้งแต่เธออายุไม่กี่ขวบ

.....ซึ่งวันนั้นในอดีต คุณแม่ของเธอไปขอพรต่อวิหารนอร์ทเธอร์ดาม เพื่อให้ได้ลูกชายตัวน้อยๆ

...แต่แล้ว “อาจเป็นเพราะสวรรค์ฟังผิดไป!”...จึงถีบส่งนักท่องเที่ยวชายชาวแคนาดา ผู้หมายฆ่าตัวตายโหม่งโลกลงมาจากวิหาร แต่กลับตกใส่คุณแม่ของหนูน้อย จนท่านเสียชีวิตในทันที!?”

...นับแต่นั้นหนูน้อยขี้อายจึงไม่ค่อยพูดกับใคร ซึ่งแม้แต่ตอนที่คุณแม่ยังอยู่ และท่านก็มีอาชีพเป็นครูต้องสอนเด็กๆ มากมาย...ยังเห็นว่า
“เอมิลีเป็นเด็กประหลาด และแปลกแยกจากคนทั่วไป”
จึงกลัวที่เธอจะไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ จึง “เปิดสอน” ลูกสาว โดยมี “บ้าน”
เป็นเสมือนโรงเรียน

...แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าบ้านหลังนี้ ว่า “บ้านของครอบครัว” หรือ “โรงเรียนเฉพาะเอมิลี” ...ก็ไม่สามารถเรียกได้ว่า “บ้าน” อย่างเต็มปาก

เพราะแนวทางกำหนดบทบาทของคนในครอบครัวนั้นคือ “การเป็นอนุรักษ์นิยมอย่างสุดขั้ว” ซึ่ง “ราฟาเอล ปูแลง(Raphael Poulain)” ผู้เป็นพ่อ เคร่งครัดในระเบียบวินัย

ส่งผลต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อทุกความคิด ต่อทุกการกระทำของหนูน้อย ซึ่งต้องอยู่ในระเบียบแบบแผน-ไม่สมควรคิดต่าง...จน

"สิ่งที่เรียกว่าบ้าน” จึงมีแต่บรรยากาศของความเคร่งเครียด ปกคลุมไปทั่ว

ถึงขนาดปลาทองที่เลี่ยงไว้ในโถแก้ว-ทนไม่ไหวต้องกระโดดออกมาเพื่อหมายฆ่าตัวตาย ถึงสองครั้ง!

...ทำให้เอมิลีป้องกันการฆ่าตัวตายครั้งที่สามของปลาทอง ตัดสินใจนำเจ้าปลาทองน้อย ไปปล่อยไว้ในลำธารเล็กๆ ที่ไหลเย็นและชุ่มฉ่ำ

...ซึ่งที่นั่น ก็ทำให้เอมิลี เริ่มที่จะรู้จักการได้สัมผัสกับ ความสุขเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวเพียงแต่ เปิดใจและหามันให้เจอ เป็นครั้งแรกๆ ในชีวิต

ดังนั้น...เมื่อเอมิลีไม่จำเป็นต้องไป“โรงเรียนของจริง”
จึงทำให้หนูน้อยไม่รู้จักโลกภายนอก
ไม่รู้จักการเข้าสังคม
.เพราะขนาดตอนที่คุณแม่ยังอยู่...แม้แต่ “การสร้างปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อ” ก็ยังไม่ค่อยเกิดขึ้น

..แตกต่างจากคุณพ่อและคุณลูกในครอบครัวอื่นๆ ซึ่งเอมิลีเห็นเด็กๆ เหล่านั้นได้รับไออุ่นจากการพูดคุยและการสัมผัสทางกายจากคนเป็นพ่อ

...และนับประสาอะไรกับคนที่อยู่ภายนอกบ้านที่ “คุ้นเคยกันเพียงใบหน้า” แต่ “ไม่คุ้นเคยกันที่ตรงหัวใจ”...

