3 ข้อคิดที่แตกต่างจากงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ
จากชีวิตคนทำงานออฟฟิศ ผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการ ที่มีงานอดิเรกเป็นฟรีแลนซ์ ชีวิตมันช่างมีสีสันคนละแบบจากเมื่อก่อน ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลย

1. time: เวลางานเปลี่ยน วิถีชีวิตก็เปลี่ยน
ตอนทำงานประจำ นั่งออฟฟิศ มีลงพื้นที่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เวลางานก็เป็นเวลา งานเป็นงาน พักเป็นพัก แตกต่างจากการเป็นผู้ประกอบการและฟรีแลนซ์ ที่เวลางานเป็นอิสระ จะทำตอนไหนก็ได้ และลูกค้าก็มาตอนไหนก็ได้เช่นกัน

ตอนแรกลองทำงานให้เป็นเวลาเหมือนทำงานออฟฟิศ ปรากฏว่า มันไม่เหมาะสักเท่าไหร่ ต้องยืดหยุ่นให้มากขึ้น และไม่จำเป็นต้องทำงานทั้งวัน แต่ให้เน้นทำงานที่สำคัญ และได้ผลลัพธ์มาก ผู้ประกอบการมีงานให้ทำเยอะมาก แต่ก็สนุกมากเหมือนกัน เพราะได้ลองเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะ ส่วนงานฟรีแลนซ์มีข้อจำกัดเรื่องเวลา เราจะต้องแบ่งงาน ให้เวลาตัวเองได้พักบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นกดดันตัวเองถ้าไปทำงานตอนใกล้กำหนดส่ง


อย่างเรื่องวันลา งานออฟฟิศ ขี้เกียจก็ลาได้ แต่เป็นผู้ประกอบการ ถ้าป่วยก็ต้องรีบหาย เพราะลูกค้าเขารอเรา ดังนั้น เรื่องสุขภาพจึงสำคัญมากๆ ต้องแบ่งเวลาไปออกกำลังกายเป็นประจำ ดีที่ฝึกออกกำลังกายให้ชินตั้งแต่ตอนทำงานออฟฟิศแล้ว พอออกมาทำงานส่วนตัวก็ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ แค่เพิ่มจำนวนวันออกกำลังกายให้มากกว่าเดิมเท่านั้นเอง ออกกำลังกายมันดีจริงๆ นะ ทำให้เรามีพลังพร้อมที่จะรับความท้าทายในแต่ละวันได้ดีเลย

และที่รู้สึกดีกว่าเดิมคือ ตอนทำงานประจำ งานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวเท่าไหร่ แม้แต่คนข้างบ้าน ก็ไม่ค่อยได้ไปสุงสิงกับเค้าเลย พอมาเป็นผู้ประกอบการอยู่ติดบ้านมากขึ้น มีเวลาปรับตัวกับคนในบ้าน และมีเวลาพูดคุยกับคนใกล้บ้าน ได้เรียนรู้ชีวิตผู้คนอีกแบบหนึ่ง ก็สนุกไปอีกแบบนะ และไม่น่าเชื่อว่า เมื่อได้มาทำในสิ่งที่เรารัก เวลากลับผ่านไปเร็วกว่างานเดิมที่เคยทำ ถ้าใครรู้สึกดีกับงานที่ทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงานใดก็ตาม งานนั้นคือ งานที่ใช่แล้วล่ะ


2.  think: ปรับความคิด ชีวิตจึงจะเติบโต
ตอนทำงานออฟฟิศได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง และงานเหล่านั้น สามารถเอามาใช้กับงานผู้ประกอบการและงานฟรีแลนซ์ได้ เช่น การจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบ ความรับผิดชอบที่จะทำงานให้เสร็จตามเวลา และการสื่อสารด้วยความตั้งใจดี 

ตอนทำงานออฟฟิศใหม่ๆ จำได้ว่า มีงานทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ไม่อยากทำ แต่พอมาเป็นผู้ประกอบการ อะไรๆ ก็อยากเรียนรู้ไปซะหมด ไม่มีคำว่าไม่ชอบ ไม่ตั้งกำแพงก่อนว่าทำไม่ได้ และในระหว่างนั้นจะต้องพัฒนาตัวเองตลอด เช่น อ่านหนังสือ เรียนคอร์สออนไลน์ ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้รู้ลึก รู้จริง จะเป็นทางลัดให้เราปรับทัศนคติได้ถูกต้องขึ้น และหาวิธีการที่เหมาะสมจะช่วยให้งานเราพัฒนาได้เร็วขึ้น 


และพอทำงานออฟฟิศไปสักพัก เรามักต้องการความก้าวหน้า ต้องการตำแหน่งงานที่มั่นคงเป็นธรรมดา บางคนอาจจะอยากทำงานในออฟฟิศสวยๆ บรรยากาศดีๆ แต่พอได้มาเป็นผู้ประกอบการ เป็นฟรีแลนซ์ ตำแหน่งกับโต๊ะทำงาน ไม่ใช่ประเด็นเลย เราจะนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ ในห้องนอน ห้องนั่งเล่น ในสวนก็ยังได้ 

