เครียดจัง งานสำคัญเต็มไปหมด
(1). เคยรู้สึกว่างานเยอะจนจัดการไม่ได้บ้างไหม ?
เราเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงาน (Priority)

ย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานในโรงเรียน เราได้รับคำสั่งและแผนต่าง ๆ มากมายว่า เทอมนี้ วีคนี้ และแต่ละวันต้องส่งอะไรบ้าง แต่เป็นคำสั่งที่มาทีเดียวแบบรวบยอดจนเราตั้งตัวไม่ทัน 

ทุกครั้งที่เราได้รับคำสั่ง เราจะเครียดมาก ไม่รู้ว่าจะต้องทำงานไหนก่อน-หลังดี เพราะงานทุกงานสำคัญหมด
ใช่ค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบเห็นทุกอย่างสำคัญ จนเครียดเอง จนคนรอบข้างสัมผัสได้ทีนทีเลยว่าเครียด 

สองเดือนแรกที่เข้ามาทำงานคือ ประเมินตัวเองได้เลยว่า จัดการงานและจัดการตัวเองไม่ได้

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากที่สอนเสร็จมาคืออารมณ์ดีเวอร์ เพราะนักเรียนให้ความร่วมมือในห้องเรียนเป็นอย่างมาก แต่พอถูกเรียกตัวให้มารับมอบหมายงานเอกสารต่าง ๆ สีหน้าเริ่มเปลี่ยน เครียดจัด เรารับรู้ได้ว่าตอนนั้นคือโมโหมาก ต้องปลีกตัวออกไปอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ก่อน เพราะไม่อย่างนั้น คนรอบข้างจะถูกเราเหวี่ยงใส่ แล้วมันก็เกิดขึ้นจริง นักเรียนสองคนเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือ บวกกับกวนตีนใส่ ตอนแรกว่าจะพยายามระงับอารมณ์ตัวเองแล้วนะ แต่พอมากวนตีนใส่นี่ เมินใส่ทันทีเลยค่ะ 
ถ้าเราจัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้ คนรอบข้างก็จะถูกเราจัดการ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ 
แล้วก็ต้องมาเครียดเพราะอารมณ์ชั่ววูบของตัวเองอีก 

(2). วันอบรม LDC เราตั้งใจมากที่จะเข้าห้องเรียน จัดลำดับความสำคัญ (Priority)
การมาอบรมครั้งนี้ตั้งความหวังไว้สูงมากว่า กลับไปโรงเรียนครั้งนี้ต้อง Priority ได้ดีกว่าเดิม 
เราได้เครื่องมือ Priority แบบใหม่มา 1 เครื่องมือ
คือการวาดตารางชีวิตของตัวเองเป็นแบบ Weekly Routine โดยเน้นตารางสอนเป็นแกนหลักสำคัญ แล้วนำสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันที่ทำเป็นประจำมาใส่ ทีนี้เราจะรู้ว่าแต่ละวันเราต้องทำอะไรบ้าง วีคนึงผ่านไป ชีวิตจะ Productive ขึ้นมาแน่นอน 

นึกถึงสมัยที่เคยไปทำค่ายให้เด็กมัธยมที่โรงเรียนเก่าเลย
เมื่อก่อนเราก็เคยสอนให้น้อง ๆ ให้จัดการตารางชีวิตของตัวเองทำนองนี้เช่นกัน 
ยังจำคำพูดของตัวเองตอนนั้นได้ดีเลยว่า
การมีตารางชีวิตเป็นของตัวเองที่ชัดเจน ถือว่าชีวิตประสบความสำเร็จไปแล้ว 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือคือการมีวินัยปฏิบัติตามตารางที่วาดไว้

ทุกวันนี้เวลาเริ่มต้นอยากทำอะไรใหม่ ๆ ย้ายที่พักใหม่ หรือย้ายที่ทำงานใหม่ เราก็ยังคงวาดตาราง Daily Routine ของตัวเองแปะผนังไว้ทุกครั้ง เพราะติดนิสัยจากแม่ ตอนเด็ก ๆ คือแม่จะแปะ Daily Routine ของตัวเองไว้ในตรงที่ทุกคนในบ้านเดินผ่านจะต้องมองเห็น และเราก็ผ่านมาอ่านทุกวัน จนกลับไปทำตามของตัวเองบ้าง 