“จึงเป็นเรื่องที่น่าปวดร้าว เพราะในเมื่อคุณพ่อของเอมิลี ท่านเป็นถึงนายแพทย์ใหญ่ แต่เมื่อมาสัมผัสกับตัวของลูก ก็กลับคิดว่าลูกไม่สบาย เพราะหัวใจร้อนผ่าว และโลหิตสูบฉีดถี่ขึ้น... ความจริงแล้วเป็นเพียงความรู้สึกตื่นเต้น ที่เอมิลี่ได้รับสัมผัสอันอบอุ่น ที่ไม่ค่อยได้รับจากคนเป็นพ่อ”

ดังนั้น เมื่อคุณแม่จากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

. หนูน้อยจึงกลายเป็นเด็กที่เก็บตัวมากกว่าเดิม มีเพียง “หัวใจดวงเล็กๆ” คอยสร้างสรรค์จินตนาการอันประหลาดล้ำเพื่อเติมเต็มความรู้สึก และทดแทนความเปลี่ยวเหงาของชีวิต

ไม่ว่าจะเป็น
...เมฆก้อนเล็กๆ บนท้องฟ้าที่เธอจะจินตนาการเป็นรูปร่างต่างๆ ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ
...หรือมีเพื่อนเล่นเป็น “ตุ๊กตาจระเข้ร่างใหญ่” ซึ่งเธอมักจะเล่นเป็นคุณหมอ ส่วน“พี่เข้”เป็นคนป่วยที่มาขอให้เธอช่วยตรวจโลก
ขณะที่คุณพ่อของเธอท่านจมอยู่กับการสูญเสียคุณแม่อันเป็นที่รัก และมุ่งมั่นอยู่กับการทำที่ฝังอัฐถิ ให้กับคุณแม่ จนทำให้หนูน้อยและคุณพ่อเกิดช่องว่างระหว่างกันและกันมากขึ้นกว่าเดิม

“แล้วเมื่อโมงยามที่แสนเปลี่ยวเหงาพ้นผ่านไป ในวัย 23ปี ที่สามารถใช้ชีวิตในโลกภายนอกด้วยตัวเอง
..เอมิลี จึงหยิบฉวยโอกาสนั้น เพื่อออกมาจาก “บ้าน” ที่ไม่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบ้าน...เพื่อให้ห่างจากความกดดันและความเครียดที่เกิดขึ้นมานานตั้งแต่ยังเด็ก”

...........................................

♡♡♡ หญิงสาวแห่ง มอง มารต์♡♡♡

เมื่อเอมิลี เติบโตเข้าสู่วัยเริ่มต้นทำงาน...เธอก็ได้ออกจากบ้านที่แสนเหงาและเดียวดายซึ่งอยู่มาหลายสิบปี เพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในย่าน “มอง มารต์” ด้วยการเช่าห้องเล็กๆ ซึ่งอยู่บนชั้น 5 ของอพารต์เมนต์ที่อยู่ใกล้ๆ กับร้านกาแฟ “Les deaux Moulins” หรือ “กังหันคู่” ซึ่งเธอทำงานเป็นพนักงานเสริฟอยู่ที่นั่น

.โดยจะกลับไปเยี่ยมคุณพ่อที่บ้านเก่าอาทิตย์ละครั้ง เพื่อดูแลช่วยเหลือและสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของท่าน “ซึ่งไม่ต่างจากหลังจากที่แม่เสียชีวิต”

...ชีวิตนอกบ้าน ทำให้หญิงสาวที่ “ใจไม่ค่อยกล้า” และ“ขี้อาย” ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยความกล้า ที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ใน“สังคม”

สำหรับเธอ...สังคมที่เธอรู้จักเป็นเพียงแค่ “มุมเล็กๆ ของมองมารต์” ที่อาณาบริเวณไม่ค่อยออกไปไกลกว่า “ร้านกาแฟ” และ อพารต์เมนต์” แต่กระนั้น เธอก็ได้ค้นพบในสามสิ่งสำคัญ อันได้แก่

...หนึ่ง...
“การมอบความรู้สึกของความสุข ให้กับตัวเอง”

