ขยะอาหาร – ภาวะโลกร้อน – ความมั่นคงทางอาหาร
ขอสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกเช่นเคย ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นด้วยกัน 3 ประเด็น นั่นคือ ขยะอาหาร – ภาวะโลกร้อน – ความมั่นคงทางอาหาร และทำความเข้าใจกันว่าทั้ง 3 ประเด็นนี้ส่งผลและเชื่อมโยงกันอย่างไร ในบทความนีี้จะเอ่ยถึง "ประเด็นทีี่เกี่ยวข้องในการผลิตอาหาร" ในการเชื่อมโยงประเด็นท้ัั้งหมดเป็นหลัก และยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ที่มาของอาหารก็ยังคงเป็นต้นเหตุหลักๆของภาวะโลกร้อน
ประเด็นแรกที่เราจะพูดถึงและทำความเข้าใจกันก่อนคือ ขยะอาหาร (Food Waste) ขยะอาหารนั้นแตกต่างจาก อาหารขยะ (Junk Food) เพราะนัยความหมายของ ขยะอาหาร (Food Waste) นั้นไม่ได้มีความหมายในทางคุณค่าโภชนาการอาหาร ขยะอาหาร (Food Waste) นั้นคืออาหารที่สูญเสียภายในระหว่างขั้นตอนของห่วงโซ่อาหาร นั่นคือ 1.การผลิต (Producing) 2.การแปรรูป (Processing) 3.การค้า (Retailing) 4.การบริโภค (Consuming) ขยะอาหารในที่นี้ ไม่ใช่แค่ "อาหารที่ผู้บริโภคซื้อมาแล้วบริโภคไม่ทันกำหนด" หรือเป็น "เศษอาหารที่เราทานเหลือ"
เคยสงสัยเวลาไปเดินตามซูเปอร์มาเก็ตกันไหมว่า เวลาอาหารตามซูเปอร์มาเก็ตหมดอายุ ที่แม้ลดราคาแล้วก็ยังไม่สามารถขายได้นั้น มันไปอยู่ที่ไหนกัน?จากรายงาน “Global Food: Waste Not, Want Not” โดย Institution of Mechanical Engineers หรือ IMechE ในประเทศอังกฤษ ระบุไว้ว่า "ปัจจุบันทั่วโลกมีการผลิตอาหารทั้งหมด 4 พันล้านตันในแต่ละปี 30-50 เปอร์เซนต์ (1.2-2 ล้านตัน) ของอาหารเหล่านี้กลับถูกทิ้งไปโดยไม่ได้บริโภค" นั่นหมายความว่า 1-2 ใน 3 ส่วน ของอาหารถูกนำไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ และไม่เห็นถึงคุณค่า, ความจำเป็น เมื่ออาหารเหล่านั้นถูกผลิตขึ้นมาเกิน ก็ย่อมต้องมีการกำจัดทิิ้ง โดยวิธีการกำจัดขยะอาหารส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธี "ฝังกลบ" ซึ่งวิธีฝังกลบนี้เองเป็นต้นเหตุของการเกิดก๊าซมีเทนเนื่องจากการเน่าเสียของอาหารจำนวนมากและเป็นอีกปัจจัยนึงที่ส่งผลสู่ "ภาวะโลกร้อน"ในขณะที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ อาหารก็ยังคงถูกทิ้งเรื่อยๆ และก็ยังมีผู้คนที่เสียชีวิตจากการอดอาหาร
เช่นเดียวกันกับการทำฟาร์มปศุสัตว์ขนาดมหึมาที่ก่อให้เกิดก๊าซมีเทนที่เป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด เพราะพื้นที่่่่่ถึง 75% ของ"พื้นที่ที่สามารถทำเกษตรกรรม"ทัั้งหมดในโลก ถูกใช้ไปสำหรับการทำฟาร์มปศุสัตว์ และอีก 25% เป็นของการถางป่าขนาดใหญ่เพื่อการทำเกษตรกรรม ซึ่งพื้นป่าทั่วโลกเฉลี่ย"ต่อปี"จะถูกถางไป 75,000 - 80,000 ตารางกิโลเมตร และพอมองดูจากสถิติทั้งหมดแล้ว จะทำให้เห็นว่า ไม่ใช่การรับประทานอาหารไม่หมดที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดขยะอาหาร (Food Waste) และการเกิดภาวะโลกร้อน แต่เป็นบริษัทเครือข่ายอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ที่ผลิตอาหารเกินความต้องการและบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และกลับโยนความผิดมาที่ตัวปัจเจกและเกษตรกรรายย่อย
มนุษย์ทั้งโลกไม่ได้ต้องการพื้นที่สำหรับการผลิตอาหารถึง 75,000 - 80,000 ตร.กม ต่อปี และหากให้เรารับประทานอาหารจนหมดก็ไม่สามารถทำให้โลกหายร้อนได้
มองข้ามไปยักอีกมุมนึงของโลก ยังคงมีประชากรที่ไม่มีความมั่นคงทางอาหาร ไม่สามารถบริโภคอาหารที่ถูกสุขอนามัย มีประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่่สามารถเข้าถีึงทรัพยากรอาหารได้อย่างอิสระ แถมยังคงมีประชากรที่เสียชีวิตจากการอดอยากอาหาร (Starving) รายงาน "World hunger is still not going down after three years and obesity is still growing – UN report" ปี 2019 จากองค์กรอนามัยโลก World Health Organization หรือ WHO มีผู้คนมากกว่า 820 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับการดำรงชีพ และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบ่งออกเป็นประชากรลาตินอเมริกา 39 ล้านคน ประชากรแอฟริกา 256.5 ล้านคน และประชากรเอเชีย 525 ล้านคน นั่นคือ ทุกๆ 9 คน จะมีประชากรที่ไม่มีอาหารเพียงพอ 1 คน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก ในขณะเดียวกันก็ยังมีอาหารที่ถูกทิ้ง โดยเปล่าประโยชน์และไม่่เห็นคุณค่่า ทั้งๆที่ อาหาร 1 ส่วนจาก 3 ส่วนสามารถเลี้ยงประชากรได้ถึง 2,500,000,000 คน นั่นแปลว่่าถ้าหากนำอาหารทั้งหมดที่ถูููููกทิ้ง (ในสภาพก่อนที่จะเน่าเสีย) มากระจายให้กับผู้อดอยากอีกอีก 820 ล้านคน ก็จะเหลืออาหารที่เพียงพอต่อการเล่้ียงชีพประชากรอีก 1,680,000,000 คน
ในระบบทุนนิยมนั้นไม่ได้สนใจว่าผู้คนรอบข้างจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงจำนวนเม็ดเงินและตัวเลขทางเศรษฐกิจประเด็นปัญหาทั้งหมดล้วนเกิดจากการผลิตเกินความจำเป็น (Overproduction) เนื่องจากระบบทุนนิยมมีการแข่งขันสูงและแข่งขันตลอดเวลา ซึ่งนำมาสู่การผลิตที่ไม่ได้มองถึงความต้องการ แต่ผลิตเพื่อกักตุนและแข่งขันสร้างกำไร เพราะไม่ว่าอย่างไรหากเราบริโภคอาหารจนหมด ก็คงยังมีอาหารที่ไม่ได้ผ่านการบริโภคถูกทิ้งไปจำนวนมากในแต่ละวัน เป็นผลพวงจากการผลิตเกินความจำเป็น สิ่งที่ควรจะหยุดทำตอนนี้นั้นคือ เลิกการผลิตเกินความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งการผลิตและฆ่าสัตว์ต่างๆและทิ้งเขาไปอย่างไม่ได้สนใจคุณค่า เราไม่ได้ปฏิเสธการบริโภคเนื้อสัตว์ แต่การเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าต้้้องบริโภคให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ปัจจัยต่อไปคือการถางป่าเพื่อการเกษตรกรรมเกินความจำเป็น เพราะแค่ไม่ใช่ป่าไม้ที่หายไปจากผืนโลก แต่นั่นยังรวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่ถูกรุกราน ส่งผลให้ระบบนิเวศน์พังทลาย ส่วนสิ่งที่เราเรียกร้องนั้นคือการกระจายอาหารสู่ทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มคน
พื้นที่และทรัพยากรทั้งหมดบนโลกนั้นเพียงพอสำหรับการเลี้ยงประชากร 7,500,000,000 คนบนโลก
ท้ายสุดจุดประสงค์ของบทความนี้คือการให้ผู้อ่านตระหนักถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างและวงกว้างของปัญหา ขยะอาหาร – ภาวะโลกร้อน – ความมั่นคงทางอาหาร และความเชื่อมโยงกันถึงทั้งสามประเด็นนี้ หากผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไร สามารถร่วมแบ่งปันความคิดเห็นในช่องคอมเมนท์ข้างล่างได้เลย


