ใต้พรมพิรุณ : คืนฝนกระหน่ำ

เสียงฝนหล่นโปรยตกกระทบกับบานกระจกใสก่อเกิดละอองไอแปลกตา แสงนีออนสลัวลางนอกหน้าต่างลอดฝ่าม่านฝนและสาดทับลงบนแก้วใสบนโต๊ะยาวติดหน้าต่าง ของเหลวสีอำพันถูกเติมลงครั้งแล้วครั้งเล่า เราสาดมันลงคอเพื่อเป็นเชื้อไฟให้แก่ความสนุกสนานของบทสนทนา

มีนากำลังหัวเราะและผมก็หัวเราะ เสียงหัวเราะของเราดังก้องสะท้อนกลับไปมาในห้องเล็กแคบนี่ มันเริงระบำอย่างรื่นรมย์บนกองหนังสือและแผ่นเสียงเก่าๆ กระโดดโลดเต้นไปกับจังหวะเพลงยุค 80's ที่เธอเปิดคลอไว้เบาๆ เจ้านิล--แมวสีสวาดตัวอ้วนผงกหัวขึ้นหาต้นตอของเสียงดังที่รบกวนเวลานอนของมันก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอย่างไม่สบอารมณ์นัก

"คิดแล้วก็ขำนะมีน ตอนนั้นเราดูโง่กันจังเนอะ"

เธอพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ทอดสายตามองน้ำจัณฑ์อำพันใสในแก้ว แววตาดูเหม่อลอย ราวกับว่าเธอได้จมลงไปในห้วงความคิดของตัวเอง ในห้วงอดีตอันแสนยาวไกล

"ใช่ เด็กก็มักจะโง่เสมอแหละมีนา"

ผมตอบ ยื่นแก้วไปข้างหน้าเมื่อเห็นว่าเธอกำลังรินเหล้าและมีนาก็รินเหล้าให้ผม เราสบตากันแล้วก็ยิ้มให้กัน ผมเดาความรู้สึกในดวงตาคู่นั้นไม่ออก--มีนาเป็นผู้หญิงที่เข้าใจยากเสมอ ดวงตาสีชาดวงนั้นแม้จะเป็นดวงตาที่เหมือนกับผมแต่กลับดูลึกซึ้งและอ่อนไหวยิ่งกว่าผม มันเก็บงำความรู้สึกมากมายไว้ในนั้น เหมือนบ่อน้ำลึกที่ผมไม่รู้ว่าก้นบึ้งมันอยู่ตรงไหน

และวันนี้ก็เช่นกัน

ทั้งๆที่เธอกำลังยิ้ม แต่ดวงตากลับกำลังครวญคร่ำร่ำไห้ กรีดร้องตะโกนถึงความเหงาสีดำทะมึน

"เผลอแป๊บเดียวจะแต่งงานแล้วนะมีน"

เธอว่า ส่งมวนบุหรี่เรียวเล็กเข้าปาก ประกายไฟสว่างวาบปลายมวนและควันสีหมอกก็พวยพุ่งคลุ้งอบอวล

"ช่าย--ฉันก็อายุปาเข้าไปสามสิบห้าแล้วนะ อยากมีครอบครัวว่ะ และสิตางค์เขาก็เป็นคนดี"

ภาพรอยยิ้มกว้างสว่างไสวและนัยน์ตาโทนน้ำตาลหวานละมุนอุ่นละไมฉายวาบในห้วงความคิด สิตางค์...หญิงสาวที่ผมได้พบเจอโดยบังเอิญตอนที่เรียนอยู่อเมริกา เรารู้จักกัน เราเป็นเพื่อนกัน และเรารักกัน นับรวมเวลาแล้วก็เกือบห้าปี นานพอที่จะทำให้ผมอยากหยุดกับเธอคนนี้

"อือ ใช่ สิตางค์เป็นคนดี"

มีนาตอบเสียงเบา กระดกเหล้าเข้าปาก มีอะไรบางอย่างที่ดูไม่ปกติ แต่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร ลางสังหรณ์ของผมกรีดร้องเต้นเร่า บีบรัดหัวใจราวกับงูตัวใหญ่--ให้ตายสิวะมีน แกเป็นอะไรของแกวะ

"ไปหาซื้อชุดไปงานแต่งได้แล้วนะแกน่ะ ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปฉันไม่ให้เข้างานนะว้อย"