ส่วนตำแหน่ง เราก็ไม่ต้องเลื่อนขั้นอะไร เราก็ทำหน้าที่อย่างนั้นไปตลอด ยิ่งเป็นฟรีแลนซ์ เราก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าเราเป็นลูกจ้าง แม้ว่านายจ้างจะอายุน้อยกว่าเราหรือไม่มีประสบการณ์ในงานที่ว่าจ้างเรา เราก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของนายจ้างเสมอ และปรับงานในส่วนที่สามารถปรับได้ ไม่ว่าทำงานที่ไหนก็ต้องมีจุดยืน และยืดหยุ่นทั้งนั้น


เมื่อก่อนเคยไม่ชอบงานขาย แต่ตอนนี้เราต้องขายแล้ว เราก็ต้องศึกษาว่า แม่ค้าแบบไหนที่เราอยากเป็น ถ้าเรามองว่าลูกค้าเป็นเพื่อน เราก็จะฟังมากขึ้น ไม่กดดัน ให้เวลาเขาได้ถาม เพราะการขายออนไลน์ เขาไม่ได้เห็นสินค้าเราจริงๆ ขายแล้วไม่จบ ก็ยังพูดคุยกันได้ ให้กำลังใจกัน เราก็ทำแบบที่เราอยากทำ 

เมื่อก่อนยอมรับเลยว่ากลัวการถูกปฏิเสธ เลยไม่ชอบงานขาย แต่ว่า ตอนนี้รู้แล้วว่า เราผลิตสินค้าก็เพื่อช่วยคนนะ ลูกค้าที่ใช่ คนที่ชอบ เขาก็จะซื้อสินค้าของเราเองล่ะ เพียงแต่ว่าเราต้องทำการตลาดเพื่อให้เขารู้จักเรา ตอนแรกไม่อยากโฆษณาเลย มองว่าไม่ดี แต่รู้แล้วว่า สินค้ามันมีอยู่มากมายจนเรียกได้ว่าล้นตลาด รายการสินค้าเก่าๆ ก็ต้องตกไปอยู่ข้างล่างๆ เราก็ต้องดันขึ้นมา ใช้วิธีโฆษณาประชาสัมพันธ์ 


ตอนทำงานออฟฟิศ อาจไม่จำเป็นต้องพัฒนางานทุกวัน แต่พอมาเป็นผู้ประกอบการ ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยวันละ 1% เพื่อให้มีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ดีกว่าการเปลี่ยนทั้งระบบซึ่งทำนานๆ ครั้ง แต่การทำทีละนิดไม่เหนื่อยด้วยนะ

คนเป็นแม่ค้าเวลามีลูกค้าเยอะๆ ชอบมากๆ เพราะนั่นคือ รายได้ แต่พอทำงานออฟฟิศ บางคนอาจจะไม่ชอบเวลามีผู้รับบริการเข้ามามากๆ อาจเพราะเงินเดือนเท่าเดิม เพิ่มก็ไม่มาก จึงรู้สึกว่างานล้นมือ แต่ก็ไม่ใช่ว่างานออฟฟิศจะหนักทุกวัน แถมไม่ต้องคิดงาน มีผู้บริหารคอยคิดให้ แต่งานผู้ประกอบการต้องคิดวางแผน ตัดสินใจเอง มีกลยุทธ์ ธุรกิจถึงจะเติบโตได้ จะมาลังเลสงสัยในตัวเองไม่ได้ ต้องมั่นใจในตัวเอง จึงจะมองเห็นทางที่เป็นไปได้ 


และความคิดหนึ่งที่จะทำให้เราเดินหน้าโดยไม่ลังเล คือ การคิดว่า "เรากำลังสร้างตัว" มันช่วยได้นะ เวลาที่เราต้องทำงาน แต่คนอื่นได้พัก พอคิดได้อย่างนั้น เราก็จะกลับมาโฟกัสที่งานมากขึ้น มีความสุขกับปัจจุบัน และภูมิใจกับความก้าวหน้าในแต่ละขั้น โดยไม่รีบร้อนให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพราะเราต้องการให้ธุรกิจเติบโตและมั่นคง


3. true: เมื่อเราใช้ชีวิตในแบบที่ใช่ เราก็เจอทางที่ใช่ คนที่ใช่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นจริงๆ แถมยังไปช่วยเสริมให้งานของเราเดินหน้าง่ายขึ้นด้วย อย่างเช่น ถ้าเราอ่านหนังสือจิตวิทยา ก็จะช่วยปรับทัศนคติให้คิดบวก คิดเป็น เราก็จะมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น เอาไปใช้ในงานผู้ประกอบการได้ หรือถ้าเราพยายามจัดการเวลาให้ลงตัว ยืดหยุ่นให้มากขึ้น เราก็จะสามารถมีเวลาทำงานอดิเรก มีเวลาออกกำลังกายได้ และถ้าเราเขียนบัญชี ไม่ว่าจะมีเงินน้อยหรือมีมาก เราก็สามารถจัดการเงินให้ลงตัวได้

