พาหัวใจออกเดินทาง
มีคนเคยบอกผมว่า “หากหัวใจมันเหนื่อยนัก ก็พามันออกเดินทาง”ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมทราบถึงรสชาติของความผิดหวังมากที่สุด เท่าที่เคยเกิดมามีชีวิตบนโลก โลกที่ไม่เคยแม้แต่จะปราณีใบนี้ วันนึงผมเคยคิดว่าหากเราโตขึ้นต้องมีอะไรที่น่าตื่นเต้น หรืออะไรที่เราในตอนเด็กไม่สามารถทำได้รออยู่แน่นอน ผมเฝ้ารอการเติบโต แต่ไม่เคยรู้เลยว่าการเติบโตนั้นต้องยอมรับที่จะสูญเสีย สิ่งที่เราทำไปจำเป็นต้องมีอะไรบางอย่างที่ต้องแลกมา หากเราต้องการจะทำอะไรสักอย่างเราต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบ ผลที่ตามมา เตรียมพร้อมรับความผิดหวัง ซึ่งตอนเรายังเยาว์วัยนั้นเราไม่เคยคิดถึงจุดนี้ เราแค่อยากจะทำอะไรก็แค่ทำไป ตรงนี้ชีวิตของการโตขึ้นเลยไม่สนุกอย่างที่คาดเอาไว้ ผมผิดหวังในความรัก มีปัญหากับครอบครัว เรื่องเรียนห่วยแตก ซึ่งที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้เกิดจากการกระทำของผมเองทั้งสิ้น เพราะยังคิดว่าก็แค่ทำๆไปเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่มองสภาพแวดล้อม หรือสิ่งรอบตัว เหตุนี้จึงทำให้เหนื่อย หมดพลังกับทุกอย่างอย่างง่ายดาย
แต่ในโชคร้ายนั้นยังพอจะมีโชคดีอยู่บ้าง ผมบังเอิญได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “หิมาลัยไม่มีจริง”
เป็นหนังสือของคุณ นิ้วกลม จึงทำให้ชุดความคิดของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา และลองตัดสินใจพาหัวใจของผมออกเดินทาง

“หากเราลองตั้งใจมองบางสิ่งด้วยใจ เราจะเห็นความงามของมัน แม้มันเป็นจะเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดีก็ตาม”


ริเริ่ม
ดึกวันหนึ่ง ผมกับอีกสี่ชีวิตนั่งล้องวงดื่มกันอย่างปกติ
แต่ที่ไม่ปกติคือจิตใจของผม เราเล่าเรื่องการเติบโตของแต่ละคนอย่างพิถีพิถัน และรับฟังกันอย่างตั้งใจ
ทุกอย่างดำเนินกันไปตามระดับของฤทธิ์แอลกอฮอล์
จนมาถึงเรื่องที่ว่าปีใหม่(ปี2019)เราจะไปไหนกันดี ผมที่ยังคงอินกับเรื่อง “หิมาลัยไม่มีจริง” เลยโพล่งขึ้นไปว่าอยากเห็นทะเลหมอกสักครั้งในชีวิต แต่เราอยู่ภาคใต้ ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างจึงไปไกลจากนี้มากไม่ได้ ตัวเลือกเลยยิ่งน้อยเข้าไปอีก แต่อย่างที่บอกแหละครับไม่มีอะไรโชคร้าย และเป็นครั้งแรกที่ฉุกคิดขึ้นมาว่า “ไม่มีอะไรจริงหรือไม่จริง ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้หรืออะไรที่เป็นไปไม่ได้” ทั้งหมดมันอยู่ที่เรามอง เราเข้าใจ และเรายอมรับ
เพราะขนาดภาคใต้ยังมีทะเลหมอก อ่านไม่ผิดหรอกครับ ภาคใต้มีทะเลหมอก ทั้ง5ชีวิต(รวมผมด้วย)เลยเห็นพ้องตรงกันว่าเราจะไป “อัยเยอร์เวง” ทะเลหมอกแห่งเบตง ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ใต้ที่สุดของประเทศไทย

