Talk is overrated
เหมือนว่าหัวใจฉันจะเต้นแรงได้อีกครั้ง...

แต่จุดจบของเรื่องนี้ เราเองก็ยังไม่รู้ว่าควรรู้สึกแบบไหนกับมันกันแน่..

บันทึกก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องราวและมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องความรัก ที่อาจจะหม่นหมองและแปลกประหลาดซะจนเราเองก็ยังสงสัยว่าบนโลกนี้ยังจะมีคนที่เป็นเหมือนเราอยู่อีกไหมนะ .......

และเรื่องราวครั้งนี้ มันเริ่มต้นจาก การที่เราเริ่มหางานพาร์ทไทม์ช่วงเย็น เพิ่มจากงานประจำที่ทำอยู่ช่วงกลางวัน ตอนแรกก็กะจะทำแค่ช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพราะกลัวร่างกายจะรับไม่ไหว แต่ทางเจ้าของร้านบอกว่าต้องการประจำ มาเลทหน่อยไม่เป็นไร อนุโลมให้ ก็เลยตอบตกลงไป เอาวะ ลองดู ไม่ไหวค่อยว่ากัน .. 

การเจอกันครั้งแรก เราใส่ชุดเครสตัวยาว ที่ก็เพิ่งเคยใส่ครั้งแรกตั้งแต่ซื้อมา เรากำลังช่วยพี่อีกคนเปิดประตูร้านอยู่อีกฝั่งนึง เขาเดินย้อนกลับมายืนจ้องเรา เรารู้สึกได้ ว่ามีคนกำลังยืนจ้องเราอยู่ แต่ด้วยความที่เราเองรู้สึกกลัวนิดๆ ว่าเอ๊จะเป็นพวกโรคจิตหรือเปล่า เลยไม่กล้าหันไปมองตอบ.. ในตอนแรก เราเลยยังจำใบหน้าเขาไม่ได้ แต่จำรูปร่างของเขาได้รางๆ ว่าเป็นคนตัวสูงๆ.. 

วันต่อๆมา เขาก็คอยมาวนเวียนอยู่แถวร้าน เขามักจะคอยหยิบไม้กวาดมาปัดกวาดขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยตามทางเดินบริเวณรอบๆร้านค้าใกล้ๆ เราเลยเริ่มสังเกตเห็นเขาทีละนิด เริ่มจำรูปร่าง และใบหน้าเขาได้รางๆ และด้วยความบังเอิญ ได้ยินคนอื่นเรียกชื่อเขา ถึงได้รู้ว่า เขาชื่อ “ฟิน” นั่นเอง เราเริ่มสงสัย ว่าทำไมเขาถึงมาวนเวียนอยู่แถวร้านที่เราขายของอยู่ แต่กลับมาแป๊ปๆแล้วหายไป แต่ก็คอยวนเวียนมาเป็นระยะๆ แล้วก็มักจะมองมาทางเราตลอด เพราะเรามักจะหันไปพบว่าเขากำลังมองมาอยู่พอดีตลอด แต่เราเองก็ยังคงคิดว่า มันอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้.. แล้ววันหนึ่ง เราก็เดินผ่านร้านตัดผมตรงหัวมุมอีกด้านที่อยู่ใกล้ๆกับร้านที่เราไปรับจ้างขายของ พอมองเข้าไปในร้าน ก็จ๊ะเอ๋เข้า เขาเป็นช่างตัดผมชายอยู่ที่ร้านนั้นนั่นเอง !

