ฝรั่งแช่บ๊วย...
ทุกๆหนึ่งปี ภาควิชาเล็กๆในคณะเกษตร จะมีการทำฝรั่งแช่บ๊วย

ที่มีความแตกต่างจากที่อื่น ฝรั่งแช่บ๊วย ที่ทั้งหวาน เปรี้ยว กรอบ

ฝรั่งแช่บ๊วย ที่หนึ่งปีที่ขายเพียงเก้าวัน ในงานเกษตรแฟร์

ฝรั่งแช่บ๊วยของภาควิชาเกษตรกลวิธาน...


ช่วงวันที่ 31 ม.ค - 8 ก.พ. 2563 ที่ผ่านมา

มหาลัยที่รถไฟฟ้าพึ่งเข้าถึงมีการจัดงานเกษตรแฟร์ ซึ่งงานนี้โคตรมีความสำคัญกับทางมหาลัยเลยเว้ย

สำคัญยังไง ก็เอาแบบว่าอาทิตย์ก่อนหน้านั้นสอบ แล้ววันสอบหนึ่งวันดันตรงกับวันจัดงาน ไม่มีการหยุดเรียนให้ แต่จัดงานทั้ง ม.

วุ่นวายนิสิตต้องหาทางในการจัดการปัญหา เพราะงานนี้ นิสิตเองต้องขายของเพื่อหาเงินเข้าสโมสรนิสิต ชมรม ชุมนุมนิสิต

ของเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน

ร้านของเราเป็นร้านเล็ก ขนาดร้านประมาณ 3 คูณ 2 เมตรเองมั้ง

แต่มันไม่ได้เป็นแค่ร้านเว้ย แม่งเป็นอุตสาหกรรมแล้ว

ถ้าจะถามว่ามันเป็นอุตสาหกรรมยังไง

มามะ จะเล่าให้ฟังงงงง

.
.
.

ภาควิชาของเราเป็นภาควิชาเล็กๆในคณะเกษตร ในทุกปี ลากยาวมาประมาณสิบปีได้จะมีการทำฝรั่งแช่บ๊วยขาย

ฝรั่งแช่บ๊วยของภาคเราจะมีความแตกต่างจากฝรั่งแช่บ๊วยที่อื่น

หนึ่งเลยคือ ที่อื่นเขา "แช่" แต่ของเราจะใช่วิธีการ "คลุก"

ด้วยเครื่องที่อาจารย์ที่ภาควิชาเป็นคนทำขึ้น

นั้นเลยทำให้ฝรั่งของเรานั้นจะมีรสชาตที่เข้ม กรอบกว่าของที่อื่น(อันนี้ลองมาแล้ว ทำการพิสูจน์ด้วยการซื้อฝรั่งแช่บ๊วยมาให้คนที่ชิม แล้วคนทำก็เอยว่าทำไมมันจืด นิ่ม ไม่ใช่ของเราใช่ไหม)

ปีสามจะเป็นเฮดในการทำฝรั่ง โดยดึงเอาพี่ๆน้องในภาควิชามาช่วยกัน 

ซึ่งไม่ใช่แค่นิสิตที่กำลังเรียนอยู่ แต่พี่ๆที่จบไปแล้วก็มาช่วยกัน ก็เพราะงานนี้เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของภาควิชา

อีกทั้งยังเป็นช่วงที่พี่ๆได้กลับมาหาน้องๆ ได้มาพูดคุย สังสรรกัน

คือไม่เคยเข้าใจเลยเว้ย ว่าทำไมทุกคนถึงบอกให้รอช่วงเกษตรแฟร์ แล้วจะเจอพี่ๆ

อ๋อ ก็เพราะพี่ๆจะกลับมาหาน้อง มาอุดหนุนน้อง

เป็นงานเดียวที่หาข้ออ้างมาเจอกันง่ายที่สุดใช่ไหมละ


งานฝรั่งมีการเตรียมตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว(ก็บอกแล้วงานใหญ่) 

เพื่อการขายจริงๆในวันงานเก้าวัน

การพรีฝรั่ง เพื่อยืนยันสูตรน้ำฝรั่ง ลองมือให้ชินกับรูปแบบ ระบบ ต้องแก้ไขยังไง

อีกทั้งการถ่ายงานเพื่อเอาไปโปรโมท

ปีอื่นๆเขาโปรโมทกันยังไงไม่รู้ แต่เรารู้แค่ว่าปีนี้เราโปรโมทกันหนักมากกกก

ตั้งแต่ทำ VDO ลงป้าย LED ของ ม. 