พา
พวกเราวางแผนกันอย่างดิบดีว่าจะไปวันที่ 31 ธันวาคม 2019 เพื่อที่จะไปเคาท์ดาวน์ บนภูเขาและตื่นขึ้นมาดูทะเลหมอกอย่างเพอร์เฟค คงไม่มีอะไรที่จะเวรี่กู๊ดขนาดนี้อีกเเล้ว ฟังดูดีใช่ไหมหละครับ แต่นั้นแหละไม่มีอะไรจะเป็นไปตามที่คิดเสมอไป เพราะในโชคดีก็ยังมีโชคร้ายเช่นกัน เพราะเพื่อนที่ร่วมเดินทางของเรามีธุระวันนั้นพอดิบพอดี ทำผมแอบนอยไปนิดนึงเลย แต่หากลองมองดูดีๆแล้ว “ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามที่คิดไว้ตลอดเวลา” เราจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะรับความผิดหวังตลอด การเตรียมใจไว้นั้นไม่ใช่การยอมรับแต่เป็นการคาดการณ์มันจะทำให้เราทุกข์น้อยลง ทุกคนต่างมีธุระสำคัญน้อยสำคัญมากแตกต่างกันไป เราไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ แต่หากต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับมันให้ได้ จงกลมกลืนกับทุกสิ่งแล้วคุณจะรับรู้และทุกข์น้อยลง
พวกเราจึงเลื่อนวันไปเป็นวันที่ 10/1/2020 เพราะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แค่ไม่เพอร์เฟคตามที่คิดไว้ แต่สุดท้ายเราก็จะไปถึงที่นั้นกันอยู่ดี
เอาหละมาถึงวันเดินทาง ทุกคนเตรียมของจัดกระเป๋าและวางแพลนแวะเที่ยวข้างทางกันมาอย่างดี

09.00น. ล้อหมุน พวกเราจะไปลุยเบตง อำเภอในหุบเขาที่ต้องฝ่าไปมากกว่า 360 โค้ง!
เช้ามาผมเตือนตัวเองว่าอย่าลืมกินยาแก้เมารถ เพราะหากไม่กินเพื่อนๆคงไปไม่ถึงกันแน่ เพราะต้องจอดแวะให้ผมอ้วกตลอดทาง ฮ่าๆ

เราใช้เวลาเดินทางกันไม่นานนัก ก็ถึงจุดเช็คพ้อยที่แรก “วัดช้างไห้” เราก็ทำบุญขอพรกันอย่างตั้งใจ
เพื่อจะทำให้รู้สึกสบายใจ และหวังให้ท่านคุ้มครองเราตลอดการเดินทาง ผมมองดูรอบๆต่างเห็นผู้คนที่แตกต่าง ทั้งเรื่องอายุ และเรื่องความแปลกหน้าแปลกตา
แต่ทุกคนมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน ไหว้พระ สักการะ
และขอพร และทุกคนก็ทำสิ่งที่ว่าด้วยจุดประสงค์เดียวกัน นั้นคือ ‘ศรัทธา’ ปัจจุบันนี้เรื่องเทือกๆนี้ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อกันแล้ว(รวมถึงตัวผมเอง) เพราะพลังของเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ทำให้เรื่องพวกนี้กำลังจะเลือนลางหายไป เหลือเพียงเรื่องเล่า ให้เด็กฟังเป็นนิทานเท่านั้น ทุกวันนี้เรามอง’ทุกอย่าง’ผ่านดวงตา
หากแต่ไม่ได้มองด้วยหัวใจ ไม่แปลกที่เราจะมองไม่เห็นบางอย่างที่คนแต่แรกเขามองเห็น

“การศรัทธาคือการเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น และรางวัลของคนศรัทธาคือการได้เห็นในสิ่งที่เชื่อ”

อย่าตัดสินสิ่งใดด้วยความเป็นเรา เพราะเราอาจจะมองสิ่งนั้นผิดไปตลอดกาล

หลังจากสักการะบูชากันเสร็จเรียบร้อย ก่อนออกจากวัด ก็ไม่ลืมที่จะซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ปากบอกไม่เชื่อๆ แต่ใครจะเป็นรู้หละ อาจจะเศรษฐีขึ้นมาก็ได้

ทุกคนพลังเหลือล้นกันมาก เราไปต่อกันที่จุดที่สอง
ซึ่งห่างจุดแรกเพียงแค่ 20 นาที แต่เป็นวัดเหมือนกัน
แต่ที่ต่างคือวัดนี้อยู่ในถ้ำ “วัดถ้ำคูหาภิมุก” เป็นวัดที่ทำให้รู้สึกขลังผิดปกติ ภายในเงียบสงบ มีเพียงเสียงกระซิบของค้างคาวภายในถ้ำ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว อากาศภายในเย็นจนขนลุก ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงบทำให้รู้สึกวังเวง เหมือนมีสายตานับพันกำลังจับจ้องว่าเรากำลังทำอะไร ผมเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางอะไรนัก แต่วัดนี้ทำผมต้องเชื่อขึ้นมานิดๆ ภายในใจภาวนาบอกว่ามาด้วยเจตนาดี โปรดคุ้มครองพวกเราด้วย หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกกันมา จู่ๆเหมือนมีลมลูบตัวชวนขนลุกแต่รู้สึกปลอดภัย เหมือนเขารับรู้และตอบสนองเรา
ผมรู้สึกขอบคุณในใจ และพร้อมที่จะออกเดินทางต่อ

