มีดวงไฟในถังขยะ


ผมเกิดในยุคที่สนามเด็กเล่นกลายเป็นสุสาน มันรกร้าง เงียบเหงา หักพังในสนิมขร่ำเขราะ 
และเมื่อ วิลเลียม เชกสเปียร์ กล่าวว่า "นรกนั้นว่างเปล่า เพราะปีศาจทั้งหมดอยู่ที่นี่" ผมจึงอยากจะต่อความว่า "สนามเด็กเล่นนั้นว่างเปล่า เพราะพวกเราทั้งหมดอยู่ในร้านเกมส์ยังไงล่ะ!"

เรารู้ตัวได้อย่างไรว่าเคยเป็นเด็กติดเกมส์? ง่ายที่สุดคือคุณไม่สามารถจำเรื่องราวดีๆอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับเกมส์ได้เลย ร้านเกมส์จึงกลายเป็นสนามเด็กเล่นยุคใหม่ ซึ่งกึ่งกลางระหว่างคอมพิวเตอร์เล่นเกมส์ราคาแพง และยุคแห่งสมาร์ทโฟนอันสามารถเล่นเกมส์ได้เรื่องได้ราวที่ยังมาไม่ถึง

ผมไม่ค่อยมีเพื่อนเลย ถึงจะพูดว่าร้านเกมส์เป็นที่รวมกันของเด็กทุกรูปแบบ แต่มันก็เหมือนฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรไม่รู้มารวมตัวกัน เราสามารถเจอเหตุการณ์เช่น บุลลี่ ไถตังค์ ขโมยตังค์ ความเป็นเพื่อน หรือแกล้งเข้ามาเป็นเพื่อนแล้วค่อยขโมยตังค์ ผ่านไปได้สักพักผมจึงรู้ว่าควรวางตัวอย่างไร ถ้าไม่มีเพื่อนมาด้วยก็จงสนุกไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีความจำเป็นจะต้องมาสร้างมิตรภาพอะไรในที่แบบนี้ กับเด็กพวกนี้

"เขา"นั่งข้างผมตลอด ซึ่่งแปลกประหลาดที่สุดเพราะผมมักเลือกที่นั่งห่างไกลผู้คนเสมอ ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้คุยกัน จนกระทั้งผมเริ่มทุบคีย์บอร์ดซ้ำๆเพราะเกมส์ห่านี้ไม่ยอมผ่านสักที "เขา" จึงพูดขึ้นเบาๆว่า 

"ถ้ามีคนช่วยจะผ่านง่ายกว่านะ"

"..." ผมเงียบ...จริงๆคือคิดว่าแล้วมึงมาเสือกอะไร?

"เดี๋ยวเราเข้าไปช่วย" เขาปิดเกมส์ที่่กำลังเล่น แล้วเปิดหน้าเกมส์ที่ผมเล่นขึ้นมา


นั่นแหละที่เราได้เป็นเพื่อนกัน

มันยากจะอธิบายว่าผมรู้สึกดีแค่ไหนที่ในที่สุดผมก็เจอไอ้เด็กที่มันพูดภาษาคนรู้เรื่อง ไม่หยาบ ไม่เสียงดัง และที่สำคัญไม่พยายามจะขโมยตังค์ผม เขาเป็นคนพูดนิ่มๆ เนิบช้าแต่มีอารมขันในที ซึ่งหาได้ยากในร้านเกมส์ที่แหกปากโวยวายกันเป็นเรื่องปกติ เราสนิทกันเร็วมาก เล่นหลายเกมส์ร่วมกัน สนุกสนานกับทีมเวิร์คโง่ๆที่ไม่เคยมีชัยชนะเป็นชิ้นเป็นอันแต่เต็มไปด้วยความสุข ผมไม่หัวร้อนอีกเลยไม่ว่าจะแพ้ยับเยินเเค่ไหน ทุกเย็นหลังเลิกเรียนผมวิ่งจากออกจากบ้านหลังเปลี่ยนชุด พุ่งเข้าสู่ร้านเกมส์ทันทีเพื่อพบเขา แม้จะไม่เข้าใจในตอนนั้นว่าทำไมเขาถึงชอบมาตอนค่ำเสมอ แต่การนั่งเล่นเกมส์รอเพื่อนก็ไม่ได้ทำให้ผมเป็นทุกข์อย่างใด

