ตั้งเป้าหมายอย่างไรให้ S.M.A.R.T.
เป้าหมายในชีวิตของคุณคืออะไร ? คำถามนี้อาจดูสำคัญแต่ไม่อาจเทียบได้กับคำถามที่ว่า เป้าหมายของคุณมีคุณภาพแค่ไหน ? 
S.M.A.R.T. Goal เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย (ทั้งในองค์กรและระดับบุคคล) เพื่อเป็นเกณฑ์การตรวจสอบเป้าหมาย โดยจะทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าเป้าหมายของคุณมีคุณภาพมากแค่ไหน เพราะการที่เป้าหมายของคุณไม่มีคุณภาพ หรือ ไม่ S.M.A.R.T. นั้น อาจเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้คุณไปไม่ถึงเป้าหมายที่คุณใฝ่ฝันไว้นั่นเอง

S.M.A.R.T. ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษ 5 คำ ได้แก่

S = Specific (ชัดเจน/เฉพาะเจาะจง)
M = Measurable (วัดผลได้)
A = Ambitious (ท้าทาย)
R = Relevant (สอดคล้องกับบริบท)
T = Timely (มีกำหนดระยะเวลา)

เพื่อประโยชน์สูงสุด ก่อนอ่านย่อหน้าถัดไปอยากให้ผู้อ่านลองเขียนหรือพิมพ์เป้าหมายของตนเองไว้ก่อนแล้วจึงอ่านบทความต่อไป เป้าหมายของคุณอาจเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เช่น การเรียน การเงิน การงาน หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์


1. S = Specific (ชัดเจน/เฉพาะเจาะจง)

คุณต้องเป็น “เจ้าของ” เป้าหมายของคุณเอง
ผมอยากเชิญชวนให้คุณลองถามตนเองดูอีกสักครั้งว่าทำไมสิ่งที่คุณเขียนไว้ถึงเป็นเป้าหมายของคุณ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นจำเป็นต้องออกมาจากความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง ไม่ได้มาจากการยัดเยียดจากคนรอบข้างหรือสังคม หลายครั้งเป้าหมายของคุณไม่ชัดเจนหรือเฉพาะเจาะจงมากพอนั่นเป็นเพราะคุณไม่ได้เป็นเจ้าของเป้าหมายนั้นจริง ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น หากคนรอบข้างของคุณบอกให้คุณออกไปวิ่งเพื่อลดน้ำหนักได้แล้ว แต่ในใจลึก ๆ ของคุณกลับบอกว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการเลย ซึ่งพนันได้เลยว่าไม่ช้าก็เร็วคุณก็จะเลิกวิ่งไปเอง 

แต่ถ้าหากว่าวันไหนคุณเป็นโรคร้ายที่มีความจำเป็นต้องรักษาสุขภาพโดยการออกกำลังกาย มันจะไม่ยากเลยที่คุณจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายในทุก ๆ เช้า เพราะเมื่อถึงตอนนั้นเป้าหมายของคุณจะชัดเจนแล้วว่า “คุณไม่ต้องการจะตายในเร็ววันนี้” มันชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าการถูกยัดเยียดให้ออกไปวิ่งที่คุณไม่ต้องการในตอนแรก

เปลี่ยนคำกำกวมให้เป็นการกระทำ
เลิกตั้งเป้าหมายประเภทที่ว่า “ตั้งแต่นี้ฉันจะเป็นคนดี” กันเสียที ! คนดีคืออะไร ? คนมีน้ำใจ ? คนใฝ่รู้ ? คนตั้งใจเรียน ? พอแล้วกับเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน คุณต้องทำให้มันชัดเจนกว่านี้ อย่างการตั้งใจเรียน คุณต้องบอกได้ว่าารกระทำใดบ้างที่เป็นการสื่อถึง “การตั้งใจเรียน” เช่น การเข้าเรียนทุกคาบ, การอ่านหนังสือทบทวนสม่ำเสมอ, การอ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนถึงบทเรียนนั้น เป็นต้น

2. M = Measurable (วัดผลได้)

หมายถึงคุณต้องสามารถวัดได้ว่าคุณบรรลุเป้าหมายของคุณแล้วหรือยัง ตัวอย่างของเป้าหมายที่ไม่สามารถวัดผลได้ก็คือ “ฉันจะอ่านหนังสือทุกวัน” ซึ่งคุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคุณบรรลุเป้าหมายนี้แล้วหรือยัง ถ้าคุณอ่านแค่หน้าเดียวก็นับเป็นการอ่านหนังสือแล้วหรือ ?