มีนาหัวเราะเบาๆ โคลงหัวไปมา เรือนผมสีเทาของเธอสะท้อนแสงเป็นประกาย รอยสักรูปพระจันทร์บนไหล่ซ้ายดูราวกับจะเรื่อเรืองในแสงนีออน

"ฉันไม่ใส่ชุดแบบนั้นไปหรอกน่า งานแต่งพี่ชายฝาแฝดทั้งทีนะเว้ย"

แกคิดมากไปเองน่ามีน มันไม่มีอะไรหรอก

ไม่เอาน่า วันนี้แกมากินเหล้ากับน้องสาวฝาแฝดนะ และเดี๋ยวอาทิตย์หน้าแกก็จะได้แต่งงานกับสาวสวยที่แกรัก

ทุกอย่างปกติดี

ไม่มีอะไรหรอกน่า

"ว่าแต่แกเถอะ เมื่อไรจะมีแฟนซะทีวะ แบบแกเนี่ย หาแฟนได้ไม่ยากเลยนะเว้ย"

ถ้าจะพูดกันตามตรงแล้ว มีนาเป็นคนที่จัดได้ว่าสวยเลยล่ะ--ไม่ใช่สวยแบบพิมพ์นิยม หากแต่เป็นความงามที่โดดเด่นแปลกตา เชื้อสายจีนที่พวกเราได้รับสืบทอดมามอบดวงตาเรียวรีและผิวขาวละเอียด เส้นผมเล็กละเอียดสีเทาควันบุหรี่ทิ้งตัวล้อมกรอบใบหน้า

ความดื้อรั้น ทะเยอทะยานกร้านแกร่ง พวยพุ่งฟุ้งกระจาย ครอบคลุมปกปิดเด็กสาววัยสี่ขวบคนนั้นที่เคยหวาดกลัวจนตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม

"ไม่ล่ะ ยังไม่เจอใครถูกใจเลยว่ะ"

เธอว่า แกว่งแก้วเหล้าไปมา เหม่อมองสาวน้ำอำพันกลิ้งกลอกวนเวียนอยู่ในนั้น สีชาสว่างใสในดวงตาฉาบทับซ่อนเร้นความรู้สึก 

"แล้วต้องเป็นยังไงถึงจะถูกใจแกวะ"

คำถามนั้นลอยล่องไปในสายฝน นานนับนาทีกว่าเธอจะเอื้อนเอ่ยคำตอบ 

"ไม่บอก"

เป็นคำตอบที่ไม่ช่วยให้ความสงสัยกระจ่างเท่าไร--ช่างเถอะ ผมก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบจริงจังอยู่แล้ว 

"ขี้โกงว่ะ" เหล้าสีอำพันถูกเติมลงในแก้ว "เออ เพื่อนฉันฝากหนังสือมาให้แกเซ็นด้วย"

"ไม่เอาอะ ถ้าเขาเป็นแฟนคลับฉันจริง เขาต้องมาให้ฉันเซ็นเองสิ แบบนี้มันโกงคนอื่นเขา"

คำตแบนั้นไม่เหนือความคาดหมายเท่าไร น้องสาวผมมีกฏของตัวเองเสมอ และไม่มีใครจะทำลายกฏนั้นลงไปได้

"ใจร้ายจังวะ"

แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้จริงจังอะไรนัก พรุ่งนี้ผมคงต้องไปเลี้ยงข้าวไอ้กันไถ่โทษ

"ถ้าใจดีแล้วต้องตามใจคนอื่นแบบมีนน่ะ ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ"

ผมหัวเราะรับคำเสียดสีนั่นเช่นเคย--อือ นั่นเป็นอีกข้อที่ทำให้เราสองคนแตกต่างกัน มีนาแข็งกร้าว แต่ผมโอนอ่อน มีนาซื่อสัตย์ต่อหัวใจแต่ผมชอบใส่หน้ากาก

หน้ากากคนดี

คนดีไม่พูดคำหยาบ

คนดีต้องช่วยเหลือคนอื่นแม้ว่าสิ่งนั้นจะลำบากตัวเองนิดหน่อย

คนดีต้องไม่โมโหร้าย

อือ ก็อะไรทำนองนั้น

โทรศัพท์ผมสั่น ข้อความจากสิตางค์ปรากฏแก่สายตา ผมพิมพ์ตอบเธอไป ขยับปากพูดร่ำลา

"เออ งั้นฉันกลับแล้วนะ สิตางค์ตามกลับละว่ะ"

"อือ" แวบหนึ่งผมเห็นความลังเลผ่านสายตา "มีน" โชยกลิ่นอายความหวาดกลัวผ่านน้ำเสียง

"ว่า?"