นานวันเด็กๆในร้านเกมส์เริ่มจับกลุ่มเมาส์เรื่อง"เขา" ระหว่างรอเขามาผมไม่เคยสนใจเด็กพวกนั้นอยู่แล้วแต่พอจับใจความได้ว่ามันพูดถึงผมด้วย(ก็มึงเล่นเสียงดังกันซะขนาดนั้น) สักพักหนึ่งในพวกนั้นเดินมาหาผม ถามว่าเป็นเพื่อนกับเขารึเปล่า? ผมตอบว่าใช่  ทำไม? พวกที่เหลือได้ยินคำตอบแล้วหัวเราะ ก่อนเดินเข้ามาล้อมหลังเก้าอี้ผม

"รู้เปล่าว่ามันทำงานเก็บขยะ"

"อะไรของมึง" ผมขมวดคิ้ว

"เพื่อนมึงเป็นเด็กเก็บขยะ มึงนั่งข้างมันไม่เหม็นบ้างเหรอวะ?" เจ้าตัวโตที่ดูเหมือนเป็นหัวโจกพูดเสียดัง พวกที่เหลือหัวเราะ ผมหัวเราะตามเพราะจริงๆเรื่องมันงี่เง่ามาก ใครๆก็มีข่าวลือแปลกๆเป็นของตัวเอง อีกอย่างในร้านเกมส์แบบนี้เรื่องอะไรพวกแม่งก็เอามาปั่นได้หมด สักพักหนึ่งเขาเดินเข้ามาในร้าน ผมพึ่งสังเกตุเห็นตอนนั้นเองว่าเขาสวมเสื้อที่ขาดปอนกว่าเด็กคนอื่นๆและไม่ได้ตัดผมในทรงที่กระทรวงศึกษากำหนดแน่ๆ พวกนั้นยิ้ม และทักทายเขาเสียงดัง เขารู้ทันทีว่ามีอะไรผิดปกติ

"อะไรกันวะคิม" เขาเดินมานั่งข้างผมเหมือนทุกครั้ง

"งี่เง่าว่ะ ไอเหี้ยอ้วนพูดอะไรของแม่งก็ไม่รู้" ผมบอกปัด

"ไอคิมเเม่งไม่ได้กลิ่นจริงวะ"

"มึงหุบปากไป!" ผมตะโกนกลับ

"อะไรวะ?" เขามีสีหน้ากังวล

"ไอเหี้ยอ้วนเเม่งหาว่ามึงเป็นคนเก็บขยะเหี้ยไรไม่รู้" ผมตอบเรียบๆ

"กูไม่ได้โกหกนะ เมื่อคืนกูเห็นมันเก็บขยะจริงๆ!" มันตะโกนจากอีกฝั่งของร้านเกมส์กลับมา เขาหน้าสีดเผือก

"ตอนดึก กูเห็นมันมีไฟฉายเล็กๆบนหน้าผากด้วย มันมาเก็บขยะหน้าหมู่บ้านกูกับพ่อมัน" เด็กพวกนั้นหัวเราะ ผมหันไปหาเขา เขาที่มองจอนิ่งๆแต่นัยตาสั่นระริก ผมไม่เคยเห็นสีหน้านี้มาก่อนเลย

"จริงเหรอ?" ผมถาม เขาหันมายักคิ้วปลอมๆให้เเวบหนึ่งก่อนปิดเครื่องคอมแล้วลุกออกไป ผมตามออกไปบ้าง จนเจอเขานั่งสูบบุหรี่อยู่คนเดียวที่หลังร้าน ผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหนเลยลงนั่งที่ห่างๆกัน

"ทำไม? รังเกียจเหรอ?" เขายักคิ้วแล้วพ่นควันบุหรี่ลอยฟุ้ง

"..." ผมไม่ตอบ

"นี่แหละถึงไม่อยากบอกนาย แต่พวกแม่งก็..." ผมนั่งจ้องหน้าเขายาวนานจนเขาเผลอหลุดหัวเราะ เราหัวเราะกันทั้งคู่ก่อนกลับเข้ามาเล่นเกมส์โดยไม่สนใจเสียงของเด็กเหี้ยพวกนั้นอีก มาตอนนี้ผมขอบใจตัวผมเองจริงๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้พูดอะไรเเย่ๆอย่าง "เก็บขยะก็เป็นงานที่มีเกียติ" หรือ "คนเราเลือกเกิดไม่ได้" 