วันต่อๆมา เราก็เลยเริ่มสังเกตเขามากขึ้น เขายังคอยมาวนเวียนอยู่แถวบริเวณรอบๆช่วงเย็นๆ และเรา ก็เริ่มจะเดินผ่านหน้าร้านเพื่อแอบไปสังเกตเขา บางทีเขาก็ยุ่งอยู่กับลูกค้า บางที เวลาไม่ติดลูกค้า ก็แอบเห็นเขาหัดเล่นกีตาร์ ปัดกวาดทำความสะอาดภายในร้าน “เราเริ่มรู้สึกสนใจเขามากขึ้นเรื่อยๆ” อยากรู้ว่าช่างกลางวัน เขาทำงานอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า เขาพักอยู่ใกล้ๆนี่หรือเปล่านะ เขาหน้าตาโหดๆ แต่กลับดูอ่อนโยน มีรอยสักพาดยาวตามแขน แต่ดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร ที่สำคัญ เขา”หัวโล้น” ... นั่นเป็นจุดเด่นที่ทำให้เราจำเขาได้ตั้งแต่แรก ทั้งๆที่ยังจำใบหน้าเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ.. เราไม่เคยเห็นเขาสูบบุหรี่ ทั้งๆที่ใกล้ๆมีร้านเหล้าที่เค้าแวะมาเติมน้ำเป็นประจำ (ซึ่งร้านเหล้าตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านของฝากที่เราขายของอยู่) แต่ก็ไม่เคยเห็นเขาแวะไปนั่งดื่มกับคนอื่นเลย .. เขามักจะกลับบ้านเร็วกว่าเราเสมอ เขาจะเดินผ่านร้านเรา กลับทางประตูหลังของตลาด เขาจะเดินผ่านพร้อมกับหมวกกันน็อคสีแดงเสมอ เราค่อยๆจำรายละเอียดของเขาได้เพิ่มขึ้นทีละนิด และจังหวะการเต้นของหัวใจในเวลาที่เจอหน้าเขา ก็เริ่มเต้นเร็วขึ้นตามไปด้วย ..

“ซึนเดระ” คงไม่มีคำไหนสามารถอธิบายนิสัยของเราได้ดีไปกว่าคำนี้แล้ว ปฏิกิริยาของร่างกายเรา มักจะไปเร็วกว่าความคิดเสมอ เราจะหลบหน้าทันที ถ้าเกิดหันไปเจอว่าเขากำลังมองมา หรือหากเรากำลังยิ้มหรือหัวเราะอยู่กับคนอื่น แล้วหันไปเจอว่าเขากำลังจ้องเราอยู่ เราจะหยุดกึกทันที เราไม่เคยกล้ายิ้มให้เขา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรแสดงสีหน้ายังไงเวลาเจอเขา รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนประหลาด(กว่าเดิม)ทันที เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เราไม่รู้วิธีจัดการกับตัวเอง เราคิดว่าเขาเองก็อาจรู้สึกว่าท่าทางของเราคงดูประหลาดเอามากๆ 

ช่วงเวลาของงานพาร์ทไทม์ช่วงค่ำ กลายเป็นช่วงเวลาที่เรารอคอย ถึงแม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ (ช่วงเวลาของงานประจำ 08:30-17:30 พาร์ทไทม์ 18:00-00:30) นอนวันละ4-5ชม. การนอนไม่พอ ทำให้สิวเราขึ้นเยอะมาก เราเลยเริ่มใส่ผ้าปิดปากบ่อยขึ้น และไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า ที่ช่วงหลังเขาก็ใส่ผ้าปิดปากบ่อยขึ้นด้วยเหมือนกัน ..

หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญไปหมด เรายังคงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังคิดไปเอง เรื่องแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับทุกคน เราอาจจะคิดมากไปเอง ว่าเขาคอยสังเกตเรา แต่ที่แน่ใจคือ “เราคงเริ่มชอบเขาแล้ว” บางทีการจะชอบใครสักคน มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ.. แต่ในส่วนลึกของจิตใจ เหมือนมีบางอย่างยังคอยบอกเรา ว่าเรา “เชื่อมั่นในรักแท้นะ แต่ไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง” เรากลัว ว่าการที่เขากลับบ้านเร็ว เพราะมีคนรอเขาอยู่ที่บ้านหรือเปล่า ที่เขาขยัน ที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า เพราะเขามีคนต้องดูแลหรือเปล่า มันดูมีความเป็นไปได้เต็มไปหมด และเรา “ไม่กล้าพอ” ที่จะไปถามเขาตรงๆ 