การมาอบรม LDC ห้อง Priority ในครั้งนี้ เรายังคงตอบตัวเองด้วยคำตอบเดิมคือ ถ้าเราจัดการตัวเองไม่ได้ คนรอบข้างก็จะถูกเราจัดการ
(3). หลังจากกลับจาก LDC เราตั้งใจไว้ว่า จะต้องจัดการตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม 
เราเริ่มวาดตาราง Priority 4 ช่องลงไปในมือถือ แล้ววางงานที่เหมาะสมลงไปในแต่ละช่อง 
• สำคัญ-เร่งด่วน
• สำคัญ-ไม่เร่งด่วน
• ไม่สำคัญ-เร่งด่วน
• ไม่สำคัญ-ไม่เร่งด่วน

ตอนได้รับคำสั่งให้ทำงานโน่นนี่นั่น เราพบว่าเรายังมีอาการหงุดหงิดอยู่ แต่ไม่ได้แสดงออกต่อหน้าใครแล้ว รีบกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเอง หายใจเข้าลึก ๆ แล้วเรียงลำดับงานใหม่ งานไหนสำคัญ ต้องรีบส่ง ไม่สำคัญ ไม่ต้องรีบส่ง จับใส่ช่อง Priority ในมือถือใหม่ เสร็จแล้วก็ถามตัวเองอีกครั้งว่า
ตอนนี้อะไรสำคัญที่สุด ก็ทำงานนั้นก่อน

(4). หนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบมิดเทอม นักเรียนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า 'ช่วงนี้งานเยอะมากกกกกกเลยครู'
บางคาบถึงขนาดยอมเข้าสายเพื่อทำงานที่ค้างให้เสร็จ 
ยอมรับว่า แอบสงสารนักเรียนที่ได้รับมอบหมายงานทีเดียวตอนช่วงใกล้สอบ ทำให้นักเรียนมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเคียร์งาน จนไม่มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบ จริง ๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจครูในระบบเหมือนกันว่า ทำไมต้องจัดหนักกันช่วงนี้ แต่ก็อย่างว่าแหละ เรื่องนี้ถือเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เราช่วยนักเรียนได้ดีที่สุดคือ การมอบเครื่องมือจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ให้นักเรียน
เราใช้คาบโฮมรูมที่รักของเรา สอนเรื่อง Priority ให้แก่นักเรียนประจำชั้น โดยให้นักเรียนเขียนงานที่ต้องส่งและสิ่งที่ต้องทำในสัปดาห์นี้มาให้หมดก่อน แล้วให้นักเรียนฝึก Priority กันเองว่า งานไหนควรจับใส่ลงไปในช่องไหน เสร็จแล้วจะทำให้นักเรียนเข้าใจว่า 
เขาควรทำสิ่งที่สำคัญและเร่งด่วนก่อน
(5). วันหยุดปีใหม่หลายวัน เป็นช่วงที่ได้พักผ่อนและชาร์จพลังเต็มที่มาก ซึ่งพร้อมที่จะกลับมาทำงานมาก ๆ เช่นกัน รอบนี้คือเตรียมตัวและเตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าโรงเรียนเปิดจะต้องไปดิวงานและตามงานจากใครบ้าง 
เปิดเรียนหลังปีใหม่วันแรก เราเข้าไปพบกลุ่มเป้าหมายก่อนเลย เราเข้าพบเขาด้วยกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเช่นกัน แม้ว่าจะได้รับมอบหมายให้ทำงานเพิ่มก็ตาม อาจจะเป็นเพราะเราเตรียมตัวมาดี ใจเราก็พร้อมรับมือกับงานครั้งนี้ได้แล้วละมั้ง เราถึงแฮปปี้และจัดการงานได้ดี จนคนรอบข้างยังทักว่า เราดูแฮปปี้จริง ๆ เช่นนี้ 

ครั้งนี้เราเรียนรู้ว่า 
งานที่มีประสิทธิภาพ คืองานที่มีความพร้อมทางด้านสภาพจิตใจ ดังนั้นควรเตรียมใจให้แฮปปี้อยู่เสมอ .





SHARE
Written in this book
Growing up
Writer
LukyimzYR
Developer | Educator
ฉันออกเดินทาง เพื่อกลับมาเขียนบันทึก

Comments