"ฉันขอโทษนะเว้ย"

แสนเศร้า...ราวกับนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของเรา

"อะไรวะ"

ลางสังหรณ์ของผมกำลังเขย่าตัวผมให้รู้สึกตัว แต่ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมควรระวังอะไรกันแน่

"สำหรับทุกอย่างเลย"

มองไม่เห็นเหตุผลและความเชื่อมโยง มีบางอย่างผิดปกติในข้อความนั้น บางอย่างที่ผมยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

"เมาแล้วเพี้ยนตลอดแกนี่" สมองส่วนเหตุผลตวาดใส่ผม กระทืบความคิดนั้นให้จมดิน "ไปนอนไป"

"อืม"

เธอปล่อยมือผม เสียงฟ้าร้องโครมคราม เจ้าแมวตัวนั้นตกใจจนกระโดดโหยงตัวลอย 

"ฉันกลับละ" ผมเอ่ยคำลา หวังว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย "อย่าลืมไปหาชุดสวยๆใส่วันงานฉันนะ"

"เออ ไม่ลืมหรอก"

ทุกอย่างปกติดี

ผมบอกตัวเองตอนที่เธอยิ้มรับ

ทุกอย่างปกติดี

ผมบอกตัวเองตอนที่เธอโบกมือลา

ทุกอย่างปกติดี

ผมบอกตัวเองตอนที่เดินอยู่บนโถงทางยาวหน้าห้อง--ฝนยังไม่หยุดตกเสียที เสียงเม็ดฝนหล่นโปรยตกกระทบผืนดินเบื้องล่างก้องสะท้อนไปทั่วราตรีกาลอันเงียบงัน เสียสายฟ้าฟาดกัมปนาทน่าหวาดหวั่น

ลางสังหรณ์ของผมเป็นฝ่ายชนะ มันโบยตีผมให้วิ่งกลับไปที่ห้องนั้นอีกครั้ง--ประตูห้องไม่ได้ล็อก แมวสีสวาดตัวอ้วนพีวิ่งสวนขาผมออกมา 

กลิ่นเลือดอวลคลุ้งปนกับกลิ่นฝน เสียงเพลงอ่อนหวานจากแผ่นเสียงยังคงบรรเลงอยู่อย่างนั้น 

ผมเรียกชื่อเธอหนึ่งครั้ง...ไร้เสียงตอบรับ

เรียกอีกครั้ง...ก็ยังไร้เสียงตอบรับ

ผมกำลังจะเรียกเป็นครั้งที่สาม แต่หยดหยาดสีแดงเหล่านั้นทำให้ผมกลืนเสียงตัวเองลงไป--มันคือรอยเลือด...ใช่...รอยเลือด--รอยเลือดสีแดงฉานประพรมย้อมทั่วทั้งห้อง ร่วงหล่นประปรายบนหนังสือที่เธอรัก กระเซ็นกระสายอยู่รอบแผ่นเสียงสุดหวง เรือนผมสลวยสีเทาของเธอแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ใบหน้าสวยๆก็แปรสภาพเป็นก้อนเนื้อเละๆจากแรงกระสุน มือขาวซีดยังอยู่ในท่าเหนี่ยวไก

ผมเสียน้องสาวฝาแฝดไปแล้วตลอดกาลในวันหนึ่งที่ฝนตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา









SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นขยันเขียน
รวมมเรื่องสั้นของเก๊าเอง จับฉ่ายกันไปเลย 55
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38, สนธยา2738

Comments

NotSet
3 months ago
มีต่อมั้ยครับเนี้ย
Reply
Sunflower38
3 months ago
มีค่ะ 555 แต่เมื่อไรไม่รู้นะ แง
NotSet
3 months ago
เล่นคำสวยดีครับ รอตอนต่อไป
decafein
3 months ago
อ่านแล้ววางไม่ลงเลย ชอบครับ จบแบบสะเทือนอารมณ์เลย
Reply
Sunflower38
3 months ago
ขอบคุณมากค่ะ 🤣