มี 2 ทักษะ ที่งานออฟฟิศอาจไม่ต้องใช้มากนัก แต่งานผู้ประกอบการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพัฒนา คือ การรู้จักปล่อยวางและยืดหยุ่น เพราะเมื่อเราวางแผน โอกาสที่จะไม่เป็นไปตามแผนก็มี และผลลัพธ์ที่ได้อาจน้อยหรือมากกว่าที่วางแผนไว้ เราจึงต้องทำเต็มที่และปล่อยวางผลลัพธ์ที่เราไม่อาจควบคุมได้ 

ส่วนเรื่องการยืดหยุ่น เราจะต้องยืดหยุ่นได้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องเวลา เรื่องงาน เพราะเมื่อเรามาทำงานอิสระ เราคิดว่าสามารถทำได้หมดทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วนั้น เราก็ไม่สามารถทำได้หมด  ยอมรับและปล่อยให้บางอย่างยังไม่ได้จัดการไปก่อน ทำในสิ่งที่สำคัญและทำเท่าที่ได้ ยิ่งเรายืดหยุ่นได้ดีเท่าไหร่ เรายิ่งใช้ชีวิตง่ายขึ้นเท่านั้น


ที่ผ่านมาตอนทำงานออฟฟิศในช่วงแรกๆ เราเคยคิดลบ ซึ่งทำให้เรามองอะไรด้วยใจที่แคบ พอลองพัฒนาตัวเอง ใจเราก็กว้างขึ้น และวิธีการทำงานก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นด้วย เราคิดแบบไหน เราก็เจอคนแบบนั้น อันนี้เป็นเรื่องจริง เราคิดลบ เราก็ได้เพื่อนคิดลบ พอเราเริ่มคิดบวก ก็จะมีเพื่อนที่คิดบวก ผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติที่ดีคอยสอน คอยแนะนำให้เราคิดในทางที่สร้างสรรค์ขึ้น

ตอนทำงานออฟฟิศ เรามักจะคิดว่า เราได้เจอผู้รับบริการหลายแบบ เราต้องรับมือให้ได้ทุกแบบ พอมาทำงานฟรีแลนซ์ แรกๆ เราคิดแต่เรื่องหารายได้เพิ่ม คิดถึงเงินก่อน เราจึงได้เจองานหลากหลายรูปแบบ งานที่เหมาะสมกับเรา และงานที่ไม่เหมาะกับความถนัดของเรา ต้องหัดปฏิเสธงาน เลือกทำงานที่เหมาะสมจริงๆ 

พอเวลาผ่านไป เราปรับทัศนคติใหม่ เราตั้งใจว่า เราทำงานฟรีแลนซ์เพื่อช่วยคนที่เขาต้องการให้ช่วยงาน ปรากฏว่า เราได้เจอผู้รับจ้างที่มีทัศนคติที่ดีมาร่วมงาน เจองานที่ใช่ขึ้นเรื่อยๆ แถมยังได้ความรู้และทักษะเอาไปปรับใช้กับงานผู้ประกอบการได้อีกด้วย ส่วนงานผู้ประกอบการ เราก็ได้เจอลูกค้าที่ใช่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และรวมทั้งเพื่อนที่ดี เราก็มีเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทำให้เรารู้ว่า เรากำลังมาถูกทางแล้ว ใช้ชีวิตเป็นแล้วนะ


สำหรับใครที่ทำงานออฟฟิศ หรืองานอิสระ แบบไหนก็ตาม ทุกงานล้วนมีคุณค่าทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับคนที่ทำงานนั้นมองว่างานมีค่าหรือเปล่า และถ้างานออกมาดี ก็สะท้อนถึงตัวตนของคนทำงานที่เห็นคุณค่าในตัวเองด้วยเช่นกัน

ทุกส่ิงที่ผ่านมา..หลอมรวมเป็นเราทุกวันนี้
เพราะฉะนั้น ไม่ว่า status ของคุณในตอนนี้จะเป็นเช่นไร
ยังเรียนอยู่ ทำงานแล้ว ยังโสด หรือมีครอบครัวมั้ย
หรืองานที่ทำไป ยังไม่ใช่งานในฝันก็ตาม
ขอเพียงคุณตั้งใจใช้ชีวิตให้ดีในทุก status ที่ผ่าน
แล้วทุกอย่างจะนำพาให้คุณเดินไปสู่ทางที่ใช่ ที่ฝันในอนาคต 

เอาใจช่วยในทุกสายอาชีพ 
ขอให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในสิ่งที่คุณตั้งใจไว้นะคะ 
สวัสดีปีใหม่ค่า ^ ^ 

#takuma
SHARE
Written in this book
100 ideas
ร้อยเรียงความคิด..จากชีวิตประจำวัน
Writer
takumacheerup
Writer
เป็นกำลังใจให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

Comments