จนวันหนึ่ง “จุดเปลี่ยน” มาถึง 
วันนั้นก็เหมือนกับที่ผ่านมา เขายังคอยวนเวียนมาแถวร้าน แล้วบังเอิญเพื่อนเราที่เป็นทอมพาแฟนมากินข้าวแถวนั้น เลยมาชวนเราไปกินด้วย ด้วยการ “จูงมือ” เราไปเลยดื้อๆ ต่อหน้าต่อตาเขาเลย หลังจากวันนั้น เรารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลง เขาไม่ค่อยวนเวียนมาแถวร้านเราแล้ว ไม่ถือไม่กวาดมาเก็บกวาดบริเวณรอบๆแล้ว ไม่ค่อยหันมาสบตาเราแล้ว ไม่ค่อยเดินกลับบ้านผ่านหน้าร้านเราแล้ว .. ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก .. มันกลายเป็นเราแล้ว ที่คอยไปเดินผ่านหน้าร้านเขา ทั้งๆที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองเข้าไปในร้านตรงๆด้วยซ้ำ

“snow globe” เราอยากจะมอบสิ่งนี้ให้เขาจัง ..
เพราะเป็นของที่เราชอบ และเราคิดถึงมันทุกครั้งที่คิดถึงเขาด้วย .. แต่เราเริ่มเหนื่อยกับความขี้ขลาดและความซึนของตัวเองแล้ว พร้อมทั้งร่างกาย ที่ก็คงเหนื่อยล้ามากแล้ว จากการใช้งานแบบไม่สงสารร่างกายตัวเองเลยของเราเอง “เราเริ่มท้อ” ทั้งกายและใจ และคิดว่าควรถึงเวลาหยุดพักเพื่อปรับสมดุลชีวิตอีกครั้ง .. เมื่อตัดสินใจขอลาออกจากงานพาร์ทไทม์ได้แล้ว ก็ต้องตัดสินใจกับความรู้สึกของตัวเองด้วย ในวันนั้น เราใช้เวลาช่วงที่ขอไปเข้าห้องน้ำ ไปเดินห้างเพื่อหาซื้อ snow globe แต่ไม่เจอ สิ่งที่เจอคือ เจ้าจุ๊กตาดารุมะสีแดง หน้าตาประหลาดๆ หัวกลมๆของมันทำให้เราคิดถึงเขาทันที เลยตัดสินใจซื้อมัน และหวังว่าตัวเองจะมีความกล้ามากพอที่จะเอามันไปมอบให้เขา .. เมื่อตัดสินใจซื้อมาแล้ว ก็คิดว่าจะเอาไปมอบให้เขา ตอนที่เขาเลิกงาน .. แต่ในวันนั้นเอง .. เขาเดินผ่านมา พร้อมกับ “ใครอีกคน” .. ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก เรายืนมองแผ่นหลังของคนสองคนเดินจากไป ด้วยความรู้สึกประหลาด เพราะเราไม่รู้ว่าจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอะไรด้วยซ้ำ .. เหมือนเป็นสิ่งที่คิดอยู่แล้วว่าอาจจะเจอ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากจะเจอ ความรู้สึกประหลาดของคนประหลาด .. มันเหมือนว่าที่ผ่านมา ทุกอย่างที่รู้สึก คือสิ่งที่มโนและคิดไปเองคนเดียวทั้งหมด .. และมันถึงเวลาตื่นจากฝันได้แล้ว ..

ความฝันที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลาเดือนกว่า มันทำให้ร่างกายและจิตใจเราเหนื่อยล้าเหลือเกิน เราตั้งใจจะหยุดพัก และรีเซ็ตทุกอย่างอีกครั้ง กลับมาอยู่กับตัวเอง และปล่อยให้ “ใจที่เต้นรัว” ก่อนหน้านี้ กลับมาเต้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมออีกครั้ง ความคิดถึงที่ยังหลงเหลือ ก็ปล่อยให้มันดำเนินต่อไป เชื่อว่าสักวัน มันก็คงจะเลือนหายไปตามกาลเวลาเหมือนกัน ตุ๊กตาดารุมะตัวนั้น เราก็ยังคงเก็บมันไว้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า “ตัวเราเองก็ยังคงมีความรู้สึกนะ” และรู้สึกขอบคุณ ความรู้สึกประหลาดนี้ ที่เราเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นความรู้สึกดีใจหรือเสียใจกันแน่ .. 

แต่จุดจบของเรื่องนี้ คงสรุปได้แค่ คำว่า “ประหลาด” เท่านั้นจริงๆ.. 

ขอบคุณ และ ลาก่อน 
ขอให้มีความสุข





SHARE

Comments