ใจเล็กๆ สมองน้อยๆ
เมื่อคืนฉันเพิ่งอ่านหนังสือ Into The Magic Shop ฉบับแปลไทยจบ

ฉันเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ในเช้าวันแรกของการเปิดภาคเรียน แล้วก็อ่านจบในคืนถัดมา เป็นหนังสือที่เรียกน้ำตาฉันตั้งแต่บทนำยันบทสุดท้ายเลย แต่น่าแปลกที่มันไม่ใช่น้ำตาจากความเศร้า

มันคือน้ำตาจากอารมณ์ที่ท่วมท้น ที่ฉันได้สัมผัสมันไปพร้อมๆ กับผู้เขียน ไม่ว่าจะเป็นความซาบซึ้ง ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะช่วยเหลือใครสักคน หรือความปลาบปลื้ม ชื่นชมยินดีในสิ่งต่างๆ

ระหว่างที่อ่านก็ได้ทักไปเล่าให้คุณเจ้ เจ้าของหนังสือเล่มนี้ฟัง ว่าฉันมีประสบการณ์คล้ายผู้เขียนอย่างไร พี่เขาก็มีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเป็นอะไรสักอย่าง ซึ่งดูห่างไกล ดูเหลือเชื่อ มันเคยเป็นแค่ความฝันของเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปนับสิบปี เราได้มองย้อนกลับไปแล้วก็พบว่า ความฝันเหล่านั้นได้กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว เรากำลังเป็นคนที่เราเคยใฝ่ฝันเมื่อสมัยยังเด็ก แม้จะยังไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์เหมือนในความฝัน แต่เรารู้ว่าเรากำลังเดินทางไปสู่ภาพนั้น และเราก็ยังไม่ย่อท้อแต่อย่างใด

เส้นทางเดินของฉันไม่เหมือนผู้เขียนเสียทีเดียว 

เขาได้เดินทางไปยังจุดสูงสุดแห่งความปรารถนาในวัยเด็ก นั่นคือการมีชื่อเสียง ความร่ำรวย ก่อนที่ทุกอย่างจะสูญสลายไปเพื่อเป็นบทเรียนให้ได้กลับมาทบทวนว่าที่จริงแล้ว อะไรคือสิ่งที่หัวใจของเขาต้องการ เขาจึงได้กลับมาค้นหาคำตอบที่อยู่ลึกลงไปภายในใจของตัวเอง และเริ่มการเดินทางครั้งใหม่

สำหรับ 'กลของรูธ' ที่หนังสือกล่าวถึง

มันอาจจะคล้ายกับวิธีการในหนังสือหลายๆ เล่มที่อยู่ในหนังสือหมวดจิตวิทยาพัฒนาตนเอง เป็นหนังสือที่ฉันชอบหยิบมาอ่านเพลินๆ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนต้น แต่ก็ไม่เคยได้เอามาทำตามเป็นจริงเป็นจัง

สำหรับฉันแล้ว สิ่งที่ยากกว่าการวิ่งไปสู่เป้าหมาย ก็คือการกำหนดเป้าหมายนั่นแหละ

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอะไรคือสิ่งที่หัวใจของเราต้องการอย่างแท้จริง

สิ่งที่หัวใจของเราเห็นว่ามีคุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่สังคมหรือใครต่อใครพร่ำบอกว่ามีคุณค่า

ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเพื่อมาชดเชยปมในอดีต หรือสมานรักษาบาดแผลในใจ

ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันไม่ได้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในสิ่งใดเลย 

บางครั้งก็คิดว่า มันมีกำแพงของความขลาดกลัว รายล้อมฉันอยู่ ทำให้หมดความปรารถนาจะคิดฝันสิ่งใด อยากจะซุกตัวอยู่ในโลกใบเล็กอันอบอุ่นที่ไม่มีอะไรมารบกวน พูดไปแล้วก็เหมือนตัวเองติดกับดัก comfort zone ยังไงชอบกล

คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ 

เดี๋ยวนี้น่ะ อะไรที่ทำให้ลำบาก ไม่ว่ากายหรือใจ ฉันก็วิ่งหนีมันท่าเดียว

พอลองนึกภาพดูว่าตัวตนแบบไหนที่ฉันอยากจะเป็น...