ดังนั้นวิธีทำให้ง่ายขึ้นคือคุณควรระบุไปเลยว่าคุณจะอ่านหนังสือวันละกี่หน้า วันละกี่บท หรือ เดือนละกี่เล่ม ปีละกี่เล่ม ซึ่ง “จำนวน” จะช่วยบอกได้อย่างชัดเจนว่าคุณบรรลุ (หรือใกล้บรรลุ) เป้าหมายหรือยัง

3. A = Ambitious (ท้าทาย) 

เป้าหมายที่ดีควรท้าทาย เพราะมันจะช่วยให้เราใช้ความพยายามมากขึ้น เช่น หากคุณเคยอ่านหนังสืออยู่แล้ววันละ 10 หน้าเป็นประจำทุกวัน การที่คุณตั้งเป้าหมายว่าจะอ่านเพิ่มขึ้นเป็น 11 หน้า นั่นก็อาจจะดูขาดความท้าทายไป และคุณอาจจะไม่ได้พัฒนาตนเองมากเท่าไหร่จากเป้าหมายนี้เลย

ดังนั้นเป้าหมายที่ดีควรจะท้าทายตัวคุณเองให้ก้าวออกจาก Comfort Zone พอประมาณ แต่ไม่มากจนเกินไป โปรดระมัดระวังในข้อนี้ด้วย คุณควรจะแยกสิ่งที่ “ท้าทาย” กับ “เกินจริง” ออกจากกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็ขอให้เลือกทำสิ่งที่ท้าทายก่อน เพราะหากคุณตั้งเป้าหมายที่ดูเกินจริงมากเกินไป แล้วทำไม่ได้ ในระยะยาวมันอาจกลายเป็นหอกทิ่มแทงความตั้งใจของคุณ

เช่น หากท่านเป็นคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนเลย
ฉันจะอ่านหนังสือทุกวันให้ได้วันละ 10 หน้า => เป้าหมายที่ท้าทาย
ฉันจะอ่านหนังสือทุกวันให้ได้วันละ 100 หน้า => เป้าหมายที่ (อาจจะ) เกินจริง

หากคุณทำสิ่งที่ท้าทายในทุก ๆ วันไปเรื่อย ๆ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ “เกินจริง” ในวันนี้ คงกลายเป็นสิ่งที่ “ท้าทาย” ให้คุณลองทำดูในวันหน้า และนั่นยังคงไม่สายเกินไป

หรือคุณอาจจะใช้วิธีแบ่งเป้าหมายใหญ่ ให้เป็นเป้าหมายย่อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้น เช่น ฉันจะอ่านหนังสือทุกวัน วันละ 50 หน้า ให้แบ่งย่อยเป็น

1) ฉันจะอ่านหนังสือ 10 วันติดต่อกัน วันละ 10 หน้า
เมื่อทำสำเร็จแล้วเป้าหมายต่อไปคือ
 
2) ฉันจะอ่านหนังสือ 10 วันติดต่อกัน วันละ 30 หน้า

เมื่อทำสำเร็จแล้วเป้าหมายต่อไปคือ

3) ฉันจะอ่านหนังสือ 10 วันติดต่อกัน วันละ 50 หน้า

เมื่อทำสำเร็จแล้วเป้าหมายต่อไปคือ

4) ฉันจะอ่านหนังสือทุกวัน วันละ 50 หน้า

วิธีการนี้มาจากหลักการพัฒนาตนเองแบบไต่ขั้นบันได (Scaffolding) ซึ่งคล้ายกับการฝึกฝนทำโจทย์คณิตศาสตร์ โดยคุณต้องเริ่มทำโจทย์ที่ง่ายและไม่ซับซ้อนก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้น ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือคุณจะสามารถสังเกตเห็นพัฒนาการของตนเองได้ว่าคุณเข้าใกล้เป้าหมายของคุณแค่ไหนแล้วนั่นเอง