หัวใจ
ทางบนเขาชวนให้คลื่นไส้จริงๆ วกไปวนมา โค้งแล้วโค้งเล่า ทำเอาหน่ายกับการเดินทาง ผมนั่งที่นั่งข้างคนขับเลยไม่ได้รู้สึกเมารถนัก แต่ถ้าผมนั่งข้างหลังคงอ้วกแตกอ้วกแตนไปแล้ว คิดไม่ออกว่าเพื่อนที่นั่งข้างหลังทนได้ยังไง พอเข้าสู่เส้นทางบนเขาผมก็วางโทรศัพท์มือถือเพราะหากเล่นไปนั่งรถไปคงไม่ไหว และบวกกับสัญญาณโทรศัพท์เบาบางลงมาก
หลังจากมือว่าง ผมก็ไม่มีอะไรทำ ผมเลยตั้งใจมองทาง ต้นไม้ข้างทางก็เป็นต้นไม้ธรรมดา ภูเขาที่ตั้งอยู่ก็เป็นภูเขาธรรมดา สายน้ำที่ตัดผ่านภูเขาก็เป็นเพียงสายน้ำ แต่หากลองตั้งใจมองและพินิจดู ทุกอย่างสอดคล้องกันอย่างน่าเหลือเชื่อ ต้นไม้ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต กลืนสิ่งสกปรกที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างคาบอนไดออกไซด์ และคายสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกมาเป็นสิ่งบริสุทธิ์คือออกซิเจน ทำให้มนุษย์อันต่ำต้อยอย่างเรามีอากาศหายใจ ภูเขาเป็นที่อาศัยของสิ่งที่สุดยอดอย่างต้นไม้ คอยปกป้องสรรพสัตว์ต่างๆ ช่างทรงพลังอะไรเช่นนี้ สายน้ำที่ทำให้เกิดชีวิต ไหลไปอย่างเรียบง่ายและสงบหล่อเลี้ยงทุกชีวิตที่ไหลผ่าน ดวงอาทิตย์ที่คอยให้ความอบอุ่นและทำให้ต้นไม้ทำปฏิกิริยาที่เรียกว่าการคายน้ำ ทำให้เกิดความชุ่มชื้น ระเหยขึ้นไปทำให้เกิดการควบแน่นของเมฆและตกลงมาเป็นเม็ดฝนชำละล้างทุกสิ่ง ทุกอย่างช่างสอดคล้องไหลเรียง ถ้าเปรียบเป็นเพลงคงเป็นเพลงที่แสนจะไพเราะ
ทุกจังหวะและทำนองเหมือนถูกประพันธ์จาก “พระเจ้า
มีเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวที่แหกกฎเหล่านี้ นั้นคือ “มนุษย์”
ผู้คิดว่าตัวเองอยู่เหนือทุกอย่าง และฉีกเพลงที่แสนจะไพเราะนี้และนำไปประพันธ์เอง จนทำให้ทุกอย่างรวนไปหมด ไฟป่า น้ำท่วม ดินถล่ม แค่ฟังก็ไม่ไพเราะแล้ว
ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อวดดีอะไรเช่นนี้

“อย่างน้อยเราก็เป็นสิ่งมีชีวิตสปีชี่ส์เดียวกัน ยืนบนแผ่นดินที่เคยเป็นแผ่นเดียวกัน ใช้ดวงอาทิตย์และมองท้องฟ้าเดียวกัน ได้โปรดเมตตาธรรมชาติ แล้วธรรมชาติจะเมตตาเรา”