ถ่ายรูปโดยเอานิสิตในภาควิชา ยันพี่ๆที่เรียนจบไปแล้วมาถ่าย ซึ่งโคตรจะได้รับความร่วมมือดีมากๆเลย

เล่นเอาคนถ่ายแทบตาแหก เพราะมีรูปเยอะมากกก ลงโปรโมทกันวันเว้นวัน 

เมือได้รูปแล้ว เราก็ทำการติดต่อไปยังเพจต่างๆให้ช่วยโปรโมท ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า ผลการตอบรับนั้นดีเกินคาด

เราเริ่มเจาะกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่คนส่วนใหญ่ที่มาซื้อคือลูกค้าประจำ คนทำงานซะเป็นส่วนใหญ่

การเตรียมความพร้อมในด้านสถานที่ อุปกรณ์ต่างๆ 

ภาควิชาเล็กที่นิสิตร่วมทั้งสี่ชั้นปีมีประมาณห้าสิบคน แล้วนิสิตชั้นปีที่สามซึ่งเป็นเฮดงานมีเพียง 17 คน ต้องพากันแบ่งงาน

แบ่งว่าในส่วนนี้ใครจะทำอะไร หน้าร้าน หลังร้าน ซื้อของ ดูแลเงิน

การแบ่งงานจะต้องลงตัว ไม่กองอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งเพื่อไม่ให้คนนั้นเหนื่อยจนเกินไป

เราเคยคิดว่าเพื่อนก็คงจะกองงานไว้กับกลุ่มคนที่เฮดสนิดแหละ แต่เราคงลืมไปว่า

ภาควิชาของเรา ปีสามของเราสนิดกันทุกคน

ณ ตอนที่ทำงาน ไม่มีการแยกหรอกว่า คนนี้กลุ่มใคร คนนี้สนิทกับใคร เราทำงานด้วยกันหมดทั้ง 17 คน



ฝรั่งจำนวน 800 โล ถูกขนส่งจากตลาดสี่มุมเมือง มาลงยังช็อปของภาควิชา

เครื่องคลุกฝรั่งจำนวนสี่เครื่องถูกเอาออกมาใช้งาน

เคลื่องปอกจำนวนสองเครื่องถูกเอามาปอกฝรั่งเพื่อให้งานดำเนินไปเร็วที่สุด

ใครที่ว่างก็ถูกเรียกมาช่วยงาน ส่วนใครที่มีสอบก็ไปสอบ แวะเวียนกันเข้ามายังตึกช็อป อันเป็นฐานปฏิบัติงานในช่วงนี้

ไฟแทบทุกดวงในอาคารถูกเปิด คนเดินเข้าเดินออกจนดึกดื่น

วันเปิดร้าน ทุกคนยังมีความไม่เต็มที่ เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงสอบ เพื่อนบางคนยังต้องไปสอบ ในขณะที่เราเองสอบในตารางเสร็จแล้ว

ก็มาช่วยเพื่อนเปิดร้านตั้งแต่เช้า

มาเช้ามากกว่ามาเรียนอีกจ้าาาาาาา

วันเปิดร้านวันแรก มีอะไรหลายๆยังไม่ลงตัว

คนน้อย เพราะว่ามีคนไปสอบ แต่ยังโชคดีที่มีน้องๆเข้ามาช่วยกัน

วันแรกก็เลยผ่านไปด้วยดี และเช่นเดียวกันกับวันอื่น

แม้ว่าจะมีอุปสรรค แม้ว่าจะมีเรื่องราวมากมายก็ตาม แต่ทุกคน ทั้งพวกเรา ทั้งน้องๆ ทั้งพี่ๆ

ต่างพากันช่วยกันก้าวข้ามอุปสรรคนั้น

ผ่านกันยิ้มให้กัน หัวเราะให้กัน ช่วยเหลือสิ่งกันและกัน โดยไม่แบ่งแยก

เรื่องราวที่เราประทับใจมากๆเลย คือในวันที่สองที่เปิดร้าน เป็นวันที่ทำฝรั่งเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง วันนั้นคนน้อยมากก เพราะต้องแบ่งทั้งหน้าร้าน และหลังร้าน