เอมิลี...รู้จักที่จะแสวงหาความสุขเล็กๆ ที่รายล้อมรอบๆ อยู่รอบตัวเธอในย่านมองมารต์ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่อาจมองข้ามและไม่เห็นค่าของการกระทำเหล่านี้ แต่สำหรับเอมิลี่...ความรู้สึกเหล่านี้คือสิ่งที่เธอโปรดปราน

“ไม่ว่าจะเป็นความสุขเล็กๆ จากการใช้ช้อนค่อยๆ ละเลียดแคะหน้าขนมเค้กทีละอย่างละมุนอารมณ์ คือความอบอุ่นที่เธอเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน

หรือการที่เธอชอบเก็บก้อนหินแบนๆ ไว้เสมอเมื่อพบเจออยู่ตามรายทาง เพื่อในยามว่าง เธอจะนำไปขว้างใส่ผิวน้ำใสๆ ที่ไหลอยู่ในลำธารเล็กๆ ให้กระดอนหลายๆ ครั้งด้วยความชอบใจไม่ต่างจากเด็กตัวเล็กๆ ที่มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้า ไม่ต่างจากดวงตากลมโตที่ราวกับยิ้มได้จากการได้บีบเม็ดพลาสติกกันกระแทก

รวมทั้งการที่เธอมักจะมองออกไปนอกห้องที่อยู่บนชั้น5 แล้วลองสนุกนึกว่า ในช่วงเวลานั้น มีคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์จนถึงจุดสุดยอดกี่คน

แต่สิ่งที่สำคัญ คือการที่เธอรู้สึกว่า ความสุขเล็กๆ ที่คล้ายๆ กับการถึงจุดสุดยอดนั้น สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ นั่นก็คือความรู้สึกดีๆ ที่ได้ค่อยๆ เอามือจิ้มลงไปในกระสอบเมล็ดพืช...ด้วยเหตุผลมาจากการที่เธอต้องเสียความรู้สึกที่คนรักเก่า ต้องการจะมีเพศสัมพันธ์กับเธอให้ได้

..แต่เอมิลีคิดว่า การถึงจุดสุดยอดนั้นไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์เสมอไป และเธอแยก “ความรัก” กับ “การมีเพศสัมพันธ์ออก”เธอจึงเกลียดคนรักเก่าของเธอ และรู้สึกดีกับมือเรียวเล็กๆ ที่จมหายไปในกระสอบเมล็ดพืช”

...เหล่านี้คือบางส่วนของความสุข ที่หญิงสาวค้นหาเพื่อที่จะพานพบเพื่อมอบให้กับตัวเอง...

....................

◇◇◇“สิ่งสำคัญอันดับสอง ที่เธอค้นพบ”◇◇◇

ผู้คนแปลกๆ ที่ล้อมรอบอยู่ข้างกายซึ่งมีทั้งคนที่ดีและไม่ดี

แต่การได้พบกับคนที่ดีและไม่ดี กลับทำให้หัวใจดวงเล็กๆ ของหญิงสาวที่ไม่มีความกล้า และเปลี่ยวเหงาได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลคนอื่นๆ แทนที่เธอจะอยู่แต่เพียงเดียวดาย ไม่พบปะกับผู้คนเลย

คนเหล่านี้เริ่มต้นจาก

♧“ซูซาน่า”
...เจ้านายใกล้ตัวซึ่งโหยหาอดีตอันแสนหวาน ถึงการเป็นสาวน้อยในคณะละครสัตว์!แต่เธอก็เป็นเจ้านายที่ดีของเอมิลี
...หญิงเจ้าของร้านจึงเป็นคนสำคัญในโลกในการทำงาน แต่เมื่อออกไปนอกร้าน..หลายๆ คน ที่เอมิลีรู้จักแม้จะมีบุคลิกแปลกๆ และขัดแย้งในตัวเอง แต่ก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ที่ต่างออกไป เช่น