SHARE
Writer
KongkangGroup
Writer
กลุ่มโกงกาง นักกิจกรรมจากบางแสนดินแดนเสรี

Comments

Khumbu
19 days ago
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ นอกเหนือจากนี้ยังมีพื้นที่ป่าจำนวนมากที่ถูกถางเพื่อไปเพาะปลูกพืชสำหรับการเลี้ยงปศุสัตว์ในฟาน์มขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราขับรถไปทางภาคเหนือเราก็อาจจะเห็นการถางพื้นที่ภูเขาเพื่อปลูกข้าวโพด
Reply
Amiracle
12 days ago
โอ้ เพิ่งรู้เลยค่ะว่ามีอาหารที่ถูกทิ้งมากมายขนาดนี้ มันแก้ยากมากค่ะ โลกนี้ ในตอนนี้ ถูกกุมไว้ในกำมือของทุนนิยม
แต่มันเปลี่ยนแปลงได้อยู่แล้วค่ะ สักทางหนึ่ง
ขอบคุณที่เขียนบทความนี้ออกมา เขียนเรื่องแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆนะคะ
Reply
HOLIDAYWITHYOU
11 days ago
อยากทราบว่าอาหารที่ผลิตแล้วทิ้งเพราะขายไม่ได้นี่ นายทุนไม่ขาดทุนเหรอคะ ทำไมเขาไม่ลดปริมาณการผลิตลง
Reply