4. R = Relevant (สอดคล้องกับบริบท)
 
ความสอดคล้องกับบริบทหรือวิถีชีวิตก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะชีวิตคนเราก็มีข้อจำกัดต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น หากคุณมีเป้าหมายด้านการเงินอย่างการมีเงินเก็บซัก 1,000,000 บาท แต่ว่าคุณก็ยังมีหนี้สินอยู่ส่วนหนึ่งที่ต้องจัดการ จากบริบทนี้คุณควรเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการใช้หนี้เป็นหลักก่อน แล้วลดจำนวนเป้าหมายเงินเก็บลงมา เพราะหากยังมีหนี้สินอยู่เงินเก็บที่เป็นเป้าหมายของคุณจะมีความหมายได้อย่างไร

ขอยกอีกตัวอย่างหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เช่น กรณีที่คุณเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา แล้วต้องการเกรดเฉลี่ยให้สูงกว่านี้ แทนที่คุณจะตั้งเป้าหมายกับวิชาที่คุณทำได้ดีหรือถนัดอยู่แล้ว คุณอาจจะต้องเปลี่ยนไปตั้งเป้าหมายในการพัฒนาวิชาที่คุณทำได้ไม่ดีหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือไปพัฒนาวิชาที่ฉุดเกรดเฉลี่ยคุณอยู่นั่นเอง

5. T = Timely (มีกำหนดระยะเวลา)

พลังของ Dateline นั้นศักดิ์สิทธิ์เสมอ จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม งานกว่าครึ่งที่ไม่มี Dateline นั้น คืองานที่ “ไม่มีวันเสร็จ” 

ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เป้าหมายของคุณสำเร็จได้อีกประการคือการกำหนด Dateline ให้กับมัน แม้คุณอาจจะรู้สึกผิดไปบ้างหากทำมันไม่ได้ตาม Dateline ที่กำหนดไว้ แต่วันใดที่คุณทำสำเร็จคุณจะขอบคุณมัน

ยกตัวอย่างเช่น การอ่านหนังสือ 1 เล่ม คุณควรกำหนดไปเลยว่าคุณจะอ่านมันให้จบภายในกี่วัน หรือการเก็บเงินคุณก็ควรกำหนดไปเลยว่าเงินจำนวนที่คุณต้องการจะเก็บคุณต้องเก็บมันให้ได้ภายในกี่เดือน หรือ กี่ปี


ตัวอย่างการเปลี่ยนเป้าหมายให้ S.M.A.R.T. 

ซึ่งในที่นี้จะเปลี่ยนในส่วนที่เป็น S. M. และ T. เท่านั้น เพราะ A. และ R. เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ท่านจะต้องตอบให้ได้ด้วยตนเอง

ฉันจะพัฒนาตนเอง -> ฉันจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองก่อนนอนทุกวัน วันละ 20 หน้า
ฉันจะลดความอ้วน -> ฉันจะลดน้ำหนัก 5 กิโล ภายใน 3 เดือน
ฉันจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบ -> ฉันจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบภายในสัปดาห์นี้
ฉันจะต้องมีเงินเก็บให้ได้จำนวนหนึ่ง -> ฉันจะต้องเก็บเงินให้ 100,000 บาท ภายใน 1 ปี

สรุป

การใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายที่ S.M.A.R.T. ก็เหมือนกับการเดินทางที่มีจุดหมายปลายทางชัดเจน คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าคุณเข้าใกล้เป้าหมายของคุณแล้วหรือยังก่อนที่จะถอดใจไปเสียก่อน ท้ายที่สุดขอให้ท่านก้าวเดินไปสู่เป้าหมายของตนเองด้วยความไม่ประมาท และอย่าลืมให้อภัยตนเองเมื่อล้มเหลว

ปล.เมื่อท่านมีเป้าหมายแล้วแต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร แนะนำให้ลองอ่านบทความเรื่อง ไปให้ถึงเป้าหมายด้วย Backward Planning ได้ที่นี่ -> https://storylog.co/story/5d357241ebd327612e07eebe



อย่าลืมทิ้งข้อความติชมไว้ที่ Comment

SHARE
Written in this book
Beyond Yourself ก้าวให้พ้นคุณคนเก่า
รวมบทความเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง ร่วมกันสร้าง skill อันจำเป็นในการเอาชีวิตรอดในศัตวรรษที่ 21

Comments

Sonexaii
6 months ago
เป้าหมายของผมคือ:
ผมจะต้องเรียนจบปะรินยาโท และ
Reply