เฮดฝรั่งเลยโทรหาเพื่อนที่ยังคงไม่มา

คนหนึ่งรับโทรศัพท์ทั้งๆที่พึ่งตื่น แล้วบอกว่า โอเคเดี๋ยวจะรีบไป

อีกคนบอก ได้ๆ เดี๋ยวไป กินข้าวแปบ

ส่วนอีกคน อยู่บ้าน ก็บอกว่าจะรีบมา

กลายเป็นว่าวันนั้นเพื่อนมาครบกันทุกคน ไม่มีใครอิดออดที่จะไม่มา เพียงแค่มาช้ามาเร็วต่างกัน ช่วยเหลือกันเต็มที่แม้ว่าวันนั้นจะไม่มีลงชื่อก็ตาม

วันที่ทำฝรั่งขึ้น 2 ต้น เป็นเลี้ยงร้านครั้งแรก

มีคนบ่นว่า "เหนื่อยจัง" ปากบ่นไป แต่มือก็ยังคงทำ ขาก็ยังคงก้าวเดินไปมา

นี้เป็นเอกลักษณะของภาควิชานี้ก็ได้มั้ง

ขอให้ได้บ่นเถอะ... ถึงบ่นก็ทำแหละ

เราในฐานะคนที่ดูแลความเรียบร้อยก็ได้แต่ยิ้ม และบอกว่า 

"เอาหนา เดี๋ยวก็ได้กินหมูทะแล้ว"

หลังจากนั้นก็ไม่พากันบ่นเรื่องเหนื่อยกัน แต่เป็นการบ่นว่าทำไมหมูมันสุกไม่ทันละ หิวเว้ยยยย

จากการเลี้ยงร้านครั้งแรก ก็จะมีการเลี้ยงปิดร้าน

ในฐานะคนที่ดูแลเรื่องของกิน เราเป็นคนต้องถือเงินออกไปซื้อของ แล้วด้วยความเป็นคนที่ได้นั่งประชุมเรื่องเงินในทุกๆวัน ทำให้เรารู้สึกว่า

อยากจะใช้เงินให้ประหยัดมากที่สุด เพื่อที่จะได้มีกำไรเยอะ

แต่พอคนที่ไปด้วยบอกว่า ซื้อไปเถอะ ซื้อเลย

กลายเป็นว่ารู้สึกผิดอย่างมาก ที่เราไม่สามารถที่จะพยายามประหยัดได้

แต่เพื่อนก็บอกว่า

ไม่เป็นไร ถ้าเรื่องกินก็กินไปเถอะ เหนื่อยกันมาเยอะแล้ว
เราก็ได้แต่บอกว่า โอเค

แบกความรู้สึกผิดนั้นไว้กับตัวเอง แล้วพยายามที่จะขายของให้ได้มากที่สุด

วันสุดท้ายของร้าน เราถูกบังคับให้ปิดร้านห้าโมง ขายหมดไม่หมดก็ชั่งมัน

กลายเป็นว่าหนึ่งชั่วโมงสุดท้าย พยายามเร่งขายจนสุดความสามารถ

คนแพ็คฝรั่งหลังร้านแทบจะทำไม่ทัน คนหน้าร้านก็ขายไม่สนใจคนข้างหลัง

เราเห็นความพยายาม ความช่วยเหลือกันอีกครั้ง

ณ จุดนั้นที่เรายืนถือกล้องอยู่ ทุกคนไม่ได้มีใบหน้าของความเหนื่อยใจที่ต้องพยายามขาย แต่กลับเป็นใบหน้าที่ยิ้มให้กัน บ่นกัน ว่าทำไมมึงทำยังงี่ละ มึงทำไม่ทันแล้ว พอก่อนเว้ย

ใบหน้าของคนที่พยายามขายของให้หมด พ่อค้าที่พยายามให้ลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ชิมฝรั่งของเรา

รอยยิ้มที่เราถ่ายเก็บไว้ ยังคงติดตราตรึงใจอยู่จนตอนนี้

เมือปิดร้าน ทุกคนก็พากันเก็บของ โดยที่ไม่สนใจอะไร เพียงสิบนาที

ร้านฝรั่งแช่บ๊วยของภาควิชาเกษตรกลวิธาน ก็พร้อมที่จะคืนสถานที่ให้กับทางคณะ

แล้วเราก็ทำการเปิดช็อปกินหมูกะทะกันอีกรอบ

รอบนี้กินจนร้องขอชีวิต เพราะแม่งหมูสามสิบกว่าโล ผัก ของกินเล่น เยอะจนแบบ ทุกคนอิ่มแล้วอิ่มอีก อิ่มจนไปเดินงาน กลับมาอีกรอบก็ยังไม่หมด