♧“โคลินยอง” และ “ลูเซียง”
...สองเจ้านายและลูกน้องร้านขายผักที่ตั้งอยู่ตรงทำเลทองมุมถนน มองมาตร์...ทั้งสองมีความสัมพันธ์แบบการกดขี่และเหยียบหัวส่ง แต่ก็น่าแปลกที่อยู่ด้วยกันยืด ซึ่ง โคลินยอง เป็นเจ้านายที่เขี้ยวและ “เข้มข้น” จนกดขี่ลูเซียง ผู้อ่อนโยนและทะนุถนอม “ผัก” อย่างแผ่วเบา ให้ช้ำใจอยู่เสมอ
...แต่เอมิลีมักจะหาเหตุผลอยู่เสมอว่าทำไมความสัมพันธ์นี้จึงยืดยาว นำไปสู่การที่เธอได้หาทางแก้เผ็ด โคลินยอง เพื่อช่วยเหลือ ลูเซียง จากการถูกกดขี่

♧ “ฟิโลเมนี่”
...เธอคือแอร์โฮสเตสสาว ผู้เดินทางท่องโลกเพื่อทำงานราวกับ “บินเล่นๆ” เป็นว่าเล่น
หญิงสาวคนนี้ คือเพื่อนห้องข้างๆ ที่น่าคบหาของเอมิลี่ ซึ่งเธอมักจะพาเจ้าเหมียวแมวแสนรัก มาฝากให้เอมิลีช่วยเลี้ยงเสมอเวลาที่เธอต้อง “On Flight” เพื่อรับใช้ผู้คนบนเครื่องบิน

♧ “มาเดลีน วาลลาซ”
...หากภาพลักษณ์ของใครสักคนที่ “หลงอยู่กับช่วงเวลาเก่าๆ ของความสุข” คงไม่พ้นหญิงหม้ายคนนี้ผู้เป็นเจ้าของอพาร์ทเมนต์
เธอมีความทรงจำดีๆ และงดงามของวันเก่าก่อนด้วยการเก็บถนอมช่วงเวลาของการสิ้นสุด ที่หยุดอยู่ตรงนั้นเพื่อแปรค่าเป็นสิ่งสำคัญซึ่งแม้จะไร้จิตวิญญาณ แต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นหรือสัมผัส
ได้แก่ "ร่างของเจ้าตูบสุดรัก" ที่วาลลาซ สตาฟฟ์ ไว้ ก็เพื่อจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป ดังภาพถ่ายของสามีที่เธอรัก ก็ยังอยู่ในตรงที่เดิมในห้องเล็กๆ ของเธออย่างไม่เปลี่ยนแปลง

♧“นีโน่ กังคัมปัวร์”
. ....สำหรับใครบางคนที่มีชีวิตการทำงานแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว...คนๆ นั้นก็คงไม่ต่างจาก นีโน่ ชายหนุ่มพูดน้อย เป็นผู้ชายขี้เกรงใจ อ้างว้าง เดียวดาย ว้าเหว่และไม่ค่อยกล้าที่จะพูดกับคนที่อยู่รอบข้าง
แต่เขาคนนี้ก็ได้กลายหวานใจคนปัจจุบันของ เอมิลี ซึ่งเธอ“แอบรักเขาข้างเดียว” มานานอันเนื่องจากความละเอียดอ่อนในงานอดิเรกที่ดูเหงาๆ ของนีโน่ ผู้ชอบสะสมภาพถ่ายซึ่งผู้คนชอบทิ้งเอาไว้อย่างไม่ใยดี-อย่างไร้ความหมาย-และไร้ค่าไม่ต่างจากเศษกระดาษที่ถูกหมางเมิน
...สำหรับชีวิตการทำงานที่แตกต่างกันสุดขั้วนั้น คือการที่ นีโน่ เป็นพนักงานในร้าน “เซ็กซ์ ชอป” ส่วนอีกงานหนึ่งคือการทำงานเป็น “ผีปลอม” ในสวนสนุกแห่งหนึ่งของปารีส
แต่สุดท้าย ทั้งเอมิลี และนี่โน่ ต่างก็ได้พานพบ เพื่อเติมเต็มสิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” ในหัวใจ เพื่อที่จะได้อยู่ “เพื่อกันและกัน” ในโลกของคนที่ “ต่างจากคนอื่นๆ” ด้วยความเข้าใจ