ไม่มีหรอกนะ ภาพนักจิตวิทยาที่ได้ช่วยเหลือคนมากมาย นักเขียนคนดัง หญิงสาวผู้ร่ำรวย บ้านหลังใหญ่โตสะดวกสบาย หรือแม้แต่ภาพครอบครัวน่ารักอบอุ่น

ฉันไม่กล้าจะฝันถึงภาพเหล่านั้น

ในหนังสือเขาบอกให้นึกภาพนั้น โดยไม่ต้องสนใจว่าเราจะไปถึงมันได้อย่างไร

แต่ฉันรู้สึกว่าความกลัวในใจฉันยังมีอยู่มาก

คงเป็นความหลอนจากความพยายามในครั้งก่อนๆ ละมั้ง

จากเด็กผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่มีความสามารถอะไรเลย เพื่อนก็ไม่ค่อยมี ครอบครัวก็มีปัญหา รู้สึกด้อยค่ายิ่งกว่าเศษฝุ่นที่ปลิวไปตามแรงลม ไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงเรื่องการมีความรัก

ฉันใช้เวลามากกว่าสิบปี ผลักดันตัวเองจนมาถึงตรงนี้ ที่รู้สึกว่าเรามีชีวิตที่ดีพร้อมทุกอย่างแล้ว มันเกินกว่าที่เคยฝันไว้ในอดีตแล้ว ก็เลยไม่กล้าจะฝันต่อ เพราะกว่าจะมาถึงตรงนี้ ก็แตกสลายไปหลายครั้งหลายหนเหมือนกัน

บางครั้งสมองของฉันอาจจะจำไปแล้ว ว่าการประสบความสำเร็จ ต้องแลกมาด้วยการแตกสลายอันแสนจะเจ็บปวด ไม่ว่าจะนึกย้อนไปกี่ครั้ง น้ำตาก็ยังจะเอ่อออกมา ราวกับว่าฉันจะร้องไห้ให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ตลอดไป

ชอบคิดสงสารตัวเองขึ้นมาว่า ทำไมเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนึง จะต้องแบกรับความทุกข์ ความเศร้าที่มันหนักหนาขนาดนั้นด้วย โลกฉันมืดอยู่ตั้งสองปีเชียวนะ ไม่สนุกเลยกับการผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ้นหวังทั้งกับตัวเอง กับคนรอบข้าง กับโลกใบนี้ ต้องเผชิญความรู้สึกอยากตายซึ่งหลอกหลอนอยู่ทุกครั้งที่อารมณ์ดิ่งลง ฉันเป็นแบบนั้นอยู่ตั้งสองปีเต็มหรือนานกว่า วิ่งหาทางออกตัวคนเดียวจนแทบหมดแรง ไม่มีใครเข้าใจสักคน ออกแรงใช้ชีวิตต่อด้วยเป้าหมายเดียวคือความตายอันแสนสงบ ฉันรู้สึกว่าตัวเองในตอนนั้นช่างน่าสงสารเสียจริง

พอจะเริ่มฝันถึงภาพใหม่ เสียงหนึ่งในหัวก็ร้องเตือนว่า อย่าเพิ่งเลย เธอยังไม่พร้อม เธออยากได้มันจริงๆ เหรอ เธอแน่ใจเหรอ ตอนที่ดิ้นรนตะเกียกตะกายจนไปถึงฝั่งฝันแล้วพบว่ามันช่างว่างเปล่าน่ะ แทบอยากจะคืนลมหายใจตัวเองไปเลยไม่ใช่เหรอ