หลังจากที่ผมฟังเพลงจากธรรมชาติอย่างเพลิดเพลิน จนไม่ได้สนใจเวลา รู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะถึงที่พักแล้ว
ซึ่งที่พักเรายังต้องขับขึ้นเขาไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร หูเริ่มอื้อ ทางขึ้นชันมาก แต่โชคดีที่กัปตันของเราขับรถเก่งเอาเรื่องเลย เราเลยไว้ใจกัปตันของเราว่าจะพาเราไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยอย่างแน่นอน นับเวลาจากทางเข้าจนถึงที่พักก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเศษๆ หลังจากเดินทางกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดเราก็มาถึงที่พัก ทุกคนเปิดประตูลงจากรถอย่างหมดแรง แต่เมื่อเห็นทิวทัศน์ที่อยู่ภายหน้า ผมรับรู้ถึงพลังจากเพื่อนร่วมทาง ไหลออกมาจากสายตา ท่าทาง “ทุกคนหายเหนื่อย” เราปลาบปลื้มกับทิวทัศน์อยู่พักนึง ก่อนที่จะขนของไปเก็บในที่พัก ที่พักเป็นกระต๊อบเล็กๆ ซึ่งทั้งหมดมี4ห้อง เราจองไปแล้วสาม และอีกห้องนึงยังว่าง ในใจพวกเราคิดว่าคงจะ private มากๆ แต่แล้วความ private ก็ได้สิ้นสุดลงเมื่อมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนึงมาพัก พวกเราเซ็งกันไม่น้อยเลยหละ แต่เอาหน่า ‘ธรรมชาติไม่ใช่ของเรา สิ่งสวยงามแบ่งให้คนอื่นดูบ้าง’

พวกเราแอบหวั่นใจเล็กน้อยเพราะเจ้าของที่พักบอกเราว่า “ไม่มีหมอกมาอาทิตย์นึงแล้วนะน้อง ของแบบนี้ต้องใช้ดวง” ไม่มีใครกำหนดสิ่งที่ทรงพลังอย่างธรรมชาติได้จริงๆ

อากาศหนาวมากผมไม่เคยสัมผัสอากาศที่เย็นขนาดนี้มาก่อน หนาวจนต้องฝืน บางทีคนเราไม่ได้ต้องการอะไรที่มันเย็นเกินไป หรืออะไรที่มันร้อนเกินไป เราเพียงต้องการอะไรที่พอดีๆ ที่ทำให้รู้สึกถึง “อุณหภูมิห้อง” เหมือนกับเราต้องการความรักที่พอดี หากแต่ไม่ใช่จากคนอื่น แต่เป็นความรักจากตัวเราเอง


พวกเราเข้านอนกันเร็วผิดปกติ เนื่องจากความเหนื่อยจากการเดินทางและบวกกับพรุ่งนี้ต้องตื่นตอนเช้ามืดเพื่อที่จะเดินทางไปจุดชมวิว

เราเข้านอนกันเวลา 00.00 น. และต้องตื่นเวลา 04.30 น. ซึ่งมีเวลานอนเพียงแค่ 4 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
เพราะจากที่พักไปถึงจุดชมวิว ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นเวลาที่จะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอย่างพอดิบพอดี
4 ชั่วโมงถัดมา ทุกคนทำเวลาได้ดีมาก อาบน้ำแต่งตัว
กินอาหารเช้า ตามเวลาที่กำหนด เลทในเวลาที่พอรับได้ ล้อหมุนประมาณตีห้าเห็นจะได้ ไปกันเถอะทุกคน
ไปรับของขวัญของคนตื่นเช้ากัน “อัยเยอร์เวง พวกเรากำลังไปหาแล้วนะ”

ทางขึ้นไปจุดชมวิวชันกว่าทางขึ้นที่พัก2เท่าเห็นจะได้
และต่างจากตอนขึ้นที่พักที่มีแสงอาทิตย์ช่วยทำให้เห็นทาง แต่เหมือนตอนนี้พระอาทิตย์ยังคงหลับอยู่
เรามีเพียงแสงจากรถ และใจที่พร้อมเพียงเท่านั้น
หมอกปกคลุมทั่วทั้งภูเขา และทางที่อันตรายพอสมควร เรามองไม่เห็นทางและบวกกับมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตคนอื่นนอกจากพวกเรา 6 คนบนรถ ทุกคนเริ่มหวั่นใจ
หรือเราจะมาผิดทาง แต่ก็ไม่ยอมแพ้ลุยไปให้สุด ไม่รู้หรอกว่าข้างหน้าจะเป็นที่หมายรึเปล่า แต่ใจพวกเราบอกว่าใช่แน่ๆ ทุกสิ่งรอบตัวกำลังดึงดูดเรา
ขึ้นไปสักพักเราก็เจอผู้คนบางๆ ใจเราเริ่มดีขึ้น จนสุดท้ายเรามาถูกทาง ถึงแล้วอัยเยอร์เวง !!
มีคนโบกรถให้เราไปจอด เราจึงถามเขาว่า “วันนี้มีหมอกไหมครับพี่?” พี่เขา “วันนี้เป็นวันที่มีหมอกเยอะที่สุดเลย พวกน้องดวงดีมากๆเลย” ผมตะโกนคำว่า yes!! ดังๆในใจ กำลังใจมาเต็ม หลังจากจอดรถเตรียมกล้องอุปกรณ์ต่างๆอย่างเรียบร้อย ทุกคนสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง “ไหนขอดูหน่อยซิ ของขวัญของคนตื่นเช้า”

