ตัวฉันและสิ่งที่ฉันเป็น - เรื่องเล่าจากมนุษย์เป็ดผู้ไร้ตัวตน
รู้ตัวอีกทีอีกไม่กี่เดือน ก็เข้าสู่อายุ 28 เต็ม ๆ แล้ว น่ังทบทวนหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมา ก็นึกขึ้นได้ว่าผ่านอะไรมาพอสมควรเลย แต่ไม่ได้บอกว่าเยอะกว่าใคร ๆ หรอกนะ เพราะแน่นอนว่าคนเราต่างถิ่นต่างที่มา แถมต้นทุนชีวิตของคนเราเองก็แตกต่างกันด้วย  
.
ก่อนหน้าที่จะมีเวลานั่งพิมพ์บทความนี้...บังเอิญนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตการทำงาน แน่แหละว่าเจ้า "ไวรัสโควิด-19" เป็นตัวบงการให้ชีวิตเข้ามาถึงจุดที่ต้องทบทวนอะไรหลาย ๆ อย่าง หนึ่งในน้ันคืออนาคตที่จะเลือกเดินต่อไปนั่นเอง
.
สำหรับใครที่อยากรู้แล้วว่าชีวิตของมนุษย์เป็ดช่วงวัย 28 เป็นอย่างไร? เรามาเร่ิมต้นกันด้วยจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดกันก่อนดีกว่าค่ะ
.
ตัวผู้เขียนเองขอเล่าย้อนไปไกลสักหน่อย เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาและตัวตนยุคแรกเร่ิมของความเป็นมนุษย์เป็ดรุ่นเยาว์ เมื่อราวๆ ปี พ.ศ.2549 ขณะน้ันผู้เขียน อายุได้ 13 ปี ฟังดูแล้วอาจจะนานไป...แต่หลายอย่างทำให้ความเป็นมนุษย์เป็ดชัดขึ้น ด้วยความที่ตอนน้ันเป็นช่วงวัยแห่งการเติบโต พร้อม ๆ กับสังคมที่น่าตื่นเต้นและแปลกใหม่ การเลี้ยงดูของครอบครัวที่ปลูกฝังมาอย่างผ้าพับไว้ ได้ค่อย ๆ คลี่คลายลง และนำไปสู่การค้นหาตัวตนได้อย่างอิสระมากขึ้นด้วย จำได้ชัดเลยว่าวันหนึ่งคุณครูท่านหนึ่งได้ถามนักเรียนในห้อง ม.1/2 ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความสงสัย ว่าศิษย์แต่ละคนอยากทำอาชีพอะไรในอนาคต เมื่อมาถึงคิวของผู้เขียนจึงตอบไปอย่างมั่นใจว่า "อยากเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลทีมชาติ" ฟังดูแล้วเพื่อน ๆ คงพอเดาได้ว่าสกิลแรกที่ผู้เขียนมั่นอกมั่นใจมาก น่ันก็คือการเล่นบาสเกตบอลนั่นเอง 
.
ความชื่นชอบในกีฬาชนิดนี้เริ่มต้นขึ้นจากการเรียนที่ไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำกิจกรรมอื่นได้ดีกว่า พอได้เร่ิมเล่นก็หลงไหลแบบเอาเป็นเอาตาย จนกลายเป็นนักกีฬาตัวจริงของโรงเรียนและได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันระดับจังหวัดตลอด 6 ปี แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ...ความเป็นมนุษย์เป็ดยังไม่จบลงง่าย ๆ แค่นี้หรอก เพราะว่าระหว่างที่เล่นบาสเกตบอลไปด้วยนั้น ก็ค้นพบความชอบอีกหนึ่งสิ่งที่ทำเอาบ้าคลั่งไม่แพ้กัน ซึ่งส่ิงน้ันก็คือการ "แต่งกลอน" สกิลที่ซึมซับมาแบบไม่รู้ตัวจากการอ่านหนังสือเก่า ๆ ของแม่ที่เก็บไว้ ด้วยความที่ยุคนั้นยังไม่มีส่ิงเร้าอย่างอินเทอร์เน็ตให้ได้ใช้เวลาว่างด้วยเหมือนกับปัจจุบัน การหยิบหนังสือที่กองอยู่ในชั้นวางของแม่ก็กลายเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นมาทันที
.
ย้อนไปราว ๆ ปี 2548 ตอนนี้ผู้เขียนอายุได้ 12 ปี แน่นอนว่าเป็นช่วงที่กำลังมองหาสิ่งที่ตัวเองหลงใหล ประกอบกับความชอบในหนังสือกลอนศาลาคนเศร้าของแม่ด้วยแล้ว เลยปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในหนังสือที่ชื่นชอบตามวัยคือ "I LIKE" นิตยสารที่รวบรวมความเป็นวัยรุ่นไว้ได้อย่างน่าสนใจ จนเรียกได้ว่าใครไม่รู้จักหรือไม่ได้อ่านฉบับล่าสุดถือว่าตกเทรนมาก ๆ คอลัมน์ที่ผู้เขียนตกหลุมรักเข้าอย่างจังคงหนีไม่พ้นกลอนความรักตามวัย เป็นสื่อที่เสพด้วยความสนุกสนานจนทำให้การแต่งกลอนจริงจังขึ้นมากกว่าเดิมเป็น 2 เท่าเลยทีเดียว
.
ผลงานการแต่งกลอนได้แพร่งพรายไปทั่วชั้นเรียน ด้วยกลอนชิ้นเอกที่เพื่อน ๆ ต่างได้พูดต่อ ๆ กันไป จากการเขียนกลอนรักให้รุ่นพี่ที่แอบชอบมาตั้งแต่ ป.6 (ความรักแบบป็อปปี้เลิฟตามวัย:)) ความพิเศษที่มากกว่าคนทั่วไปนั่นก็คือการเขียนความในใจได้เป็น 3-4 หน้า A4 พอนึกย้อนมองกลับไปผู้เขียนเองยังทึ่งในความพยายามของตัวเองเอามาก ๆ จนสกิลนี้กลายเป็นงานอดิเรกที่รุ่นพี่ที่รู้จัก ได้วานให้เขียนจดหมายกลอนจีบคนที่แอบชอบ ต่อมาก็ลามไปถึงจดหมายกลอนง้อแฟน ที่สำคัญยังบริการพับจดหมายเป็นหัวใจและส่งถึงมือผู้รับให้อีกด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำด้วยความชอบไม่มีค่าบริการใด ๆ (ทำด้วยใจล้วน ๆ ฮ่าๆๆ)
.
มีต่อ..แต่รอก่อนนะ!!
SHARE
Writer
SNOOKPy
Thinker
LGBTQ ที่เชื่อว่าเรื่องเพศไม่ใช่ข้อกำหนดของความสามารถ เป็นมือสมัครเล่นเรื่องการ'เขียน' ที่ชื่นชอบเรื่องการท่องเที่ยวในจิตใจมนุษย์ เพื่อถ่ายทอดเป็นเเรงบันดาลใจดีๆ

Comments