♧“เรมอน ดูฟาเยล”
ชายชราผู้โดดเดี่ยวฉายา “มนุษย์แก้ว” ซึ่งมีชีวิตที่แปลกแยกกว่าบุคคลทั่วไป...กว่า 20 ปีที่คุณตาคนนี้ไม่สามารถออกไปนอกบ้านได้ เพราะความเชื่อที่ว่า “ตนเองเป็นโรคกระดูกเปราะ” จนต้องห่อหุ้มข้าวของเครื่องใช้ในบ้านด้วยผ้าบุหนา เพื่อไม่ให้ร่างกายไปสะดุดกระทบ หรือหกล้ม
...ดังนั้นการชดเชยสิ่งอันเป็น ยอดปรารถนาของชีวิตที่เหมือนดั่ง “ถูกคุมขังด้วยความปลอดภัยที่หัวใจสั่งไว้” ได้แก่การวาดภาพ “การรับประทานอาหารกลางวันบนเรือ (Dejeuner des Canotiers)” ของศิลปินชาวฝรั่งเศส “August Renoir” อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในขณะเดียวกันก็ครวญถึงคำถามที่ไม่มีคำตอบ อันได้แก่ “เด็กผู้หญิงที่ถือแก้วน้ำในภาพ มีความรู้สึกอย่างไรในขณะนั้นกันแน่”...อย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก
นอกจากนี้คุณตายังวาดภาพซึ่งล้วนแต่เป็นภาพของ “ผู้คนในโลกภายนอก” ที่คุณตาอยากออกไป เรียนรู้ สัมผัสและทักทาย แต่ไม่สามารถออกไปจากได้
...แต่ภาพเหล่านั้นก็ล้วนเปี่ยมไปด้วย “รายละเอียด” ของคนแต่ละคนไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม จากการที่คุณตามักที่จะนำกล้องส่องทางไกล ไปแอบมองการใช้ชีวิตของผู้คนในละแวกนั้น.
....แต่ที่สุดแล้วด้วยความมหัศจรรย์ ของกล้องส่องทางไกล กลับทำให้คุณตาได้จักกับ เอมิลี ซึ่งทั้งสองต่างเข้าใจ และให้กำลังใจกันและกัน
...สำหรับเอมิลี ผู้คนที่เธอรู้จักเหล่านี้ คือสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตที่เดียวดายมานาน อันนำไปสู่...

...........................

◇◇◇“สิ่งสำคัญอันดับสามของชีวิต”◇◇◇

...นั่นก็คือ...

“การทำความดี” ซึ่งแม้ไม่ใช่การกระทำที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เปี่ยมไปด้วย “ความสุข” และ “ความดีงามของชีวิต”

...การทำความดีของเอมิลี นั้น คือการกระทำที่เรียกว่า... “Play it forward”

คือการทำความดีง่ายๆ แต่ “ยิ่งใหญ่ในจุดมุ่งหมาย (Purpose)” เป็นการขยายการทำความดีออกไปเรื่อยๆ ด้วยความจริงใจ ความใส่ใจ ความรัก ความช่วยเหลือ ของคนธรรมดาทั่วไป ที่มอบให้แก่กัน
..ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลก่อให้เกิดความดีขึ้นในสังคมอย่างมากมาย เหมือนอย่างที่ เอมิลี เริ่มต้นกระทำ แล้วผลกระทบของความดีนั้นส่งต่อเป็นทอดๆ สู่บุคคลอื่น

...ทั้งนี้แนวคิดของ เอมิลี “เกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว ไม่ได้มีการวางแผน แต่ทำไปด้วยใจและความรู้สึก”

..โดยสามารถนำมาเปรียบเทียบ การทำดีในแบบ Play it forward ด้วยแนวคิดอันบริสุทธิ์ และทัศนคติเชิงบวกของเจ้าหนู “เทรเวอร์ แม็คคินนี่ย์” ในภาพยนตร์เรื่อง Play it forward ได้เป็นอย่างดี อันได้แก่ “การที่หนูน้อยได้ค้นพบการส่งต่อความดี” และนำมาให้คนรอบข้างได้พิจารณาอย่างเป็นแบบแผน ด้วยการ“จ่ายความดีล่วงหน้า” จากการส่งต่อไปยังผู้อื่นแบบทวีคูณ นั่นก็คือ
1.ต้องเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างแท้จริง
2.ต้องเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
3.ต้องมีคนเริ่มต้น 1 คน ทำความดีให้กับคนไม่รู้จัก 3 คน เป็นการขยายการทำความดี จาก 1 เป็น 3 จาก 3 เป็น 9 จาก 9 เป็น 27 ไปเรื่อย ๆ

