หลักสูตรปกติวิชา ของลูกหมาป่าในฝูงแกะ
ในการพบเจอผู้คนใหม่ๆ พวกคุณใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำความรู้จัก?

5นาที 10นาที ครึ่งชั่วโมง หรือ1วัน?

ส่วนตัวเรา...

เราใช้เวลา 8 ปี!

ในการเรียนรู้ว่าจะเข้าสังคมกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวยังไง

8ปี..ตั้งแต่อนุบาลยันป.6

เราถึงจะเข้าใจว่าควรทำตัวกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆยังไง

แต่เราไม่มีปัญหานี้กับคนในครอบครัวเพราะ
เค้ารู้ว่าเราเป็นยังไงและเรารู้ว่าเค้าเป็นยังไงอยู่แล้ว

แต่กับคนอื่น..เราไม่รู้วิธี

เท่าที่จำได้.. วันแรกที่จำได้ว่าไปโรงเรียน
ตอนอนุบาล..

เราก็ได้พบเจอกับความแตกต่าง

เรารู้สึกได้ว่าเราไม่เหมือนเด็กพวกนั้น

..พวกเพื่อนๆ

ด้วยความที่เป็นเด็ก
เราไม่รู้ว่าต้องทำยังไง
ทำไมเด็กคนอื่นถึงดูเป็นธรรมชาติจังเลย
ในการเล่น การคุยกับเพื่อนคนอื่นๆ

แต่เราทำไม่ได้อะ
ทำไม่เป็น
และเราพยายามแล้ว

แต่ผลก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

เราสอบตกการเข้าสังคมของเด็กอนุบาล..

และด้วยความที่เรารู้สึกว่าเราไม่เหมือนคนอื่น
เราเลยยิ่งระวังมากๆในการแสดงออก
พยายามสังเกตและพยายามทำให้ไม่ต่างจากคนอื่น

ซึ่งมันอาจจะมากเกินไป

ผลก็คือ กลายเป็นโคตรแปลก

เพราะเราไม่แสดงออกอะไรเลย
ตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงเรียน
เราไม่มีส่วนร่วมอะไรกับเพื่อนๆเลย

อยู่กับตัวเอง
ไม่คุยกับใคร
นั่งมองคนอื่นเล่นกัน
นั่งวาดรูปเงียบๆ
เล่นกับตัวเอง

เพราะไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงกับเพื่อนคนอื่น ไม่มีใครมาสอนในเรื่องพวกนี้

เพราะมันคงประหลาดเกินไป
ที่คนๆนึงจะนั่งนิ่งๆเงียบๆในห้องในขณะที่เด็กคนอื่นๆวิ่งวุ่นไปทั่วห้อง ..

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการโดนล้อเลียน

ด้วยความนิ่งจัดจนเป็นที่สังเกต
เพื่อนคนอื่นๆในห้องคงอยากรู้ว่าถ้าเราโกรธจะแสดงอาการยังไง หรือ จะด้วยความแปลกหรืออะไรซักอย่างเนี่ยแหละ

ทำให้ตอนขึ้นชั้นประถมเราจะโดนล้อเลียนจากกลุ่มเด็กที่แสบๆหน่อย ทุกวัน ทั้งวัน

โดนล้อทุกเรื่อง ไม่ว่าจะทำอะไรและแม้ว่าจะไม่ได้ทำอะไร..

นั่งนิ่งๆก็โดน.. เอากับพวกมันสิ

แล้วสิ่งที่พวกเด็กพวกนั้นได้กลับไปก็คือ

ความเฉยเมย..

เราไม่เคยต่อล้อต่อเถียง
เราไม่ด่ากลับ
หรือมีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ

ประมาณว่าปล่อยผ่าน ไม่สนใจ
ก็นั่งนิ่งๆอยู่แบบนั้น

ถ้าถามว่าโกรธที่โดนล้อเลียนมั้ย
จริงๆคือไม่เคยโกรธเลยนะ
เพราะไม่ได้ใส่ใจ

แต่แค่รำคาญ โคตรๆ ซึ่งมันก็ต้องใช้ความอดทนสูงอยู่นะสำหรับคนขี้รำคาญอย่างเรา

โชคดีที่ไม่มีใครแกล้งแรงๆแบบถึงเนื้อถึงตัว (คงเพราะความนิ่งๆแปลกๆของเราเองนี่แหละที่ทำให้พวกนั้นไม่กล้า จะมีก็แค่ทำลายข้าวของ โดนขโมยของ เล็กๆน้อยๆ เลยพอจะปล่อยผ่านได้)