พระอาทิตย์กำลังขึ้นผมสูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด เสียงลมพัด เสียงใบไม้ปลิว พระอาทิตย์ที่กำลังหาวนอนส่องแสงทุละเมฆออกมา และในที่สุดผมก็ค่อยๆเห็นเธอ อัยเยอร์เวงค่อยๆแอบออกมาทักทาย คุยกับผมผ่านเสียงลม เสียงใบไม้พัด เสียงนก เพราะเธอไม่ใช่สถานที่ แต่เธอคือทั้งหมดของที่นั้น และเมื่อเราคุ้นเคยกันมากขึ้น ผมก็เห็นเธออย่างชัดเจน หัวใจของผมถูกเติมเต็มด้วยอะไรบางอย่าง มันค่อยๆเอ่อล้นออกมา ความสบายใจ ความสวยงาม ทุกอย่างรอบตัวเปล่งแสงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจของผมกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง หลงไหลอีกครั้ง ผมสุขเหลือเกิน เมื่อผมสัมผัสเธออย่างเต็มที่ ผมบอกลาเธอในใจ และเธอก็ตอบกลับผมอย่างนุ่มนวล
ผมเก็บทุกอย่างไว้ และผมจะไม่ลืมความรู้สึกในวันนี้
ขอบคุณเธอนะ ที่ช่วยให้จิตใจผมกลับมาเป็นปกติ
อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานั้น “อัยเยอร์เวง”


ออกเดินทาง
มาถึงบทสรุปของการเดินทางครั้งนี้กันแล้ว ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า “อวัยวะขนาดเท่ากำปั้น”
จะสามารถเก็บทุกอย่างไว้ได้เยอะขนาดนี้ บางอย่างเราเก็บมาอย่างไม่ตั้งใจหรือบางอย่างเราเก็บมาอย่างตั้งใจ อาจจะเป็นเรื่องดีบ้างเรื่องแย่บ้าง ให้คิดซะว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือเราจำเป็นต้องรู้จักที่จะเติมเต็ม และรู้จักจะทิ้งเรื่องที่ไม่จำเป็น อย่าปล่อยให้มันเฉา เก็บสิ่งที่ดีไว้เป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต ทิ้งเรื่องแย่ๆไปแต่อย่าลืมบทเรียนของมัน

พาหัวใจไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะพาไปได้ เติมเต็มมันเข้าไว้นะ ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยหัวใจของบางคนที่กำลังห่อเหี่ยว ให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตอีกครั้งและปลุกความเป็นนักเดินทางของพวกคุณ บนโลกนี้มีสถานที่ที่ทำให้รู้สึกถึงความเมตตาอยู่นะ จงไปหามัน
จงพาหัวใจของพวกคุณไป เราเดินด้วยสองเท้า แต่มันจะก้าวไปไม่ได้หากใจคุณกำลังเหี่ยวตาย พวกคุณทุกคนไม่ใช่คนกระจอก เชื่อซิสิ่งที่คุณทำได้ ผมอาจจะทำมันไม่ได้ ไปซะ! “จงพาหัวใจของคุณออกเดินทาง”

ขอบพระคุณที่อ่านกันมาจนจบ และผมขอเป็นกำลังใจให้พวกคุณนะครับ

บันทึกการเดินทางของนายเต้าหู้
10/1/2563



SHARE
Writer
9toahoo
try again
- ได้โปรดให้โอกาศเวลาและความบังเอิญ -

Comments

badminton
12 days ago
อ่านแล้วมีความสุขเลยค่ะ ปกติชอบเดินทางมากเลยค่ะ เมื่อไหร่ที่ได้ออกเดินทาง เหมือนชีวิตได้ถูกเติมจนเต็ม
Reply
9toahoo
12 days ago
ขอบคุณมากเลยครับ เพราะชีวิตคือการเดินทาง ฮ่าๆ
bluemooooood
8 days ago
เป็นสุขที่เห็นเธอเป็นสุข :—)
Reply
jaicha
6 days ago
ไว้เราจะไปหา #อัยเยอร์เวง :)
Reply
9toahoo
5 days ago
ลุยเลยครับ พาหัวใจของคุณไป