ดังนั้นเพียงแค่ทำ “ความดี” ที่คนเพียง 1 คนได้เริ่มต้นทำให้แก่ใครสักคนที่ไม่รู้จัก แล้วแนะนำคนที่ได้รับความดีนั้นให้ทำความดีแก่คนอื่นที่ไม่รู้จักอีก 3 คน ซึ่งแต่ละคนใน 3 คนนั้น จะทำความดีให้กับคนที่ไม่รู้จักอีก 3 คน เป็นการ “ขยายความดี” ต่อกันไปอย่างเป็นลูกโซ่...แล้วในที่สุด “โลกใบนี้ก็จะมีแต่ความดี”

...ไม่ต่างจาก ความดี ที่เอมิลี ได้เป็นผู้เริ่มต้นกระทำ ดังสิ่งมหัศจรรย์ที่เริ่มต้นในวันหนึ่ง...

“วันที่เจ้าหญิงไดอาน่า ทรงสิ้นพระชนม์”

วันนั้น...เอมีลีอยู่ในห้องของเธอ เพื่อที่จะเตรียตัวแต่งกายไปทำงาน

..แต่แล้วมีการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ ถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอาน่า

..ทำให้เธอตกใจจนทำจุกน้ำหอมตกลงบนพื้น และกลิ้งหล่น ไปชนขอบด้านล่างของห้องน้ำจนแตก

..แต่นั่นทำให้เธอได้พบกับกล่องสะสมของเล่นของเด็กชายคนหนึ่งในอดีต ที่เก็บซ่อนมันไว้เป็นอย่างดี เหมือนเป็น “แคปซูลกาลเวลา” ที่รอการเจ้าของมาเปิดอีกครั้ง ในช่วงเวลาของอนาคตที่ห่างออกไปอีกนาน...แสนนาน

“เพียงแต่...เด็กน้อยในวันวาน อาจจะยังหลงลืม ของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เคยมีค่าในวัยเยาว์ ให้ถูกกัดกรอนไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เดียงสา” ที่มาพร้อมกับ การเติบโตของชีวิต”

เอมิลี ลูบคลำเจ้ากล่องเก่าๆ โทรมๆ นั้นด้วยความรู้สึกประหลาดและตื่นเต้น...จนนำไปสู่ความคิดว่า

“จะเป็นอย่างไรนะหากเธอหาเจ้าของกล่องเล็กๆ นี้พบ...และจะเป็นอย่างไรเล่า หากผู้เป็นเจ้าของ ได้พบกับกล่องนี้อีกครั้ง”

...นำไปสู่การสืบหา ราวกับการผจญภัยเล็กๆ ที่เธอรู้สึกดีกับการกระทำครั้งนี้ที่เปี่ยมไปด้วยความสุข และหัวใจตื่นเต้นเหลือเกิน...

เอมิลี จึงเริ่มต้นไปถาม มาเดลีน วาลลาซ หญิงหม้ายเจ้าของอพารต์เมนต์ ซึ่งแม้ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก เพราะเธอไม่รู้เรื่องราวชีวิตของผู้ที่เข้ามาอยู่ก่อนหน้าเอมิลี...แต่หญิงสาวก็ได้เรียนรู้ สัมผัสและเข้าใจเรื่องราวของ มาเดลีน ที่จมอยู่กับความทรงจำดีๆ แต่ว้าเหว่ ของอดีต ที่เปลี่ยวเหงา