เพราะถ้ามีใครแกล้งเราแบบนั้น 
เราว่าเรื่องคงถึงห้องปกครอง
เพราะเราคงสู้กลับแบบจริงจังเกินไปเพราะไม่รู้ว่าลิมิตของการป้องกันตัวต้องทำแค่ไหนถึงจะเรียกว่าพอดี

ด้วยความรำคาญเราเลยตัดปัญหาด้วยการที่เมื่อถึงตอนพักกลางวันเราจะเข้าห้องสมุด เขตปลอดเด็กเปรต55555

ซึ่งมันได้ผลดีนะ

ที่เหลือก็แค่ไปนั่งทนๆเอาในชั่วโมงเรียน..

เป็นแบบนี้ทุกวันจนขึ้นป.6

ขึ้นป.6 ทางโรงเรียนเค้าจัดห้องใหม่
เราได้ย้ายเข้าไปอยู่ห้อง1
ปกติเราอยู่ห้อง2

ด้วยความที่เราเริ่มโตขึ้นมั้ง บวกกับเก็บข้อมูลของเพื่อนคนอื่นมานานพอสมควร เลยพอเข้าใจการปฎิบัติตัวต่อเพื่อนคนอื่น และประจวบกับมีเพื่อนใหม่ห้องใหม่

เราเลยเริ่มเข้าใจว่าควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆยังไง
เริ่มพูดคุย เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วม

ซึ่งเราคิดว่ามันปกติแล้ว
แต่มันก็ยังคงดูเป็นคนที่เงียบๆเกินไปสำหรับคนอื่นๆอยู่ดีมั้ง

แต่ก็ถือว่าดีขึ้นเยอะ

เพราะเริ่มไม่มีใครมาล้อเลียนเราแล้ว
อาจจะเพราะเริ่มโตขึ้นกันหมดแล้ว
ไม่ก็เบื่อที่จะล้อแล้ว(แต่เราว่าอย่างหลังไม่น่าใช่หรอก เพราะโดนล้อมา8ปีไม่ยักเห็นมันจะเบื่อกัน)

เราไม่รู้ว่าคนทั่วไปเค้าใช้เวลาเรียนรู้การเข้าสังคมกันนานเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าพวกเค้าใช้ความพยายามแค่ไหนในการเข้าสังคม

แต่ของเราคือนานมากในความรู้สึกเรา
และเราต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเข้าสังคม

เราไม่รู้ว่าต้องทำอะไรหรือทำยังไงจริงๆเวลาต้องอยู่กับคนอื่นๆ 
ความจริงใจอย่างเดียวดูเหมือนว่าจะไม่พอ
ที่เราทำได้คือสังเกตคนรอบข้าง
ต้องคอยระวังทุกอย่าง
ต้องฟัง ต้องดู ต้องสังเกตคนตลอดเวลา
ต้องคิดว่าต่อไปต้องทำยังไง
ต้องคุยยังไง ต้องคอยสบตาคนอื่นบ้าง
ต้องมองหน้า ต้องแสดงสีหน้าบ้าง
ต้องยิ้มบ่อยๆ(จนกลายเป็นว่ายิ้มง่ายหัวเราะง่ายเกินไปอีก เพราะเรารู้สึกว่าการทำหน้ายิ้มมันง่ายและให้ผลทางบวกที่สุดน่ะ)
มือไม้ต้องวางตรงไหน
ไหนจะเรื่องมารยาทพื้นฐานอีก...

การเข้าสังคมของเราแต่ละครั้ง
เป็นอะไรที่กินพลังงานชีวิตและพลังสมองเรามาก

เราไม่รู้ว่าคนอื่นต้องคิดทุกสเต็ปแบบนี้หรือเปล่า

แต่เรารู้สึกว่าคนที่เข้ากับคนอื่นๆได้ดี
พวกเค้าเก่งมากเลยที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนตัวเราเองก็คงต้องพยายามต่อไป..
เพื่อที่จะไม่สร้างปัญหาให้ตัวเองและสร้างความรำคาญใจให้คนอื่น

24
08.01.2020

















SHARE
Written in this book
บันทึกเรื่อยๆของชีวิตเฉื่อยๆ
เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในความเป็นไปของชีวิต

Comments