ความจริงที่เราไม่เคยได้เจอกันหลักเลิกเรียนเพราะเขาไม่ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนไหนทั้งนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเคยเรียนรึเปล่าแต่เขาอ่านหนังสือคล่องและคิดเลขเร็วใช้ได้ เขาเล่าในภายหลังว่าทุกคืนต้องตระเวนออกไปกับพ่อด้วยรถพ่วงข้างคันเก่านั้น ลัดเลาะไปในซอยต่างๆและหยุดลงเพื่อคุ้ยหาของที่อาจขายได้ ที่ละถัง ทีละซอย ทีละหมู่บ้าน วนไปเรื่อยๆจนเกือบเช้า ถ้าโชคดีก็ได้กลับเร็ว แต่ถึงอย่างงั้นก็ต้องกลับมาแยกขยะต่อที่บ้านอยู่ดี

"แล้วมันสนุกมั้ย?" ผมถามเขาระหว่างที่เรานั่งกินไอติมกันอยู่บนชิงช้าในสนามเด็กเล่นรกร้าง

"สนุกเหรอ? ไม่รู้ดิ มันเป็นงานอะ"

"แล้วมันมีอะไรอันตรายมั้ย? แบบเรื่องน่าตื่นเต้นอะ"

"ไม่ใช่เกมส์นะเว่ย" เขายิ้ม "แค่ครั้งนึงเราเคยโดนกระเบื้องบาดด้วย ใครเค้าให้เอาของแบบนั้นมาทิ้งในถังขยะวะ"

"ทำไมไม่คราฟถุงมือหน้าๆก่อนออกรบวะ" ผมหัวเราะ

"ครั้งนึงเคยโดนหมาไล่ด้วย คิมเคยเห็นรถเราใช่มะ รถพ่วงข้างเราอย่างช้า เกือบโดนมันกัดเหมือนกัน" เขาหัวเราะก่อนหยุดคิดสักครู่ "เออคิม อยากลองนั่งรถพ่วงข้างไหม?"


ผมไม่เคยนั่งรถพ่วงข้างมาก่อนในชีวิต ยอมรับเลยว่าออกจะหวาดเสียวแต่สนุกมาก การที่เราได้นั่งคุยกับเพื่อนข้างๆกันในขณะที่รถจักรยานยนต์กำลังเคลื่อนที่แบบนี้ คงเป็นความรู้สึกเฉพาะของรถพ่วงข้างจริงๆ เราเเว้นกันไปทั่วตลอดเส้นเลี่ียงเมืองโล่งๆ เย็นนี้เราเลือกที่จะไม่กลับไปร้านเกมส์เหมือนทุกครั้ง แต่ห้อตะบึงไปในแสงอาทิตย์ยามเย็น ผมอยู่ในร้านเกมส์มาโดยตลอดเลยไม่ค่อยได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้่บ่อย มันสวยขนาดนี้ทุกวันมั้ยนะ?

"คิม อยากเห็นสกิลพิเศษเราป่าว?" เขาหันมาถามพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์

"อะไรนะ?" ไม่รอคำตอบเขายกล้อพ่วงข้างด้านที่ผมนั่งไปวางไว้บนฟุตบาทแล้วขับต่อไปทั้งอย่างนั้น

"เหี้ย!" ผมอุทานพลายกุมราวเหล็กไว้แน่น

"จับดีๆนะ" เขาเหวี่ยงรถออกมาจากแนวฟุตบาท เรายกล้อข้างเอียงกระเท่เร่อย่างนั้นไป ผมเเหกปากโวยวาย เขาหัวเราะ พวกชาวบ้านที่อยู่รอบๆทำสีหน้าตกใจ อาจจะมีคนด่าตามหลังก็ได้แต่ตอนนั้นเราสนุกกันจนไม่ได้ยินอะไรเลยจริงๆ




ผ่านมาเป็น10ปี ตอนนี้ผมกำลังคร่ำเครียดกับวิทยานิพนธ์ ถ้าใครเคยทำจะรู้ว่ามันเหมือนการออกรบในสมภูมิที่คุณไม่มีประสพการณ์ และบางครั้ง ตัวคุณเองก็ไม่ได้เข้าข้างคุณ ที่จะพูดคือมันเหนื่อยยากและมองไม่เห็นตอนจบที่ดีเลย บางทีผมอาจโง่เกินไปสำหรับมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