เมื่อไม่ได้ความถึงที่มาของกล่อง แต่ได้ปฏิสัมพันธ์อันงดงามกลับมา เอมิลี จึงออกค้นหาต่อด้วยการไปถาม โคลินยอง ชายผู้ป็นเจ้าของร้านขายของชำ ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงมาตั้งแต่เกิด แต่ชายหนุ่มก็ไม่รู้ จึงได้แนะนำให้ไปถามกับพ่อแม่ของเขา ซึ่งอาจจะรู้ก็เป็นไปได้

...ทำให้การผจญภัยที่ “มีคำตอบของคำถาม” เป็นจุดหมายปลายทาง ก็ได้ดำเนินต่อไป จนทำให้เอมิลี ทราบชื่อชายที่เคยอยู่ห้องเมื่อก่อนหน้า จากพ่อและแม่ของเจ้าของร้านของชำว่า เจ้าของกล่องนั้นชื่อ “บริโทโด”

เอมิลี จึงนำชื่อนี้ไปค้นหาในสมุดโทรศัพท์ ซึ่งพบชื่อ และนามสกุลเดียวกันนี้ อย่างซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมาก!...แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ ยอมมุ่งมั่นไปถึงบ้านของ บริโทโด แต่ละคน จนได้พบกับเจ้าของที่แท้จริง!

“เพียงแต่ว่าในปัจจุบัน เขาเป็นเพียงชายชรา ที่มีแต่ความเจ็บปวด และชอกช้ำในหัวใจ จากความล้มเหลวที่มีต่อลูกหลานและคนในครอบครัว”

...แต่แทนที่ เอมิลี่ จะส่งกล่องสำคัญนั้นคืนให้ บริโทโด โดยตรง...แต่เธอเลือกที่จะใช้วิธีในแบบ “เอมิลี” เพื่อที่จะให้เขาพบกับสิ่งที่อาจทำให้เขาเข้าใจได้ว่านั่นคือ

“ความอัศจรรย์ของชีวิต”

ด้วยการแอบตามสืบว่า บริโทโด จะเดินผ่านที่ไหนบ้างในเวลาใด...ซึ่งหญิงสาวแอบสะกดตามาอยู่นาน จนกระทั่งรู้ว่า

“ตู้โทรศัพท์ที่อยู่ข้างทางแห่งหนึ่งคือ สถานที่ๆ ชายคนนั้นต้องเดินผ่านในช่วงเวลาเดิมๆ เป็นประจำ”

ดังนั้น...เอมิลี จึงโทรศัพท์เข้าไปในตู้โทรศัพท์สาธารณะตู้นั้น แล้วบอกให้เขารับกล่องสมบัติเก่าๆ ที่อยู่ในตู้ดทรศัพท์นั้นไป

เมื่อ บริโทโด ได้พบ ก็ทำให้เขา ตื่นเต้นและตื้นตันราวกับได้รับสิ่งมหัศจรรย์จากพระเจ้า...ในขณะที่เอมิลี ซึ่งแอบมองอยู่ก็รู้สึกอบอุ่นและหัวใจพองโตอย่างปลาบปลื้ม

และนี่จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายให้เอมิลีได้มุ่งมั่นทำความดี ทั้ง “ดีเล็ก” และ “ดีใหญ่” ให้กับคนอื่นๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ นอกไปเสียจาก “ความสุขใจ” ตลอดมา

เพราะนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า Pay It Forward อันเป็นการ “ส่งต่อความดี” ด้วยความตั้งใจจริงที่จะทำความดี ซึ่งอาจจะสามารถเปลี่ยนโลกได้ หากทุกคน “มุ่งมั่นและร่วมใจกันอย่างแท้จริง”

สิ่งดีๆ จากหัวใจดวงเล็กของ “เอมิลี” หญิงสาวแห่ง มอง มารต์ นี่เอง...ที่ทำให้ เธอกลายเป็นหนึ่งตัวละครในโลกภาพยนตร์ ที่ผู้คนต่างรัก และมีรอยยิ้มมอบให้เธอเสมอ

...ในเวลาที่นึกถึง...

“การทำความดี ที่อาจจะไม่ยิ่งใหญ่ และใครๆ ก็ทำได้”

“Amelie can change your life forever”

.........................................
SHARE
Writer
Kissda
writer
writer

Comments