ฉันฟังเสียงพวกนั้น 

ฮึ่ม

ถึงตอนนั้นมันจะว่างเปล่า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรสูญเปล่าสักอย่างนะ 

แค่เพราะในตอนนั้น เรายังเยาว์ ยังเขลา ก็เลยมีมุมมองต่อโลกที่มันไม่ตรงกับความเป็นจริงสักเท่าไหร่ ถึงโลกจะดูโหดร้าย แต่ตอนนี้ก็ได้เรียนรู้แล้วนี่นาว่าสิ่งที่สวยงามคืออะไร ได้ลองสัมผัสแล้วว่า มนุษยธรรม ความเมตตาอารี ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข การปล่อยวางความโกรธและเกลียดชัง การให้อภัย แท้จริงแล้วมันหน้าตาเป็นอย่างไร

ไม่เป็นไรนะ 

ฉันบอกใจที่เต้นแรงขึ้นของตัวเองให้สงบลง

มันอาจไม่ใช่เพราะความกลัวก็ได้ที่ทำให้เธอไม่กล้าฝัน เธออาจจะแค่...

ยังไม่อยากได้อะไร

ไม่ ฉันรู้ว่าฉันอยากได้!

มีสองเสียงตีกันอยู่ในหัวของฉัน แต่ฉันยังเอาเจ้าเสียงแห่งความขลาดกลัวออกไปไม่ได้

มันเอาแต่บอกว่าฉันยังไม่พร้อม ฉันยังเหนื่อยอยู่ ฉันเหนื่อยมามากเกินไป ฉันต้องการพักผ่อน ฉันไม่พร้อมจะก้าวเดินต่อ ฉันไม่ต้องการปาฏิหาริย์ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและหยาดน้ำตาแบบในตอนนั้นหรอกนะ ฉันสงสารตัวเองเกินกว่าจะยอมให้ตัวเองต้องบาดเจ็บแม้แต่ปลายเล็บ

ดูสิ ฉันรักตัวเองมากเลยนะ

เหมือนพ่อกับแม่เลย พ่อกับแม่รักฉันด้วยวิธีนี้นั่นแหละ คือไม่ยอมปล่อยให้ฉันเผชิญความยากลำบาก แล้วก็มาบ่นว่าฉันเป็นเด็กไม่รู้จักโต พวกเขาอยากเก็บฉันไว้ในพื้นที่ปลอดภัย แล้วเป็นคนจัดการทุกอย่างที่เหลือให้ จนหลายครั้งมันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกขังไว้ในกรง

ถ้าฉันจะออกจากกรงนี้ได้ ฉันก็ต้องหาทางเติบโตด้วยตัวเอง

อีกแล้วเหรอ?

สับสนจัง

บางทีฉันอาจจะคุยเรื่องนี้กับนักจิตวิทยาประจำตัวในนัดครั้งถัดไป

รู้มั้ย ภาพไหนที่ฉันอยากจะเป็น เมื่อฟังเรื่อง 'กลของรูธ'

ฉันน่ะ อยากจะเป็นคนที่ตั้งใจใช้ชีวิต อยากจะมีสติ สมาธิ กับทุกสิ่งที่ทำ อยากจะมองเห็นอะไรให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เป็นอิสระจากความกลัว ความวิตกกังวล และประสบการณ์ในอดีต อยากใช้ชีวิตด้วยความรักและความขอบคุณ อยากมีจิตใจที่นิ่งสงบ ไม่ตระหนกตกใจเสียจนอยากวิ่งหนีทุกสิ่งที่ชีวิตพัดพาเข้ามาหา

จะได้เติบโตต่อไป สู่ความฝัน

ที่วันนึงจะกล้าพอที่จะฝันถึงมันอีกครั้งเสียที

เขียนมาถึงตรงนี้ก็เริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้นแล้วหละ

ความจริงฉันก็ยังเป็นคนช่างฝันเหมือนที่ผ่านมา เพียงแต่ใจมันยังไม่สงบพอ ยังปั่นป่วนเกินไป ก็เลยไม่กล้าฝันไกล ขอแค่ฝันถึงวันที่ใจจะสงบได้จริงๆ ก่อน แล้วค่อยออกเดินต่อ

มันเป็นแบบนี้นี่เอง...