กินวันปิดร้านแล้ว วันเก็บของก็กินอีก โว้ยยยย

ขออนุญาตงดกินชาบูและหมูทะไปสักประมาณเดือนหนึ่ง


จังหวะนั้นเรารู้สึกได้ว่า กำไรที่เราเสียไปกับค่ากินทั้งหมดเก้าวันนั้น มันมีค่ามากกว่าเม็ดเงินตรงนั้น มากกว่าตรงไหน

รอยยิ้มของน้องๆตอนที่เห็นเราพยายามที่จะทำแพนเค้ก 

คำบ่นของทุกคนที่บ่นออกมาว่าเหนื่อย กับการกิน

มันคุ้มมากๆเลยเว้ยกับเงินที่เราเสียไปตรงนั้น

ความเหนื่อยกับการทำฝรั่งกว่าสองตัน หายไปเมือทุกคนยิ้มให้กับกล้องถ่ายรูปที่เราเอามาถ่ายในวันสุดท้าย

มันเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่า ถ้าไม่ได้ทำร้านฝรั่ง

ก็คงจะไม่ได้มาซึ่งมิตรภาพ ไม่ได้มาซึ่งความสุขที่อยู่บนความเหนื่อย

ไม่ได้มาซึ่งความรักของพี่น้อง

ไมได้มาซึ่งคำชมจากพี่ๆ ที่บอกว่าพวกเราเก่งมาก ที่ทำได้ถึงขนาดนี้

ร้านฝรั่งร้านเล็ก ที่เราพูดว่ามันเป็นโรงงานอุตสาหกรรม เพราะทำเยอะ

แต่ถ้าหากลองย้อนถามกลับไป โรงงานอุสาหกรรมสามารถทำฝรั่งสองร้อยโล เสร็จในสองชั่วโมง แล้วขายให้หมดภายในหนึ่งวันได้ไหม

เชื่อเราสิ เขาทำแบบพวกเราไม่ได้หรอก

และอีกหนึ่งสาเหตุที่ฝรั่งแช่บ๊วยของพวกเราแตกต่างจากที่อื่น

ก้เพราะเราใส่ใจให้กับคนทำ

แล้วคนทำก็ใส่ใจให้กับฝรั่ง

ทำให้ฝรั่งของเราอร่อยที่ไม่เหมือนใครไงละ

.
.
.

ขอบคุณปีสามทุกคน ที่ไม่ทิ้งกัน(?) แม้ว่าร่างกายพร้อมจะตายกันแล้ว

ขอบคุณปีสองที่มาเรียนรู้งานและต่อยอดฝรั่งของเราให้มากขึ้น

ขอบคุณปีหนึ่งที่มาช่วยกันทุกวัน แม้ทีเรียนก็แวะมาช่วยแปบๆ

ขอบคุณพี่ๆ โดยเฉพาะพี่ศิษย์เก่าที่กลับมาช่วยอุดหนุนน้อง ให้คำแนะนำกับน้องๆ

ขอบคุณบุคคลกรของภาคที่ไม่ทิ้งให้พวกเราทำอย่างโดดเดียว พาไปซื้อของแล้วก็บ่นเรื่องทำฝรั่งเพราะกลัวเหนื่อยและเครียดเกินไป

ขอบคุณอาจารย์ที่มีออเดอร์มาให้เยอะๆ พร้อมการสนับสนุนเงิน สถานที่ และเครื่อง

ขอบคุณฝรั่งแช่บ๊วยของเกษตรกล ที่ทำให้พวกเรารักกันมากขึ้น

.
.
.


เรื่องเล่าจากคนส่งข้าวส่งน้ำ ^^
SHARE

Comments

LaFloraRa
10 months ago
ตื่นเต้นตลอดการอ่าน รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ ตอนนี้อยากลองชิมฝรั่งบ้างเลยค่ะ :)
Reply
TangThai_Sudapak
10 months ago
ขายอีกทีเกษตรแฟร์ปีหน้านะคะ