ผมมองดูโทรศัพท์ ผมไม่ได้คุยกับเเม่มาสักพักแล้ว ผมเครียดมากพอสำหรับงานเรียนจนไม่อยากรับรู้อะไรอีก ความจริงคือผมเป็นนักเรียนมาทั้งชีวิตและไม่เคยทำงานอื่นใดมาก่อน การที่คิดว่าจะต้องจบไปแล้วออกหางานทำกำลังทำให้ผมเป็นโรคประสาท แค่แม่ส่งข้อมูลหางานมาให้ผมก็กังวลไปได้มากมาย 

ผมไม่ได้ไปร้านเกมส์อีกเลยตั้งแต่นั้น จำไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ไปอีกแต่ทุกคนคงมีเหตุผลเป็นของตัวเอง เหตุผลที่ตอบไม่ได้เเม้จะผ่านมานานแล้วก็ตาม ผมเดินออกจากห้องพักหลังจากอุดอู้มาตลอดวัน ตอนนี้ดึกมากแล้ว ผมกำลังแบกถุงขยะใบโตออกมาทิ้งที่หน้าปากซอย

ผมวางถุงขยะไว้ข้างกลุ่มถังพวกนั้น ก่อนเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อหาอะไรกินมื้อดึก ระหว่างผมเดินกลับมาผมเห็นไฟดวงน้อยลอยอยู่เหนือกองขยะ เข้าไปไกล้ถึงรู้ว่าเป็นคนเก็บขยะ ชายคนนั้นกำลังง่วนอยู่กับกองถุงมากมาย เขาหยุดนิดหนึ่งตอนผมเดินเข้าไปไกล้ ก่อนจะเริ่มคุ้ยต่อตอนผมเดินห่างออกไป

ผมรู้ว่ามันฟังดูงี่เง่าที่คิดว่า ตอนนี้"เขา"คงเติบโตเป็นชายหนุ่มที่กำลังคุ้ยขยะอยู่ที่ไหนสักแห่ง เขากลายเป็นนักคุ้ยขยะผู้เก่งกาจ ผมควรหวังให้เขามีชีวิตที่ดีกว่านั้นและทำงานที่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องกลิ่นอีก ผมหมายถึง ไฟฉายเล็กๆบนหัวกับรถพ่วงข้างคันนั้นทำให้ผมนึกถึงเขา และยอมรับกับตัวเองว่าผมคิดถึงเขามากจริงๆ

คืนนี้ผมจึงเจียดเวลานอนอันน้อยเขียนบันทึกไว้ เพื่อที่วันไหนผมอ้างว้างจากผู้คนจะได้จดจำว่าจริงๆผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเราเคยมีบทสนทนาเรียบง่ายเหลือทิ้งไว้บนชิ้งช้าม้านั่ง ในสนามเด็กเล่นร้างที่มีแค่เรา บนถนนเลี่ยงเมืองที่ทอดยาวไม่สิ้นสุด แสงจากพระอาทิตย์ตกดินบนรถพ่วงข้างเอียงกระเท่เร่ ผมหวังให้จำความรู้สึกนี้ได้ตลอดว่าครั้งหนึ่งผมได้รู้จักคนที่ไม่มีสิทธิแม้แต่จะเลือก หรือหวาดกลัวการงานใด แต่ยังสามารถมีรอยยิ้มกับเพื่อนเขา ที่ซึ่งไม่เคยรู้จริงๆว่างานเก็บขยะคืออะไร และไม่เคยได้กลิ่นเหม็นหืนใดๆจากตัวของเพื่อนเขาเลย




ไม่เลยจริงๆ...


 
SHARE
Writer
homunchus
มังกรตลอดกาล
เขียนเเบบที่ชอบอ่าน

Comments

cewlixm
6 months ago
น่ารักเสมอเลย ขอบคุณที่เขียนนะคะ จากนักอ่านหมายเลข 2345678 👍🏻💖
Reply
homunchus
6 months ago
ฮ่าๆ คิดว่าจะไม่มีคนอ่านเรีื่องนี้ซะแล้ว ต้องขอบคุณมากเลยครับ หวังว่าจะสุขภาพดีนะครับ