กลับมาที่หนังสือ Into The Magic Shop เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ

ฉันรู้ดีว่าเราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ

ขณะที่อ่านก็นึกถึงหลายเหตุการณ์ในอดีตเหมือนกันนะ ที่ความรักและความเชื่อใจจากใครหลายๆ คน เป็นพลังมหาศาลที่ทำให้ฉันเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองขึ้นมา

อาจเพราะเคยเรียนจิตวิทยามาหลายแขนงและเคยฝึกสมาธิวิปัสสนามาบ้าง การฝึกแบบในหนังสือจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับฉัน แต่สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือตัวตนและประสบการณ์ของผู้เขียนต่างหาก ที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้าในความรักและความเมตตา สละเวลาและแรงกายแรงใจ ถ่ายทอดเรื่องราวที่แสนจะมีค่าออกมาให้เราได้อ่านกัน

ความรักคือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง แต่มันไม่ใช่สิ่งที่แค่อ่านก็จะเข้าใจลึกถึงระดับประสบการณ์ 

ฉันอยากให้น้องสาวของฉันได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องของฉันจะได้อะไรจากมันบ้าง เพราะน้องก็เติบโตมาแบบฉัน ในครอบครัวที่ค่อนข้างจะกดดัน ไม่เชื่อใจกัน และคาดหวังสูง แม้แต่ฉันเองก็ยังไม่ใช่พี่สาวที่จะเชื่อมั่นในตัวน้องได้ขนาดนั้น แต่จะลองซื้อให้อ่านละกัน

ขอบคุณเจ้าของหนังสือด้วยนะคะที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กัน

เป็นการเริ่มต้นปีที่ดีเชียวหละ

เทอมนี้ยังไม่ได้เริ่มทำเคสสักเคสเลย

เคยมีใครสักคนพูดว่า 

นักจิตวิทยาคือคนที่จะรักคุณ จนกว่าคุณจะรักตัวเอง
หาที่มาไม่เจอแล้ว ใครรู้ช่วยบอกทีนะคะว่ามาจากไหน

อันนี้ก็ไม่ใช่ทุกแนวนะ ที่นักจิตวิทยาจะใช้ตัวตนและหัวใจในการทำงานมากขนาดนั้น

แต่สำหรับทฤษฎีที่ฉันเลือกในการทำงาน มันใช่เลยหละ

ฝึกงานเทอมสุดท้ายแล้ว ก็จะทำให้เต็มที่ที่สุด

ตอนนี้ฉันอาจจะเห็นตัวเองเป็นนิสิตปริญญาโทคนหนึ่ง ที่มีเพียงใจเล็กๆ กับสมองน้อยๆ แต่ก็หวังว่ามือเล็กๆ คู่นี้ จะช่วยรักษาแผลในใจของผู้คนได้ดีกว่าเก่า ขอให้ฉันทำได้อย่างละเอียดและประณีตขึ้น อย่าได้บอบช้ำกันมากนักทั้งตัวนักจิตและตัวผู้รับบริการ จะได้ไม่หมดแรงเสียก่อนจะหมดภาคเรียน

ที่มาเรียนจิตวิทยาการปรึกษา ก็เพราะเห็นด้วยตัวเองแล้วหละ ว่าก่อนคนเราจะโตได้ ก่อนจะใช้กลของรูธได้ เราจำเป็นจะต้องรักษาบาดแผลในใจเสียก่อน วิ่งไปเลือดไหลไปน่ะ มันเหนื่อยนะ เปลืองแรงด้วย 

ใครที่กำลังดูแลคนอื่นอยู่ ก็อย่าละเลยการดูแลตัวเองนะคะ

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกการเติบโต :)







SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments